หน้าแรกเสียงอิสระประชาชนโรม บุนนาค เขียนประวัติศาสตร์ไทย-เขมร-ฝรั่งเศส-ปากน้ำ- ป้อมพระจุลจอมเกล้า

โรม บุนนาค เขียนประวัติศาสตร์ไทย-เขมร-ฝรั่งเศส-ปากน้ำ- ป้อมพระจุลจอมเกล้า

เผยแพร่

spot_img

“คนไทย” เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับคนที่คิดจะมาเป็นศัตรู

เรือปืนแค่ ๑ ลำยึดเขมรได้ แต่ ๓ ลำไม่กล้ายึดกรุงเทพฯ!

ตั้งหน่วยรบพิเศษดำน้ำเจาะเรือ ที่มาคำว่า “เล่นพิเรนทร์”

เมื่อฝรั่งเศสแผ่อิทธิพลเข้ามาในอินโดจีน ทูตฝรั่งเศสที่กรุงเทพฯได้ขอให้ไทยช่วยหาล่ามเขมรและญวนให้ แล้วแอบไปขอทำสัญญากับเขมร แต่สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดีที่ไทยส่งไปครองราชไม่ยอมเซ็นด้วย รับสั่งว่า กรุงกัมพูชาเป็นประเทศราชของสยาม จะทำสัญญาต่างหากไม่ได้ ให้ไปเจรจากับกรุงเทพฯ เมื่อทูตฝรั่งเศสเซ็นสัญญากับเขมรไม่ได้ จึงบ่ายหัวเรือจะไปเซ็นสัญญากับญวน ญวนก็ไม่ยอมต้อนรับ เรือรบฝรั่งเศสเลยยิงป้อมญวนจนยึดป้อมได้ ญวนจึงยอมเซ็นสัญญาด้วย

ต่อมาในปี ๒๔๐๒ สมเด็จพระหริรักษ์ฯสวรรคต เกิดทะเลาะเบาะแว้งกันในกลุ่มพี่น้อง สมเด็จนโรดมพรหมบริรักษ์ มหาอุปราช ต้องหนีไปอยู่พระตะบอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงทราบจึงให้ไปรับตัวมาอยู่กรุงเทพฯได้ ๓ เดือนกว่า แล้วให้คนคุมกำลังนำไปส่งที่เมืองอุดงมีชัย คุ้มกันพระราชวังที่เมืองอุดงมีชัยให้ แล้วปราบกบฏจนแตกพ่าย หนีไปอยู่ในความคุ้มครองของฝรั่งเศส

ในวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๔๐๖ หลังจากยึดไซ่ง่อนได้แล้ว พลเรือเอกรองติแยร์ได้นำเรือรบขึ้นไปถึงอุดงมีชัย บังคับให้สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์เซ็นสัญญา ๑๙ ข้อ ยอมอยู่ในอารักขาของฝรั่งเศส ด้วยความกลัว สมเด็จพระนโรดมฯจึงยอมเซ็น และด้วยความกลัวพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้มีหนังสือเข้ามากราบทูลว่า

“…อัดมิราล เดอ ลากรันดิเอ บังคับให้ข้าพระพุทธเจ้าทำหนังสือสัญญา ณ เมืองเขมร ข้าฯคิดกลัวจะมีความผิดกับกรุงเทพฯเป็นอันมาก แต่ข้าฯคิดกลัวไปว่า ถ้าเกิดวิวาทกับฝรั่งเศส ความครหาติเตียนข้าพระพุทธเจ้าก็จะมากขึ้น ด้วยใจพระยาเขมรแลราษฎรทุกวันนี้เป็นสามพวกอยู่ ก็จะพากันว่าได้ผู้นั้นผู้นี้เป็นเจ้าบ้านเจ้าเมืองไม่สบายฤา ความข้อนี้สิ้นปัญญาแล้ว จึงต้องยอมทำหนังสือสัญญากับฝรั่งเศส”

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯจึงประท้วงไปยังปารีสอย่างเป็นทางการ และได้รับคำตอบมาว่า แต่ก่อนนี้เขมรขึ้นกับญวนบ้างขึ้นกับไทยบ้าง เดี๋ยวนี้ฝรั่งเศสเข้าปกครองญวนแล้ว จึงมีสิทธิในเขมรด้วย เมื่อเขมรขอให้ฝรั่งเศสช่วยอารักขาจึงต้องรับไว้ ส่วนเขมรจะส่งเครื่องบรรณาการให้ไทยอย่างเดิมฝรั่งเศสก็ไม่ห้าม ร.๔ จึงทรงทำสัญญาลับกับสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์บ้าง ให้ยอมรับว่าเขมรเป็นประเทศราชของสยาม แต่สัญญานี้ก็ไม่ลับ ฝรั่งเศสรู้เข้าประท้วงทันที ว่าสัญญานี้เซ็นภายหลังที่เขมรยอมรับเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศสแล้ว จึงถือว่าเป็นโมฆะ 

ไทยพยายามอ้างสิทธิเหนือเขมร เรียกสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ที่ยังไม่ได้รับการราชาภิเษก ให้เข้ามาทำพิธีราชาภิเษกที่กรุงเทพฯ เพราะเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่ขนมาตอนหนีกบฏก็ยังอยู่ที่กรุงเทพฯ สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ขณะนั้นอยู่ในฐานะฝรั่งเศสลากไปไทยลากมา จึงยอมมาแต่โดยดี แต่เมื่อออกเดินทางโดยเรือที่ไทยส่งไปรับแล้ว ทหารฝรั่งเศสที่วางตัวเป็นผู้คุ้มกันสมเด็จนโรดมฯอยู่ ก็เข้ายึดเมืองอุดงมีชัยและชักธงฝรั่งเศสขึ้นเหนือวัง สมเด็จนโรดมฯเลยต้องกลับไป

ในที่สุดไทยซึ่งอุปถัมภ์ค้ำชูราชวงศ์นโรดมมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ กษัตริย์เขมรทุกองค์ในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ล้วนเกิด เติบโต และบวชเรียนที่กรุงเทพฯก่อนขึ้นครองราชย์ทั้งนั้น จำต้องขาดสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและการปกครองกันไป เพราะเรือปืนเพียงลำเดียว

ต่อมาในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๑๒ หรือ พ.ศ. ๒๔๓๖ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็เกิดเหตุการณ์แห่งความทรงจำอีกเหตุการณ์หนึ่ง เรียกกันว่า “วิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒” 

วันนั้น ราว ๑๘.๓๐ น. ฝนตกหนักที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาจนมองไม่เห็นฝั่ง พอฝนเริ่มซาลง “เรืออัครเรศร์” ที่ลอยลำสังเกตการณ์อยู่นอกสันดอน เห็นเรือโดยสารฝรั่งเศสลำหนึ่งนำร่องให้เรือรบอีก ๒ ลำเร่งฝีจักรมุ่งเข้าสันดอนมา จึงส่งสัญญาณเตือนให้หยุด แต่เรือทั้ง ๓ ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับคงเร่งฝีจักรไม่ลดละ เรืออัครเรศร์จึงส่งสัญญาณแจ้งเหตุร้ายให้บนฝั่งทราบ ป้อมพระจุลจอมเกล้าซึ่งตั้งอยู่ที่แหลมฟ้าผ่า ห่างไป ๔ กม. จึงยิงกระสุนควันเตือนไป ๒ นัด เรือรบฝรั่งเศสกลับชักธงขึ้นยอดเสาเป็นสัญญาณประจำสถานีรบ และยิงกระสุนจริงโต้ตอบ ป้อมพระจุลฯจึงใช้กระสุนจริงยิงตอบไป ๑๙ นัด ถูกเรือรบแองคองสตังค์ ทำให้ทหารตายไป ๑ คน และถูกเรือ เย.เบ.เซย์ ซึ่งเป็นเรือโดยสารระหว่างกรุงเทพฯ-ไซ่ง่อน ที่เป็นเรือนำร่อง ถูกยิงจนต้องวิ่งเข้าเกยตื้น แต่กัปตันได้ลงเรือเล็กไปขึ้นเรือแองคองสตังค์นำร่องผ่านสันดอนเข้ามาได้ทั้ง ๒ ลำ และเกิดประทะกันมาตลอดตามลำน้ำ แม้แต่เรือฝึกนักเรียนนายเรือซึ่งเป็นเรือใบยังกล้าสู้กับเรือรบฝรั่งเศส ใช้ปืนกลยิงทำให้ทหารในเรือโกเมตตายไป ๒ คน ต่างฝ่ายต่างล้มตายกันไปมาก

ในที่สุดเรือรบฝรั่งเศสก็เข้ามาจอดที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสที่กรุงเทพฯได้ ซึ่งมีเรือลูแตงเข้ามาจอดอยู่ก่อนแล้ว ตามข้อตกลงว่าชาติต่างๆ จะนำเรือรบเข้ามาจอดไม่เกินชาติละ ๑ ลำ เลยรวมเป็น ๓ ลำ

แม้จะมีเรือรบเข้ามาถึง ๓ ลำ อย่าว่าแต่จะยึดกรุงเทพฯเลย แค่ขึ้นฝั่งทหารเรือฝรั่งเศสก็ไม่กล้า เพราะบนฝั่งแออัดไปด้วยประชาชนคนไทยที่ไม่กลัวปืนเรือ ต่างตะโกนด่าทหารฝรั่งเศส ซ้ำแนวหน้ายังถกกางเกงโชว์อาวุธลับให้ทหารฝรั่งเศสดูด้วย ฝรั่งเศสได้ใช้สถานทูตข่มขู่มาทางรัฐบาลไทย เรียกร้องค่าเสียหายที่ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายบุกรุก และขู่ว่าถ้าไม่ยินยอมจะใช้ปืนเรือถล่มพระบรมมหาราชวัง ทั้งยังถือโอกาสเรียกร้องดินแดนที่ไทยครอบครองอยู่เป็นจำนวนมาก หลายชาติต่างประณามการกระทำของฝรั่งเศส แม้แต่หนังสือพิมพ์ของอังกฤษยังเขียนการ์ตูนเปรียบเปรยเป็นหมาป่ากับลูกแกะ แต่ก็แค่ประณามกันไป ไม่มีใครช่วยไทยอย่างจริงจัง คนไทยจึงต้องช่วยตัวเอง

นอกจากคนที่ไปออกันริมฝั่งคอยต้อนรับทหารฝรั่งเศสแล้ว ยังมีคนคิดจะต่อแพไฟ ปล่อยตามน้ำเข้าเผาเรือรบฝรั่งเศส แต่รายหนึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงพระตำรวจหลวง ราชทินนามว่า พระพิเรนทรเทพ (สาย สิงหเสนี) ทำท่าว่าจะเอาจริง ประกาศรับสมัครหน่วยรบพิเศษให้ดำน้ำไปเจาะเรือรบฝรั่งเศส ทั้งยังให้ถือตะขอเหล็กด้ามยาวไปด้วย พอผุดขึ้นจากน้ำ ก็ให้ทะลึ่งขึ้นสุดแรง เอาขอเหล็กสับกราบเรือแล้วไต่ขึ้นไป สำเร็จโทษทหารบนเรือให้หมด

คุณพระได้เริ่มต้นด้วยให้บ่าวไพร่ของท่านฝึกก่อนที่คลองหน้าบ้าน บางคนดำได้ไม่นานก็โผล่ขึ้นมา คุณพระควบคุมการฝึกอยู่ก็เอาถ่อค้ำคอไว้ไม่ให้โผล่ เป็นเหตุให้เกิดมีคนตายขึ้น เรื่องเลยอื้อฉาวจนหน่วยรบพิเศษนี้ต้องเลิกล้มไป

ด้วยความคิดวิตถารนี้ จึงทำให้เกิดคำพูดของคนในสมัยนั้นว่า “เล่นอย่างพิเรนทร์” จนกลายเป็น “เล่นพิเรนทร์” หรือ “คนพิเรนทร์” เป็นคำที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน 

พจนานุกรมภาษาไทย ราชบัณฑิตสยาม ได้ให้ความหมายคำนี้ว่า

“กระทำสิ่งที่นอกลู่นอกทาง หรือนอกรีตนอกรอย เพื่อความสนุกสนานเป็นต้น เช่น เล่นอุตริเอาน้ำสกปรกมาสาดในงานสงกรานต์”

นี่ก็คือความน่ากลัวของคนไทยที่ไม่เคยกลัวใคร และพร้อมที่จะเป็นกองหนุนร่วมสมรภูมิกับทหาร

ในช่วงปี ๒๕๒๐-๒๕๓๐ ที่เวียดนามได้บุกเข้ายึดครองเขมร และยังประกาศกร้าวว่าจะบุกเข้ามากินข้าวที่กรุงเทพฯ นักข่าวต่างประเทศคนหนึ่งได้ถาม พลเอก ชาติชาย ชุณหวัณ นายกรัฐมนตรี ว่า เวียดนามมีทหารประจำการหลายแสนคน มากกว่าทหารไทยมาก ไทยไม่กลัวหรือ พลเอก ชาติชายได้ตอบว่า 

“คุณคงยังไม่ทราบว่า เรามีทหารที่ไม่ได้ประจำการอีก ๓๐ ล้านคน”

แสดงถึงความเชื่อมั่นในคนไทยที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติร่วมกับทหาร

การแสดงพลังของประชาชนตามชายแดนเขมรขณะนี้ ก็ยืนยันว่าหัวใจของคนไทยเรายังเหมือนเดิม

ปัจจุบัน อาจมีกลุ่มคนที่จะได้รู้รสคนไทยอีกราย ก็คือ คนต่างชาติที่มีข่าวมาตลอดว่า เข้ามาเพื่อจะปักหลักยึดหลายจังหวัดเป็นเขตอิทธิพลของตน และยังซ่าป่วนเมืองอยู่

ข่าวล่าสุด

วันนี้    “วิสาขบูชาสากลโลก”  2569  พลวัตแห่งศรัทธาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประชาคมโลกต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงภูมิรัฐศาสตร์อันสลับซับซ้อนและวิถีทุนนิยมที่เร่งรัด วันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2569 ยิ่งทวีความสำคัญในฐานะหมุดหมายเชิงอุดมการณ์ที่เตือนใจให้มนุษยชาติหันกลับมาพิจารณาถึงความสงบภายในอันเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่แท้จริง

“A Spectacular Convergence of Faith and Culture: Wat Sarod Celebrates New Preceptor”

"Bangkok’s historic Wat Sarod, located in the Rat Burana District, is set to host an extraordinary cultural and religious milestone on May 30, 2026.

โปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำเวียตนาม เข้าเฝ้าฯ  มุ่งเจรจาการค้าพลิกฟื้น…เสถียรภาพอินโดจีน

ในวโรกาสอันเป็นนิมิตหมายอันดีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายโต เลิม และคณะผู้แทนเวียดนาม เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

หรือ…ตราชั่งชำรุดที่จุดเริ่มต้น ?  เมื่อศาลตัดสินจำคุกอดีต ประธาน ปปช.กับพวก

วานนี้ คำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่สั่งจำคุกอดีตประธาน ปปช. และกรรมการ กรณีปกปิดข้อความเอกสารคดีนาฬิกาหรู แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวแรกของกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลต้นที่ยังไม่ถึงที่สุด

ข่าวอื่นๆ

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ตั้ง 10 คำถามที่รัฐบาลต้องตอบ แลนด์บริดจ์ ก้าวสู่ความรุ่งเรือง หรือกับดักอธิปไตยที่ผูกมัดอนาคตลูกหลาน?

ตั้งคำถามที่น่ากังวลของโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อให้รัฐบาลไขความกระจ่างให้ประชาชนรับทราบ ก่อนที่จะกลายเป็นภาระผูกพันชั่วชีวิตของคนรุ่นหลาน