หน้าแรกINSIDE - INSIGHTโปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำเวียตนาม เข้าเฝ้าฯ  มุ่งเจรจาการค้าพลิกฟื้น…เสถียรภาพอินโดจีน

โปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำเวียตนาม เข้าเฝ้าฯ  มุ่งเจรจาการค้าพลิกฟื้น…เสถียรภาพอินโดจีน

เผยแพร่

spot_img

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ “3 เชื่อมโยง” หน้าฉากแห่งความร่วมมือ และนัยแห่งการปรับสมดุลภูมิรัฐศาสตร์ในหลืบเร้น

                          การเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมคณะผู้แทนระดับสูง ระหว่างวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นหมุดหมายครั้งประวัติศาสตร์ในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูต โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ ภาพฉากหน้าสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ผ่านกรอบแนวคิด “3 เชื่อมโยง” เพื่อผสานผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

                           ในวโรกาสอันเป็นนิมิตหมายอันดีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายโต เลิม และคณะผู้แทนเวียดนาม เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ซึ่งการได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดทางการทูต ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและราบรื่นระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน และเป็นรากฐานอันมั่นคงในการพัฒนาความร่วมมือในทุกมิติให้เจริญรุดหน้าต่อไป

                            สำหรับการเจรจาทวิภาคีในภาคเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายได้มุ่งเน้นการทลายข้อจำกัดทางการค้าเพื่อบรรลุเป้าหมายมูลค่าการค้าระหว่างกัน นโยบาย “3 เชื่อมโยง” ถูกนำมาแปรผันเป็นเม็ดเงิน ผ่านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ การส่งเสริมระบบชำระเงินข้ามแดน (QR Payment) และการเปิดเวที Thailand-Viet Nam Business Forum ที่ดึงผู้ประกอบการรายใหญ่และซีอีโอกว่า 700 ราย มาร่วมจับคู่ธุรกิจ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เข้าสู่ส่วนรวม

                            นอกเหนือจากตัวเลขทางการค้า ที่ประชุมยังได้บรรลุข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาสังคมและความมั่นคงข้ามพรมแดน โดยเฉพาะการร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และภัยคุกคามไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ ตลอดจนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน และการผลักดันโครงการท่องเที่ยวร่วมกันภายใต้แนวคิด “สองประเทศ หนึ่งจุดหมายปลายทาง” เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในระดับประชาชนให้แนบแน่นยิ่งขึ้น

                           ในการเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือครั้งนี้ ไออุ่นแห่งมิตรภาพระหว่างกรุงเทพฯ และฮานอย ยังคงตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพในอธิปไตยและแนวทางการพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในกรณีของเมียนมา ซึ่งแม้จะเผชิญความท้าทายภายใน แต่ไทยยังคงยึดมั่นในนโยบายการทูตที่นุ่มนวลและสร้างสรรค์ แตกต่างจากกรณีของกัมพูชาที่มีความชัดเจนในการพึ่งพาทุนจากภายนอกภูมิภาค การกระชับสัมพันธ์ไทย-เวียดนามจึงมิใช่การตั้งแง่ปฏิเสธมิตรประเทศรอบข้าง หากแต่เป็นการสร้างแกนกลางที่เข้มแข็งเพื่อประคับประคองให้ภาพรวมของอินโดจีนยังคงเดินหน้าต่อไปได้

                        จากบันทึกความร่วมมือฉบับนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่าเป็นเกมดุลอำนาจ (Balance of Power) ที่ซ่อนอยู่หลังม่านไหมทางการค้า การที่สองระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอินโดจีนเลือกที่จะ “จับมือหลอมรวม” แทนการ “แข่งขันตัดราคา” ถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ที่นุ่มนวลทว่าหนักแน่น ไปยังกัมพูชาที่กำลังเร่งสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ภายใต้การสนับสนุนของมหาอำนาจภายนอก การขยับตัวของไทยและเวียดนามจึงกลายเป็นการล้อมกรอบทางยุทธศาสตร์โดยปริยาย ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศที่เลือกเดินเกมแยกตัวออกไป ต้องเผชิญกับภาวะจำยอมทางการทูตและสูญเสียอำนาจต่อรองในเวทีอาเซียนไปโดยปริยาย

                                   สัจธรรมแห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเห็นว่า วาทกรรมอันงดงามว่าด้วยความร่วมมือและมิตรภาพหน้าฉาก คือกลไกขับเคลื่อนที่จำเป็นและทรงคุณค่า ทว่าเนื้อแท้ในหลืบเร้นของเกมภูมิรัฐศาสตร์ ผลพลอยได้ที่สำคัญที่สุดคือการประกาศความพร้อมของสองระบบเศรษฐกิจหลัก ในการเป็นแกนกลางกำหนดทิศทางของภูมิภาคอย่างเบ็ดเสร็จ 

                                การขยับตัวร่วมกันอย่างมีเอกภาพของไทยและเวียดนามในรอบนี้ จึงเปรียบเสมือนภาพสะท้อนอันเจ็บปวดที่ผลักให้บางประเทศซึ่งถูกมองว่าขาดความจริงใจในการรักษาผลประโยชน์ร่วมของภูมิภาค ทว่ามุ่งหวังเพียงประโยชน์เฉพาะหน้าทางการเมือง จำต้องถอยห่างออกจากสปอตไลท์ของสังคมอาเซียนไปโดยปริยาย   เพราะในโลกแห่งผลประโยชน์ที่ขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันที่แท้จริง ประเทศที่เลือกจะเดินเกมแยกตัวหรือพึ่งพิงอำนาจนอกบ้าน ย่อมต้องยอมรับความจริงอันโหดร้ายในการถูกลดทอนบทบาท และอาจต้องติดอยู่ในมุมอับทางการทูตที่ทำได้เพียงเฝ้ามองมิตรแท้เขาจับมือกันก้าวไปข้างหน้า

2569-05-30   “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

คลองถมเซ็นเตอร์  แผลเป็นของมหานคร

เหตุเพลิงไหม้คลองถมเซ็นเตอร์ ถนนวรจักร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เมื่อคืนของปลายเดือนก่อน สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อพื้นที่ค้าขายและโครงสร้างอาคาร

สมรภูมิควันพิษดิจิทัล เจาะโครงสร้างตลาดมืดออนไลน์ VS วิกฤตมอมเมาเยาวชน

ยุคที่อัลกอริทึมและแพลตฟอร์มปิดทรงพลังกว่ากฎหมาย ส่งผลให้บุหรี่ไฟฟ้าและสินค้าสีเทากลายเป็นของเล่นชิ้นใหม่ของเด็กนักเรียน ท่ามกลางภาพสะท้อนนโยบายห้ามนำเข้าของไทยที่ถูกท้าทายด้วยเครือข่ายใต้ดินข้ามชาติ

เปิดประตูโลก ! ให้ระวัง… “หลังบ้าน” ต้องสะอาด !

ต้อนรับคณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ รวม 76 คน พร้อมประกาศทิศทางประเทศไทยภายใต้แนวคิด “เปิดกว้าง-เชื่อมโลก-เติบโตไปด้วยกัน”

บัณทิตใหม่…ไปต่อ…ลำบาก !

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 ประเทศไทยมีผู้ว่างงานประมาณ 400,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการว่างงานร้อยละ 0.95 ขณะที่กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษามีอัตราการว่างงานร้อยละ 1.70

ข่าวอื่นๆ

คลองถมเซ็นเตอร์  แผลเป็นของมหานคร

เหตุเพลิงไหม้คลองถมเซ็นเตอร์ ถนนวรจักร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เมื่อคืนของปลายเดือนก่อน สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อพื้นที่ค้าขายและโครงสร้างอาคาร

สมรภูมิควันพิษดิจิทัล เจาะโครงสร้างตลาดมืดออนไลน์ VS วิกฤตมอมเมาเยาวชน

ยุคที่อัลกอริทึมและแพลตฟอร์มปิดทรงพลังกว่ากฎหมาย ส่งผลให้บุหรี่ไฟฟ้าและสินค้าสีเทากลายเป็นของเล่นชิ้นใหม่ของเด็กนักเรียน ท่ามกลางภาพสะท้อนนโยบายห้ามนำเข้าของไทยที่ถูกท้าทายด้วยเครือข่ายใต้ดินข้ามชาติ

เปิดประตูโลก ! ให้ระวัง… “หลังบ้าน” ต้องสะอาด !

ต้อนรับคณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ รวม 76 คน พร้อมประกาศทิศทางประเทศไทยภายใต้แนวคิด “เปิดกว้าง-เชื่อมโลก-เติบโตไปด้วยกัน”