แบ่งปันข่าวกรองให้ อิสราเอล ก่อนโจมตี ‘อิหร่าน-สังหารผู้นำ’
SCMP รายงานว่า สำนักข่าวกรองกลาง หรือ CIA แห่งสหรัฐฯได้ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้นำระดับสูงของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงผู้นำสูงสุด อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) มาเป็นเวลานานหลายเดือนก่อนหน้าที่จะเกิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับปฏิบัติการซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้แสดงความเห็นต่อสาธารณะและให้ข้อมูลภายใต้เงื่อนไขไม่ระบุตัวตนเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2026
ข้อมูลข่าวกรองเชิงลึกดังกล่าวถูกนำไปแบ่งปันให้กับเจ้าหน้าที่ของอิสราเอลและเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนจังหวะเวลาของปฏิบัติการโจมตีในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สอดคล้องกับรายงานของหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ (The New York Times) ที่ระบุถึงความพยายามของ CIA ในการเตรียมการล่วงหน้าก่อนที่ปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลจะเริ่มขึ้น
ภายหลังเหตุการณ์สังหาร คาเมเนอีทางการอิหร่านประกาศกร้าวที่จะดำเนินการล้างแค้นและเกิดการโจมตีตอบโต้กับอิสราเอลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามที่กำลังขยายวงกว้าง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการระดมโจมตีทางอากาศแบบไม่ทันตั้งตัวโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล
ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีกำลังพลเสียชีวิต 3 นาย ซึ่งถือเป็นความสูญเสียชีวิตของชาวอเมริกันครั้งแรกที่ได้รับรายงานในความขัดแย้งนี้ โดยระบุเพิ่มเติมว่ามีทหารอีก 5 นายได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่อีกหลายนายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและมีอาการสมองกระทบกระเทือน (Concussions)
แรงระเบิดในกรุงเตหะราน ส่งกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของอาคารรัฐบาล ทางการอิหร่านระบุว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 200 ราย นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เป็นเหตุให้ คาเมเนอีและผู้นำระดับสูงคนอื่นๆ เสียชีวิต โดยทางอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธตอบโต้ไปยังเป้าหมายในอิสราเอล และกลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียขณะที่ทางอิสราเอลให้คำมั่นว่าจะดำเนินการโจมตีเหล่าผู้นำและกองทัพอิหร่านแบบ “ไม่หยุดยั้ง” (Non-stop strikes)
ในพื้นที่ของอิสราเอล มีรายงานเสียงระเบิดดังสนั่นจากการตกของขีปนาวุธและการสกัดกั้น (Interceptions) ซึ่งได้ยินไปถึงกรุงเทลอาวีฟ หน่วยกู้ภัยของอิสราเอลระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บ 28 ราย จากการโจมตีที่พุ่งเป้าไปยังธรรมศาลา (Synagogue) ในเมืองเบอิต เชเมช (Beit Shemesh) ทางตอนกลางของประเทศ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมในอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็น 11 ราย ตำรวจระบุว่ายังมีผู้สูญหายอีก 11 รายหลังการโจมตี ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งค้นหาภายใต้ซากปรักหักพัง
ขณะเดียวกัน หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านได้เริ่มวางโครงร่างกระบวนการเปลี่ยนผ่าน (Transitional process) ภายหลังการสิ้นชีพของผู้นำสูงสุด คาเมเนอี โดยเหตุการณ์โจมตีและตอบโต้กันในครั้งนี้ได้ตอกย้ำให้เห็นว่า การปลิดชีพ คาเมเนอี และการที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้มีการโค่นล้มระบอบสาธารณรัฐอิสลาม ที่ปกครองมานานหลายทศวรรษนั้น ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจนำไปสู่สงครามยืดเยื้อที่แผ่ขยายครอบคลุมทั่วตะวันออกกลาง
อีกทั้งยังเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่น่าตกใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้ก้าวสู่ตำแหน่งด้วยนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) และเคยสัญญาว่าจะไม่พาประเทศเข้าสู่ “สงครามที่ไม่มีวันจบ” (Forever wars)
อย่างไรก็ตาม ในกรุงเตหะรานมีสัญญาณเพียงเล็กน้อยว่าชาวอิหร่านจะตอบรับต่อคำเรียกร้องของ ทรัมป์ ในการลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาล พยานในพื้นที่ระบุว่าถนนหนทางส่วนใหญ่ยังคงร้างผู้คนเนื่องจากประชาชนต่างหลบภัยระหว่างที่มีการโจมตีทางอากาศอย่างหนัก โดยกองกำลังกึ่งทหาร บาซิจ (Basij) ซึ่งมีบทบาทหลักในการปราบปรามการประท้วง ได้ดำเนินการตั้งจุดตรวจทั่วทั้งเมืองเพื่อควบคุมสถานการณ์
ในอดีต สงคราม 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ปฏิบัติการโจมตีของอิสราเอลและอเมริกันได้ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ผู้นำกองทัพ และโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอ่อนแอลงอย่างมาก แต่การเสียชีวิตของ คาเมเนอี ผู้ปกครองอิหร่านมานานกว่า 3 ทศวรรษ ได้ก่อให้เกิด “สุญญากาศทางอำนาจ” (Leadership vacuum) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความไร้เสถียรภาพในระดับภูมิภาคอย่างรุนแรงในขณะนี้
—
IMCT NEWS 02-03-2026



