หน้าแรกเศรษฐกิจ การเงินลิขสิทธิ์ บอลโลก  JAS ยอมจ่าย 2.3 พันล้าน  คุ้มเกินคุ้ม

ลิขสิทธิ์ บอลโลก  JAS ยอมจ่าย 2.3 พันล้าน  คุ้มเกินคุ้ม

เผยแพร่

spot_img

การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางธุรกิจในดีลที่ **JAS (บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน )** ทุ่มเงิน **70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,300 ล้านบาท** เพื่อคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อนว่า ดีลนี้ไม่ได้ครอบคลุมแค่ฟุตบอลโลก 2026 เท่านั้น แต่เป็นแพ็กเกจระยะยาวจากฟีฟ่า (FIFA) ลากยาวไปจนถึงปี 2030

โครงสร้างและการสร้างรายได้จากเม็ดเงิน 2,300 ล้านบาทนี้ มีความน่าสนใจทั้งในแง่ของ “ต้นทุนที่แท้จริง” และ “โอกาสในการคืนทุน” ดังนี้

## 1. การหารเฉลี่ยต้นทุน (Cost Breakdown)

หากมองตัวเลข 2,300 ล้านบาทในคราวเดียวอาจดูสูงมาก แต่หากแยกแยะสิ่งที่ JAS ได้รับ จะพบว่าต้นทุนถูกซอยย่อยออกไปจนไม่ได้หนักหน่วงเกินไปในระยะสั้น:

 * **ได้ฟุตบอลโลกชาย 2 สมัย:** คือ ฟุตบอลโลก 2026 (สหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา) และฟุตบอลโลก 2030 (สเปน-โปรตุเกส-โมร็อกโก ซึ่งเป็นปีฉลองครบรอบ 100 ปี)

 * **คอนเทนต์อื่นๆ ในเครือ FIFA:** ครอบคลุมฟุตบอลโลกหญิง 2027, ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก (FIFA Club World Cup), และทัวร์นาเมนต์เยาวชนต่างๆ จนถึงปี 2030

 * **เฉลี่ยต่อสมัย:** ต้นทุนเนื้อๆ ของฟุตบอลโลกจะตกอยู่ที่**ประมาณ 1,000 – 1,150 ล้านบาทต่อครั้งเท่านั้น** ซึ่งถือเป็นราคาที่ “ถูกกว่า” สมัยก่อนที่ประเทศไทยต้องระดมทุนซื้อในราคาทีหลัง (เช่น ปี 2022 ที่ไทยต้องจ่ายสูงถึง 1,400 ล้านบาท )สำหรับปีเดียว แถมยังได้สิทธิ์แบบฉุกละหุก)

## 2. โครงสร้างรายได้: แพ็กเกจสมาชิก vs ค่าโฆษณา

JAS ร่วมมือกับ **MONO** (Monomax และช่อง MONO29 / MONOMAX SPORTS) โดยวางโมเดลรายได้หลักไว้ 3 ขา:

### ขาที่ 1: รายได้จากระบบบอกรับสมาชิก (Subscription)

 **กลยุทธ์:** สำหรับฟุตบอลโลก 2026 มีการยิงสดครบ 104 แมตช์ โดยผู้ที่ต้องการดูครบทุกนัดแบบคมชัดสูง ต้องดูผ่านแอปพลิเคชัน **Monomax**

 * **การคำนวณความเป็นไปได้:** หากต้องการสตรีมมิ่งแบบเอ็กซ์คลูซีฟ (สมมติกรณีต้องใช้แพ็กเกจพรีเมียมเฉพาะ หรือแพ็กเกจพรีเมียร์ลีก+บอลโลกที่ตั้งราคาไว้ระดับหลักพัน)

   ถ้าตั้งเป้าผู้สมัครใช้งานที่ 500,000 ราย รายละ 1,500 – 2,000 บาท (สำหรับมหกรรมบิ๊กแมตช์รวมคอนเทนต์) จะสร้างรายได้ทันที 750 – 1,000 ล้านบาท

 **จุดแข็งเพิ่มเติม:** รายได้ส่วนนี้ยังได้อานิสงส์จากการที่ JAS ถือลิขสิทธิ์ “พรีเมียร์ลีกอังกฤษ” ยาว 6 ฤดูกาล และ “ฟุตบอลยูโร” อยู่ในมือ ทำให้สามารถทำแพ็กเกจพ่วง (Bundle Package) เพื่อดึงยอด Subs ระยะยาวเข้าแอปพลิเคชัน Monomax ได้อย่างมหาศาล ยอดดาวน์โหลดและฐานลูกค้าจะเติบโตแบบก้าวกระโดด

### ขาที่ 2: รายได้จากค่าโฆษณา (Advertising Revenue)

 * ถึงแม้จะให้ดูฟรีผ่านทีวีดิจิทัล (ช่อง MONO) มากกว่า 40 แมตช์ (รวมนัดเปิดสนามและนัดชิง) แต่คอนเทนต์ระดับฟุตบอลโลกเป็นสินค้า “Super Anchor” ที่สปอนเซอร์รายใหญ่ในไทย (เช่น ค่ายเบียร์, ค่ายรถยนต์, สินค้าอุปโภคบริโภค, แพลตฟอร์มออนไลน์) พร้อมทุ่มงบแย่งชิงสิทธิ์ **Official Sponsor**

 * คาดการณ์ว่าสปอนเซอร์รายใหญ่ 4-5 ราย รายละ 100-150 ล้านบาท บวกกับโฆษณารายย่อยช่วงพรีเมกะอีเวนต์ จะทำเงินได้ไม่ต่ำกว่า 500 – 700 ล้านบาทต่อทัวร์นาเมนต์

### ขาที่ 3: การขายต่อสิทธิ์ (Sub-licensing) และลิขสิทธิ์เชิงพาณิชย์ (Commercial Rights)

 * **ฟรีทีวีช่องอื่น:** เนื่องจากกฎ Must Have/Must Carry อาจมีข้อจำกัดบางส่วน แต่ JAS สามารถเลือกขายสิทธิ์บางแมตช์ให้ฟรีทีวีช่องอื่นร่วมถ่ายทอดสดเพื่อกระจายความเสี่ยงและรับเงินก้อนกลับมาทันที

 * **สิทธิ์ร้านอาหาร/สถานบันเทิง:** การเก็บค่าลิขสิทธิ์ในการเปิดฉายตามโรงแรม ร้านอาหาร ลานกิจกรรม หรือบาร์ทั่วประเทศ ซึ่งรอบนี้ JAS ระบุว่าจะคิดราคาที่เข้าถึงได้เพื่อเน้นปริมาณและสร้างกระแส

## 3. สรุปความคุ้มทุน: รอดไหมในเชิงธุรกิจ?

**”ในระยะสั้น (ปี 2026 ปีเดียว): คุ้มทุนปริ่มๆ หรืออาจจะเท่าทุน (Break-even) แต่ในระยะยาวเชิงกลยุทธ์: คุ้มค่ามหาศาล”**

ทางผู้บริหารของ JAS เองก็ออกมายอมรับตรงๆ ว่า หากมองระยะสั้นดีลนี้อาจไม่คุ้มค่าทางตัวเลขกำไรสุทธิทันที แต่ในแง่ **Strategic Move (หมากเชิงยุทธศาสตร์)** ดีลนี้ให้ผลประโยชน์ที่ประเมินค่าเป็นเงินได้ยากดังนี้ครับ:

 1. **การขึ้นเป็นเบอร์ 1 ด้าน Sports Entertainment:** การมีทั้ง พรีเมียร์ลีก, ยูโร, วอลเลย์บอลโลก และฟุตบอลโลก สองสมัยซ้อน ทำให้ Monomax และเครือ JAS-MONO กลายเป็น “บ้านของคอกีฬา” ในไทยอย่างเบ็ดเสร็จ ดึงฐานลูกค้าจากค่ายคู่แข่งหลักอย่าง TrueVisions ได้อย่างมีนัยสำคัญ

 2. **Value ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์:** ดีลระดับโลกนี้เพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ดึงเม็ดเงินและภาพลักษณ์แบรนด์ให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก

 3. **หมดปัญหาดราม่านาทีสุดท้าย:** การปิดดีลล่วงหน้ายาวไปจนถึงปี 2030 ทำให้ JAS ถือไพ่เหนือกว่า ไม่ต้องไปแย่งชิงหรือโดนโก่งราคาในอีก 4 ปีข้างหน้า และวางแผนการตลาดล่วงหน้ากับสปอนเซอร์ได้ยาวๆ

**สรุปคือ** หากมองแค่เม็ดเงินโฆษณาและค่าแพ็กเกจในฟุตบอลโลก 2026 ครั้งเดียว อาจจะหักลบกลบหนี้แล้วเหลือเหนื่อย แต่ถ้ามองเป็นการลงทุนเพื่อ **”ซื้อฐานลูกค้าและสถาปนาตนเองเป็น King of Sports”** ไปอีก 4-5 ปีข้างหน้า ดีล 2,300 ล้านบาทนี้ ถือว่าเป็นการลงทุนที่ฉลาดและมีโอกาสทำกำไรคืนในระยะยาวได้อย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ฝนมา…ความเสียหายมาก่อน Cell Broadcast?  บททดสอบใหญ่ “ระบบเตือนภัย” เตือนทัน หรือช้าเกินไป

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 27 กันยายน  2569                                ฝนกระหน่ำหนักระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ถูกกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนล่วงหน้า ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง...

ศรัทธาสั่นคลอน… แต่จิตวิญญาณไม่เคยทิ้ง “ศาสนา”

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 26 กันยายน  2569 วิกฤต “ผ้าเหลือง” เขย่าความเชื่อมั่น เมื่อโลกดิจิทัลทำให้ทุกความผิดถูกมองเห็น                          ข่าวพระภิกษุเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดวินัยหรือกฎหมาย ตั้งแต่เรื่องทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ไปจนถึงคดีอาญา กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของความเชื่อมั่นต่อองค์กรสงฆ์ไทย...

“เนเน่ รอยัล” คว้าแชมป์โลก AGT  เด็กไทยใช้ “ฝีมือ” พิสูจน์ตัวเอง   แล้วรัฐบาลใช้ “ผลงาน” พิสูจน์ประชาชนอย่างไร ?

จากเด็กภูเก็ตวัย 16 ปี สู่แชมป์ America’s Got Talent คนแรกของไทย เงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ และเวทีเดียวกับ Linkin Park ความสำเร็จที่เกิดจากความสามารถ กลายเป็นกระจกสะท้อนคำถามต่อการบริหารประเทศ

อนุทิน- “If I can make it there, I’ll make it anywhere”

“If I can make it there, I’ll make it anywhere” ประโยคดังจากเพลง New York, New York ที่ Frank Sinatra ร้อง ซึ่งมีความหมายว่า ”หากประสบความสำเร็จในนิวยอร์ก ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ทุกแห่ง“

ข่าวอื่นๆ

Forbes จัดอันดับ จ. เชียงใหม่ ติด TOP8 เป้าหมายหลักของคนทำงานด้านดิจิทัล (Digital Nomads) และครีเอเตอร์ จากทั่วโลก ย้ายมาปักหลักมากที่สุด ในปี 2026 

นิตยสารธุรกิจชั้นนำระดับโลก Forbesได้จัดอันดับเชียงใหม่ ให้เป็น 1 ใน 8 เมืองที่เหล่านักเดินทาง คนทำงานด้านดิจิทัล (Digital Nomads) และกลุ่มครีเอเตอร์ทั่วโลกหลั่งไหลและย้ายเข้ามาปักหลักมากที่สุดในปี 2026 โดยติดกลุ่ม TOP8 ของโลก

บทเรียนจากศรีลังกา ท่าเรือที่ไม่มีเรือมาจอด

ท่าเรือ Hambantota แทบไม่มีเรือมาใช้บริการ ในปี 2016 ท่าเรือทำรายได้เพียง 11.81 ล้านดอลลาร์ แต่ค่าใช้จ่ายสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์ กำไรเพียง 1.81 ล้านดอลลาร์ ไม่พอจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้แม้แต่น้อย

GDP เวียดนามแซงหน้าไทยไปแล้วประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เศรษฐกิจของเวียดนามกำลังเข้าใกล้และได้แซงหน้าประเทศไทยไปประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์