หน้าแรกเศรษฐกิจ การเงินวิกฤตกำลังมา! “วีระ” แฉรัฐบาลซ่อนหนี้กว่า 1 ล้านล้าน เตือนเลิกนโยบายกึ่งการคลังก่อนประเทศล้ม

วิกฤตกำลังมา! “วีระ” แฉรัฐบาลซ่อนหนี้กว่า 1 ล้านล้าน เตือนเลิกนโยบายกึ่งการคลังก่อนประเทศล้ม

เผยแพร่

spot_img

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ออกมาเปิดโปงและเตือนรัฐบาลอย่างหนักให้ยุติการใช้นโยบายกึ่งการคลัง หลังพบพฤติกรรมการ “ซ่อนหนี้” ของรัฐผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจและรัฐวิสาหกิจจำนวนมาก รวมมูลค่ากว่า 1.077 ล้านล้านบาท พร้อมชี้ว่านี่คือ “ระเบิดเวลาลูกใหญ่” ที่อาจถล่มฐานะการคลังของประเทศในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

นายวีระ เปิดเผยว่า ในการพิจารณางบประมาณของรัฐวิสาหกิจ 21 แห่ง พบว่ามีการของบรวมกว่า 79,298 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายรวมสูงถึง 1.43 แสนล้านบาท โดยยอมรับว่ารัฐวิสาหกิจหลายแห่งมีปัญหาเรื้อรัง เช่น ขสมก. และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้และหนี้สะสมจำนวนมหาศาล พร้อมเสนอให้รัฐบาลต้องตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะ “อุ้มต่อ” หรือ “แปรรูป” โดยยกกรณีการฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ประสบความสำเร็จแม้จะหลุดพ้นจากสถานะรัฐวิสาหกิจแล้ว แต่รัฐบาลยังถือหุ้นใหญ่เป็นตัวอย่าง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุด ตามคำกล่าวของนายวีระ คือ รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจ อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารออมสิน, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.), ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME Bank) รวมถึง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยทั้งหมดมีการของบประมาณแม้จะมีกำไร ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการชำระคืนตามมาตรา 28 และ 29 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 อันเป็นผลจากนโยบายกึ่งการคลังของรัฐบาลที่ใช้งบ “นอกงบประมาณ” และแทบตรวจสอบไม่ได้

นายวีระยกตัวอย่างนโยบายล่าสุดที่รัฐบาลอนุมัติให้ ธ.ก.ส. สำรองจ่ายช่วยเหลือชาวนา 47,000 ล้านบาท ทั้งที่ ธ.ก.ส. เองยังมีหนี้คงค้างที่รัฐบาลต้องชำระคืนกว่า 900,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้ยอดคงค้างจากการใช้เงินนอกงบประมาณพุ่งทะลุ 1.077 ล้านล้านบาท แต่กลับไม่ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา นี่จึงเป็น “กับดักหนี้” ที่จะกลายเป็นภาระหนักในอนาคต

เขายังเตือนว่า หากไม่เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง งบประมาณด้านรัฐวิสาหกิจจะพุ่งจาก 4.2 แสนล้านบาทในปี 2570 ไปสู่ 5.9 แสนล้านบาท และหนี้ที่รัฐบาลต้องชำระคืนระหว่างปี 2570–2572 จะพุ่งสูงถึง 5.1 แสนล้านบาท สะท้อนว่าการซ่อนหนี้เช่นนี้ไม่เพียงผิดหลักการคลังที่โปร่งใส แต่ยังเป็นการทิ้ง “ระเบิดเวลา” ไว้ให้ประชาชนและประเทศต้องรับผิดชอบ

“รัฐบาลจะต้องหยุดใช้นโยบายกึ่งการคลังเสียที การซ่อนหนี้ไว้ในสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ไม่ต่างอะไรกับการกู้เงียบที่ประชาชนไม่มีสิทธิตรวจสอบ แต่สุดท้ายภาระจะตกอยู่กับงบประมาณและประชาชนทั้งประเทศ” นายวีระย้ำ พร้อมทิ้งท้ายว่าหากไม่แก้ไขตั้งแต่ตอนนี้ ประเทศไทยอาจเจอวิกฤตการคลังครั้งใหญ่ในเวลาไม่นาน

ข่าวล่าสุด

 “ตามล่า…เหรียญวิเศษ”

เรือสำราญขนาดใหญ่จอดนิ่งอยู่ที่ท่า ท่ามกลางแสงไฟยามค่ำที่สะท้อนเป็นริ้วสั่นไหวบนผิวน้ำ ผู้โดยสารกำลังทยอยขึ้นเรือทีละกลุ่ม

ทำไมเข้าฤดูฝนแล้วยังร้อนอบอ้าว

ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป อุณหภูมิจะยังคงสูงกว่าปกติ แต่จะไม่สูงเท่าเดือนเมษายนปี 2569 ที่ผ่านมา และคาดว่าจะร้อนสุดๆเดือนเมษายน 2570 ที่จะมาถึง

สร้างแลนด์มาร์คใหม่กลางยอดเขา ทำแบบนี้ได้เหรอ? 

ป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดยักษ์คำว่า “@NONGBUALAMPHU” ตรงแหล่งท่องเที่ยวภูพานน้อย ระยะที่ 2 บริเวณวัดดอยเทพสมบูรณ์ อ.เมืองหนองบัวลำภู โดยมีการติดตั้งอักษรตัว “L” เป็นปฐมฤกษ์

เตรียมพร้อมรับมือทั้งสองโหมดแล้งท่วมแม้จะเข้าสู่ปรากฎการณ์เอลนิญโญ

ศูนย์ภูมิอากาศ และภัยพิบัติ ม.รังสิต ได้ติดตามวิเคราะห์ และประเมินสภาพอากาศเพื่อแจ้งเตือนหากมีสัญญาณความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน

ข่าวอื่นๆ

Forbes จัดอันดับ จ. เชียงใหม่ ติด TOP8 เป้าหมายหลักของคนทำงานด้านดิจิทัล (Digital Nomads) และครีเอเตอร์ จากทั่วโลก ย้ายมาปักหลักมากที่สุด ในปี 2026 

นิตยสารธุรกิจชั้นนำระดับโลก Forbesได้จัดอันดับเชียงใหม่ ให้เป็น 1 ใน 8 เมืองที่เหล่านักเดินทาง คนทำงานด้านดิจิทัล (Digital Nomads) และกลุ่มครีเอเตอร์ทั่วโลกหลั่งไหลและย้ายเข้ามาปักหลักมากที่สุดในปี 2026 โดยติดกลุ่ม TOP8 ของโลก

บทเรียนจากศรีลังกา ท่าเรือที่ไม่มีเรือมาจอด

ท่าเรือ Hambantota แทบไม่มีเรือมาใช้บริการ ในปี 2016 ท่าเรือทำรายได้เพียง 11.81 ล้านดอลลาร์ แต่ค่าใช้จ่ายสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์ กำไรเพียง 1.81 ล้านดอลลาร์ ไม่พอจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้แม้แต่น้อย

GDP เวียดนามแซงหน้าไทยไปแล้วประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เศรษฐกิจของเวียดนามกำลังเข้าใกล้และได้แซงหน้าประเทศไทยไปประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์