(รายงานพิเศษ The New York Times)
ในการประชุมหลายครั้ง ณ ห้องยุทธการ (Situation Room)ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสัญชาตญาณของตนเองกับความกังวลอย่างหนักของรองประธานาธิบดีและการประเมินในทางลบจากหน่วยข่าวกรอง นี่คือเรื่องราววงในว่าเขาตัดสินใจครั้งสำคัญที่เปลี่ยนโชคชะตาของภูมิภาคไปได้อย่างไร
🚗 การมาถึงที่เป็นความลับ
เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 เวลาเกือบ 11.00 น. รถ SUV สีดำที่มีเนทันยาฮูนั่งอยู่ ได้เดินทางมาถึงทำเนียบขาว ผู้นำอิสราเอลซึ่งพยายามผลักดันให้สหรัฐฯ เห็นชอบกับการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่มานานหลายเดือน ถูกพาตัวเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็วโดยไม่มีพิธีรีตอง และรอดพ้นจากสายตาของนักข่าว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดครั้งหนึ่งในอาชีพทางการเมืองอันยาวนานของเขา การนำเสนอข้อมูลลับสุดยอดเกี่ยวกับอิหร่านจัดขึ้นที่ห้องยุทธการ (Situation Room) ซึ่งปกติไม่ค่อยใช้สำหรับการพบปะแบบตัวต่อตัวกับผู้นำต่างชาติ

ทรัมป์ไม่ได้นั่งที่หัวโต๊ะตามปกติ แต่นั่งข้างโต๊ะหันหน้าเข้าหาหน้าจอขนาดใหญ่บนผนัง โดยมีเนทันยาฮูนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ทีมงานอิสราเอลที่ปรากฏตัวบนหน้าจอคือ เดวิด บาร์เนีย ผู้อำนวยการมอสซาด (Mossad) พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารอิสราเอล สร้างภาพลักษณ์ของผู้นำยามสงครามที่รายล้อมด้วยทีมงานความมั่นคง การประชุมครั้งนั้นถูกเก็บเป็นความลับอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล แม้แต่รัฐมนตรีระดับสูงบางคนก็ไม่ทราบเรื่อง
ฝ่ายสหรัฐมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย ซูซี่ ไวล์ส หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ (ควบตำแหน่งที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ) พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม พล.อ. แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA จาเร็ด คุชเนอร์ และ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษผู้เจรจากับอิหร่าน สำหรับรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ไม่ได้เข้าร่วมเนื่องจากติดภารกิจในอาเซอร์ไบจานและไม่สามารถกลับมาได้ทันท่วงที
📈 แผนการของเนทันยาฮู “การเปลี่ยนระบอบการปกครอง”
เนทันยาฮูใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการโน้มน้าวว่าอิหร่านพร้อมสำหรับการเปลี่ยนระบอบ (Regime Change)โดยมีการเปิดวิดีโอแสดงรายชื่อผู้นำคนใหม่ที่อาจขึ้นมาแทนที่หากรัฐบาลสายแข็งล่มสลาย เช่น เรซา ปาห์ลาวี โอรสที่ถูกเนรเทศของอดีตพระเจ้าชาห์
ข้อเสนอของอิสราเอลนั้น โครงการขีปนาวุธของอิหร่านจะถูกทำลายในไม่กี่สัปดาห์ ระบอบการปกครองจะอ่อนแอจนไม่สามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยมอสซาดจะช่วยกระตุ้นการประท้วงและการจลาจลภายในเพื่อให้คนในประเทศล้มล้างรัฐบาลเอง และนักรบชาวเคิร์ดจะบุกจากพรมแดนอิรักเพื่อเปิดแนวรบภาคพื้นดิน ทรัมป์ตอบกลับเนทันยาฮูสั้นๆ ว่า “Sounds good to me” (ฟังดูดีสำหรับผม) ถือเป็นสัญญาณไฟเขียวเบื้องต้น
🔍 การประเมินจากข่าวกรองสหรัฐฯ “เรื่องเหลวไหลสิ้นดี”
ในวันรุ่งขึ้น (12 ก.พ.) หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ได้วิเคราะห์แผนการของอิสราเอลและแบ่งออกเป็น 4 ส่วน
การเด็ดหัว (Decapitation) สังหารอยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี
การทำลายแสนยานุภาพ ลดทอนกำลังทหาร
การลุกฮือของประชาชน
การเปลี่ยนระบอบปกครอง
หน่วยข่าวกรองประเมินว่าข้อ 1 และ 2 ทำได้จริง แต่ข้อ 3 และ 4 นั้นห่างไกลจากความเป็นจริง โดยผู้อำนวยการ CIA จอห์น แรตคลิฟฟ์ ใช้คำนิยามแผนการนี้ว่า “เหลวไหลสิ้นดี” (Farcical) ขณะที่มาร์โก รูบิโอ เสริมอย่างตรงไปตรงมาว่ามันเป็นเรื่องตอแหล (Bullshit)
🌪️ ความขัดแย้งภายในทำเนียบขาว
แม้หน่วยข่าวกรองจะคัดค้าน แต่ทรัมป์กลับมุ่งสนใจไปที่ประเด็นการกำจัดผู้นำและทำลายกองทัพอิหร่าน โดยเขามองว่าเรื่องการเปลี่ยนระบอบเป็น “ปัญหาของพวกเขา” (ไม่ว่าจะเป็นของอิสราเอลหรือชาวอิหร่านก็ตาม)
พล.อ. แดน เคน เตือนว่าสงครามจะทำให้คลังขีปนาวุธสหรัฐฯ ร่อยหรอ เนื่องจากส่งให้ยูเครนและอิสราเอลไปมากแล้ว และกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ทรัมป์เชื่อว่าสงครามจะจบเร็วเหมือนตอนถล่มโรงงานนิวเคลียร์เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา
เจดี แวนซ์ ในฐานะตัวหลักที่ผู้คัดค้าน มองว่าสงครามนี้คือการสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างมหาศาล และจะทำลายฐานเสียง “America First” ของทรัมป์ที่สัญญาว่าจะไม่มีสงครามใหม่ๆ ส่วนมาร์โก รูบิโอลังเลใจในตอนแรก แต่สุดท้ายก็สนับสนุนตามคำสั่งของประธานาธิบดี
⚖️ การตัดสินใจขั้นสุดท้าย
ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ มีข่าวกรองใหม่ว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านมักจะปรากฏตัวในที่โล่งแจ้งในช่วงกลางวัน ซึ่งเป็นโอกาสทองในการโจมตี ขณะเดียวกันการเจรจาผ่านคุชเนอร์และวิตคอฟฟ์ก็ทำท่าล้มเหลวเนื่องจากอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอเรื่องเชื้อเพลิงนิวเคลียร์
วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ เวลา 17.00 น. ทรัมป์เรียกประชุมครั้งสุดท้ายและถามความเห็นทุกคนทีละคน
แวนซ์: “ผมคิดว่านี่เป็นไอเดียที่แย่ แต่ถ้าท่านจะทำ ผมก็จะสนับสนุน”
ไวล์ส: ให้ประธานาธิบดีตัดสินใจหากว่ามันเป็นความมั่นคงของชาติ
รูบิโอ: สนับสนุนการทำลายขีปนาวุธ แต่ไม่สนับสนุนการเปลี่ยนระบอบ
ในที่สุด ทรัมป์ตัดสินใจว่า “ผมคิดว่าเราต้องทำ” เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์และหยุดยั้งการโจมตีขีปนาวุธในภูมิภาค
🛫 คำสั่งจาก Air Force One
ในบ่ายวันต่อมา บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน เพียง 22 นาทีก่อนกำหนดเส้นตาย ทรัมป์ได้ส่งคำสั่งอย่างเป็นทางการ
“อนุมัติปฏิบัติการเอพิค ฟิวรี (Operation Epic Fury) ห้ามยกเลิก ขอให้โชคดี”
How Trump took the U.S. to war with Iran, The New York Times
ปล. ถึงตอนนี้เราได้รู้แล้วว่าสิ่งที่เนทันยาฮูนำเสนอเพื่อชักจูงทรัมป์ให้โจมตีอิหร่านเป็นการประเมินที่ผิดพลาด
1.ระบอบการปกครองของอิหร่านพร้อมจะถูกล้ม
เนทันยาฮูสร้างภาพว่าประชาชนพร้อมจะลุกฮือ แต่ในความเป็นจริง สงครามมักสร้างปรากฏการณ์ “Rally ’round the flag” หรือการที่ประชาชนหันมาสามัคคีกันเพื่อต่อต้านศัตรูภายนอก ทำให้ระบอบการปกครองของอิหร่านใช้เหตุการณ์นี้สร้างความชอบธรรมและกระชับอำนาจได้แน่นหนากว่าเดิม
2.การประเมินว่าขีปนาวุธจะถูกทำลายใน “ไม่กี่สัปดาห์” คือการดูถูกยุทธศาสตร์ “ป้อมปราการใต้ดิน” (Missile Cities) ของอิหร่านอย่างรุนแรง การที่อิหร่านยังสามารถยิงตอบโต้ได้ในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าการโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียวไม่สามารถกวาดล้างคลังแสงที่กระจายตัวและซ่อนอยู่ลึกใต้ภูเขาได้หมดสิ้น
3.ยุทธศาสตร์ “ทุ่นระเบิด” และภูมิศาสตร์ของฮอร์มุซ
เนทันยาฮูอาจจะมองข้ามไปว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่จำเป็นต้องใช้กองเรือขนาดใหญ่มาปิดล้อม (Blockade) เพียงแค่การข่มขู่ด้วยทุ่นระเบิดทะเลหรือเรือเร็วโจมตี ก็เพียงพอที่จะทำให้บริษัทประกันภัยสั่งระงับการเดินเรือ จนมีเรือติดค้างกว่า 800 ลำ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงตามที่แวนซ์เคยเตือนไว้
4.การตอบโต้ในภูมิภาค (Asymmetric Warfare)
การที่เนทันยาฮูบอกว่าการตอบโต้จะ “น้อยมาก” คือความผิดพลาดในการประเมินเครือข่าย “Axis of Resistance” (กลุ่มพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาค) การระเบิดในบาห์เรนและการโจมตีรอบอ่าวเปอร์เซียแสดงให้เห็นว่าอิหร่านมีแขนขาที่สามารถสร้างความเสียหายแก่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องทำสงครามโดยตรง (Conventional War)
เหมือนจะตอกย้ำสิ่งที่ พล.อ. แดน เคน เคยพูดเตือนในห้องยุทธการว่า อิสราเอลมักจะ “Oversell” (โฆษณาเกินจริง) และแผนการไม่ได้ถูกพัฒนามาอย่างดีพอเพื่อให้บรรลุผลได้จริง แต่เน้นการดึงสหรัฐฯ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งมากกว่า



