หน้าแรกเทคโนโลยี-นวัตกรรมGoogle Maps มันมีจุดเริ่มต้นมาจากไหน 

Google Maps มันมีจุดเริ่มต้นมาจากไหน 

เผยแพร่

spot_img

เคยสงสัยกันไหมครับว่า แอปพลิเคชันที่เราเปิดใช้กันแทบทุกวันอย่าง Google Maps มันมีจุดเริ่มต้นมาจากไหน 

หลายคนอาจจะคิดว่ามันต้องเป็นโปรเจกต์ลับสุดยอดที่ถูกสร้างขึ้นในห้องแล็บไฮเทคของสำนักงานใหญ่ Google ที่แคลิฟอร์เนียแน่ๆ

แต่ความจริงแล้ว เรื่องราวของ Google Maps กลับเริ่มต้นได้ “เล็ก” กว่าที่ใครจะคาดคิด 

เพราะมันไม่ได้เกิดในอเมริกาด้วยซ้ำ แต่มันมีจุดกำเนิดมาจากไอเดียของคนเพียงสี่คน ในโรงรถเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

ย้อนกลับไปในปี 2003 ในยุคที่อินเทอร์เน็ตยังไม่ได้รวดเร็วเหมือนทุกวันนี้ 

สองพี่น้องชาวเดนมาร์กชื่อ Lars และ Jens Rasmussen ได้จับมือกับเพื่อนอีกสองคนคือ Noel Gordon และ Stephen Ma เพื่อก่อตั้งสตาร์ทอัพที่ชื่อว่า Where 2 Technologies

เป้าหมายของพวกเขาในตอนนั้นดูเรียบง่ายและถ่อมตัวมาก นั่นคือการสร้างโปรแกรมแผนที่สำหรับติดตั้งลงบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เพื่อให้คนไม่ต้องพกแผนที่กระดาษเล่มหนาๆ อีกต่อไป

แต่การจะสร้างเทคโนโลยีแผนที่ที่ละเอียดและซับซ้อน มันต้องใช้ทั้งเงินทุนและทรัพยากรมหาศาล 

ซึ่งแน่นอนว่าสตาร์ทอัพเล็กๆ ในโรงรถย่อมไม่มีสิ่งเหล่านั้น พวกเขาจึงต้องออกเดินทางเพื่อหาพันธมิตรที่จะมาช่วยสานฝันนี้ให้เป็นจริง

จนกระทั่งในปี 2004 โชคชะตาก็พาพวกเขาไปพบกับยักษ์ใหญ่อย่าง Google 

แต่เชื่อไหมว่าในตอนแรก Google แทบจะไม่ชายตามองไอเดียซอฟต์แวร์แผนที่บนคอมพิวเตอร์นี้เลย เพราะมันดูไม่เข้ากับวิสัยทัศน์ที่เน้นเรื่องโลกออนไลน์ของบริษัท

แต่ในจังหวะที่เกือบจะถูกปฏิเสธ Lars Rasmussen ก็ได้ตัดสินใจเสนอไอเดีย “เปลี่ยนเกม” ที่ทำให้ผู้บริหารของ Google ถึงกับต้องหันกลับมามองใหม่ทันที 

นั่นคือการเปลี่ยนแผนที่แบบติดตั้งในเครื่อง ให้กลายเป็นบริการบน “เว็บเบราว์เซอร์” ทั้งหมด

แนวคิดนี้ถือเป็นการปฏิวัติวงการอย่างแท้จริง เพราะในยุคนั้น แผนที่บนเว็บไซต์ทำงานได้ช้ามากและมีข้อจำกัดเต็มไปหมด 

Google มองเห็นว่าถ้าทำได้จริง มันจะเป็นขุมทรัพย์มหาศาล พวกเขาจึงตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ Where 2 Technologies ทันที

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการรวบรวม “จิ๊กซอว์” ครั้งใหญ่ เพราะ Google ไม่ได้ซื้อแค่บริษัทเดียว 

แต่พวกเขายังแอบเดินหน้าดีลลับๆ เพื่อกวาดต้อนเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาไว้ในมือเพื่อสร้างสุดยอดแผนที่…

หนึ่งในดีลที่สำคัญคือการซื้อ Keyhole บริษัททำภาพถ่ายดาวเทียมด้วยมูลค่า 35 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต่อมาสิ่งนี้จะกลายเป็นฟีเจอร์ Satellite View ที่เราใช้ส่องบ้านเพื่อนกันนั่นเอง

แต่ดีลที่ “เขี้ยว” ที่สุดคือการเข้าซื้อ ZipDash สตาร์ทอัพที่ทำระบบวิเคราะห์การจราจรแบบเรียลไทม์ 

โดย Google จ่ายเงินไปเพียง 2 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถ้าเทียบกับมูลค่าในปัจจุบันแล้ว ต้องบอกว่าเป็นการลงทุนที่ถูกเหมือนได้เปล่า

หลังจากนำจิ๊กซอว์ทุกชิ้นมาประกอบร่างกัน ในที่สุด Google Maps ก็ได้เปิดตัวสู่สายตาชาวโลกอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2005 

แต่เชื่อไหมว่ากระแสตอบรับในช่วงแรกกลับเงียบเหงากว่าที่คิด…

นั่นเป็นเพราะในตอนนั้น ตลาดแผนที่ออนไลน์มีเจ้าถิ่นที่ครองเมืองอยู่แล้วอย่าง Yahoo Maps และ MapQuest 

ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังคุ้นเคยกับของเดิม และมองไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมต้องเปลี่ยนมาใช้บริการของหน้าใหม่อย่าง Google

สถานการณ์ในตอนนั้นบีบคั้นมาก จนผู้บริหาร Google ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะยอมแพ้แล้วปิดโปรเจกต์นี้ทิ้งไป หรือจะยอม “ล้มกระดาน” เพื่อเริ่มต้นใหม่จากศูนย์อีกครั้ง…

แน่นอนว่าพวกเขาเลือกอย่างหลัง ทีมวิศวกรตัดสินใจรื้อโปรแกรมใหม่ทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหากวนใจเรื่องความอืดและใช้งานยาก 

โดยมีการนำเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุดในยุคนั้นอย่าง AJAX เข้ามาใช้เพื่อให้แผนที่ลื่นไหลเหมือนเล่นเกม

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Google Maps ทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่นคือเทคโนโลยีที่เรียกว่า “ไทล์” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นมาตรฐานของวงการแผนที่โลกจนถึงปัจจุบัน

หลักการของมันง่ายแต่ฉลาดมาก แทนที่จะโหลดแผนที่แผ่นใหญ่ยักษ์ทั้งโลกพร้อมกัน ทีมงานเลือกซอยแผนที่ออกเป็นชิ้นเล็กๆ เหมือนกระเบื้องปูพื้นขนาด 256×256 พิกเซล

พอเราเลื่อนแผนที่ไปทางไหน โปรแกรมก็จะโหลดแค่กระเบื้องชิ้นที่จำเป็นเท่านั้น ผลที่ได้คือความเร็วที่เหนือชั้นและประหยัดอินเทอร์เน็ตไปได้มหาศาล จนคู่แข่งรายอื่นเริ่มตามไม่ทัน…

ต่อมาในช่วงปลายปี 2005 Google ก็สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัว Satellite View โดยนำภาพถ่ายทางอากาศความละเอียดสูงมาให้คนทั่วไปดูได้ฟรีๆ

เรื่องที่น่าสนใจคือ ภาพส่วนใหญ่ที่เราเห็นในโหมดนี้ ไม่ได้มาจากดาวเทียมจริงๆ อย่างที่เข้าใจกัน 

แต่มันเป็นภาพที่ถ่ายจากเครื่องบินที่บินระดับต่ำ เพื่อให้ได้ความคมชัดที่มากกว่าดาวเทียมหลายเท่า

แม้ในตอนแรกฟีเจอร์นี้อาจจะดูเหมือนเอาไว้ดูเล่นๆ แต่ผู้คนกลับหลงรักมันอย่างบ้าคลั่ง เพราะมันทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นสายลับที่สามารถซูมดูโลกจากมุมไหนก็ได้ตามใจชอบ

แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ Google Maps กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกจริงๆ คือวันที่ 29 พฤษภาคม 2007 เมื่อพวกเขาเปิดตัวโปรเจกต์ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นไปได้ นั่นคือ Street View

Google ส่งกองทัพรถยนต์ที่ติดตั้งกล้อง 360 องศา ออกไปวิ่งเก็บภาพตามท้องถนนทุกซอกทุกมุมทั่วโลก ซึ่งถือเป็นงานที่บ้าคลั่งและต้องใช้พละกำลังมหาศาล…

ความมหัศจรรย์ของ Street View คือมันทำให้เราสามารถสำรวจเมืองที่เราไม่เคยไปได้ราวกับว่าเรากำลังเดินอยู่ที่นั่นจริงๆ 

เป็นการทำลายข้อจำกัดเรื่องพรมแดนและการเดินทางไปอย่างสิ้นเชิง

เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือระบบ AI อัจฉริยะที่สามารถนำภาพถ่ายนับล้านใบมาต่อกันจนเนียนกริ๊บ 

แถมยังต้องคอยเบลอใบหน้าคนและป้ายทะเบียนรถโดยอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวอีกด้วย

กราฟการเติบโตของ Google Maps พุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะการมาของ Android ในปี 2008 ที่ทำให้ทุกคนมีแผนที่ติดตัวไปทุกที่

Google ตัดสินใจอย่างเฉียบคมด้วยการฝัง Google Maps ให้เป็นแอปพื้นฐานในมือถือ Android ทุกเครื่อง 

และนำเทคโนโลยีของ ZipDash ที่ซื้อไว้เมื่อหลายปีก่อนมาปัดฝุ่นใหม่เพื่อใช้บอกสภาพจราจร

เมื่อระบบนำทางที่แม่นยำมาเจอกับ GPS บนมือถือ ผลลัพธ์คือการปฏิวัติวิธีเดินทางของมนุษยชาติไปตลอดกาล 

ปัจจุบัน Google Maps มีผู้ใช้งานมากกว่าหนึ่งพันล้านคนต่อเดือน และทำรายได้สูงถึง 12 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ในเมื่อเราใช้ Google Maps ฟรีมาตลอด แล้วเงินหมื่นล้านดอลลาร์เหล่านั้นมันมาจากไหนกันแน่? 

คำตอบคือ Google มีวิธีหาเงินที่ “ฉลาด” ถึงสามช่องทางหลัก

ช่องทางแรกคือการโฆษณา ร้านค้าสามารถจ่ายเงินเพื่อให้โลโก้ของตัวเองโดดเด่นบนแผนที่ 

ซึ่งเป็นโมเดลที่ win-win-win กันทุกฝ่าย เพราะผู้ใช้ก็ได้เจอร้านที่ต้องการ ร้านก็ได้ลูกค้า และ Google ก็ได้เงิน…

ช่องทางที่สอง ซึ่งเป็นขุมทรัพย์ขนาดใหญ่ คือการขายสิทธิ์ให้นักพัฒนาภายนอกนำแผนที่ไปใช้ผ่านสิ่งที่เรียกว่า APIs 

ซึ่งไม่ว่าจะเป็น Uber, Airbnb หรือแอปส่งอาหารต่างๆ ต่างก็ต้องจ่ายเงินให้ Google ทั้งนั้น

แต่ที่น่าตกใจคือ สิ่งที่ทำเงินได้มากที่สุดกลับไม่ใช่รูปแผนที่ แต่เป็นระบบที่คอยเติมที่อยู่ให้เราอัตโนมัติเวลาช้อปปิ้งออนไลน์  ซึ่ง Google เก็บค่าบริการเพียงเล็กน้อยต่อครั้ง แต่เมื่อคูณกับธุรกรรมทั้งโลก มันคือเงินมหาศาล

ส่วนช่องทางที่สาม คือการให้บริการระดับองค์กร สำหรับบริษัทขนส่งหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกและการวิเคราะห์เส้นทางที่ซับซ้อน ซึ่งมูลค่าสัญญานั้นสูงถึงหลักล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

แน่นอนว่าท่ามกลางความสำเร็จนี้ Google ก็ต้องเจอศึกหนักเรื่องความเป็นส่วนตัว เพราะการรู้ตำแหน่งของผู้ใช้อย่างละเอียด ย่อมทำให้เกิดความกังวลว่าข้อมูลจะถูกเอาไปใช้ในทางที่ผิด

Google จึงต้องทุ่มเงินมหาศาลไปกับการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัย และให้สิทธิ์ผู้ใช้ในการควบคุมประวัติตำแหน่งของตนเอง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนทั่วโลก…

นอกจากนี้ยังมีคู่แข่งอย่าง Apple Maps หรือ Here Maps ที่คอยไล่บี้อยู่ตลอดเวลา ทำให้ Google ไม่สามารถหยุดนิ่งได้แม้แต่วินาทีเดียว

เพื่อรักษาแชมป์ไว้ พวกเขาจึงต้องพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างการนำทางด้วย AR ที่เห็นภาพจริงทับซ้อนบนจอ หรือการใช้ AI คาดการณ์สภาพจราจรล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ

แต่มูลค่าที่แท้จริงของ Google Maps อาจจะสูงกว่ารายได้ที่เห็นหลายเท่าตัว 

เพราะสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดคือ “ฐานข้อมูลเชิงพื้นที่” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะเป็นรากฐานของรถยนต์ไร้คนขับและเมืองอัจฉริยะในอนาคต

นักวิเคราะห์ประเมินกันว่า หากวันนี้ Google Maps แยกตัวออกมาเป็นบริษัทเดียว มันจะมีมูลค่าสูงถึง 150 พันล้านดอลลาร์ หรือติดอันดับ 1 ใน 100 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้อย่างสบายๆ

จากไอเดียของคนสี่คนในโรงรถ สู่แพลตฟอร์มที่เป็นเหมือนเข็มทิศของคนทั้งโลก เรื่องราวของ Google Maps คือบทเรียนที่สำคัญอย่างหนึ่ง

มันพิสูจน์ให้เราเห็นว่า ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะเล็กแค่ไหน แต่ถ้าเรามีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค วันหนึ่งเราก็สามารถสร้างสิ่งที่เปลี่ยนแปลงโลกได้เช่นกัน…

References : [Google, TheGuardian, Forbes, BusinessInsider, TechCrunch]

หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม ‘กดไลก์’ 

 หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม ‘กดแชร์’

คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม

#GoogleMaps #ประวัติธุรกิจ #Startup #TechStory #เทคโนโลยี #Google #StreetView #เบื้องหลัง #ความรู้รอบตัว #การตลาด #ถอดรหัสธุรกิจ #BusinessCaseStudy #การเดินทาง #DigitalTransformation #Innovation #แผนที่ #SuccessStory #สาระน่ารู้ #โลกไอที #เศรษฐกิจ

ข่าวล่าสุด

วันนี้    “วิสาขบูชาสากลโลก”  2569  พลวัตแห่งศรัทธาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประชาคมโลกต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงภูมิรัฐศาสตร์อันสลับซับซ้อนและวิถีทุนนิยมที่เร่งรัด วันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2569 ยิ่งทวีความสำคัญในฐานะหมุดหมายเชิงอุดมการณ์ที่เตือนใจให้มนุษยชาติหันกลับมาพิจารณาถึงความสงบภายในอันเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่แท้จริง

“A Spectacular Convergence of Faith and Culture: Wat Sarod Celebrates New Preceptor”

"Bangkok’s historic Wat Sarod, located in the Rat Burana District, is set to host an extraordinary cultural and religious milestone on May 30, 2026.

โปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำเวียตนาม เข้าเฝ้าฯ  มุ่งเจรจาการค้าพลิกฟื้น…เสถียรภาพอินโดจีน

ในวโรกาสอันเป็นนิมิตหมายอันดีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายโต เลิม และคณะผู้แทนเวียดนาม เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

หรือ…ตราชั่งชำรุดที่จุดเริ่มต้น ?  เมื่อศาลตัดสินจำคุกอดีต ประธาน ปปช.กับพวก

วานนี้ คำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่สั่งจำคุกอดีตประธาน ปปช. และกรรมการ กรณีปกปิดข้อความเอกสารคดีนาฬิกาหรู แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวแรกของกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลต้นที่ยังไม่ถึงที่สุด

ข่าวอื่นๆ

จีน Mass Produce Solid-State Battery ก่อนใครในโลก! EV วิ่ง 1,000+ กม. ปลอดภัยสุด ไม่มีไฟไหม้

Solid-State Battery คือแบตเตอรี่ที่ใช้ “ของแข็ง” แทนของเหลวเป็นตัวนำไฟฟ้า ทำให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก

จีนนำหน้าด้านเทคโนโลยีอีกแล้ว

จีนนำหน้าด้านเทคโนโลยีอีกแล้ว เพียงกวักมือเรียกรถก็แล่นออกมา รวมทั้งการนำรถเข้าจอดด้วย

รถพลังงานไฮโดรเจน: รถในอนาคตอันใกล้

Toyota Crown FCEV จะเปิดตัวรุ่นขุมพลัง FCEV หรือ Hydrogen Fuel-Cell วิ่งไกล 820 กม. เติมเต็มถังใน 3 นาทีราคาเริ่มต้นที่ 8.3 ล้านเยน หรือประมาณ 1,970,719 บาท