วันจันทร์, มกราคม 26, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกเทคโนโลยี-นวัตกรรมGoogle Maps มันมีจุดเริ่มต้นมาจากไหน 

Google Maps มันมีจุดเริ่มต้นมาจากไหน 

เผยแพร่

spot_img

เคยสงสัยกันไหมครับว่า แอปพลิเคชันที่เราเปิดใช้กันแทบทุกวันอย่าง Google Maps มันมีจุดเริ่มต้นมาจากไหน 

หลายคนอาจจะคิดว่ามันต้องเป็นโปรเจกต์ลับสุดยอดที่ถูกสร้างขึ้นในห้องแล็บไฮเทคของสำนักงานใหญ่ Google ที่แคลิฟอร์เนียแน่ๆ

แต่ความจริงแล้ว เรื่องราวของ Google Maps กลับเริ่มต้นได้ “เล็ก” กว่าที่ใครจะคาดคิด 

เพราะมันไม่ได้เกิดในอเมริกาด้วยซ้ำ แต่มันมีจุดกำเนิดมาจากไอเดียของคนเพียงสี่คน ในโรงรถเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

ย้อนกลับไปในปี 2003 ในยุคที่อินเทอร์เน็ตยังไม่ได้รวดเร็วเหมือนทุกวันนี้ 

สองพี่น้องชาวเดนมาร์กชื่อ Lars และ Jens Rasmussen ได้จับมือกับเพื่อนอีกสองคนคือ Noel Gordon และ Stephen Ma เพื่อก่อตั้งสตาร์ทอัพที่ชื่อว่า Where 2 Technologies

เป้าหมายของพวกเขาในตอนนั้นดูเรียบง่ายและถ่อมตัวมาก นั่นคือการสร้างโปรแกรมแผนที่สำหรับติดตั้งลงบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เพื่อให้คนไม่ต้องพกแผนที่กระดาษเล่มหนาๆ อีกต่อไป

แต่การจะสร้างเทคโนโลยีแผนที่ที่ละเอียดและซับซ้อน มันต้องใช้ทั้งเงินทุนและทรัพยากรมหาศาล 

ซึ่งแน่นอนว่าสตาร์ทอัพเล็กๆ ในโรงรถย่อมไม่มีสิ่งเหล่านั้น พวกเขาจึงต้องออกเดินทางเพื่อหาพันธมิตรที่จะมาช่วยสานฝันนี้ให้เป็นจริง

จนกระทั่งในปี 2004 โชคชะตาก็พาพวกเขาไปพบกับยักษ์ใหญ่อย่าง Google 

แต่เชื่อไหมว่าในตอนแรก Google แทบจะไม่ชายตามองไอเดียซอฟต์แวร์แผนที่บนคอมพิวเตอร์นี้เลย เพราะมันดูไม่เข้ากับวิสัยทัศน์ที่เน้นเรื่องโลกออนไลน์ของบริษัท

แต่ในจังหวะที่เกือบจะถูกปฏิเสธ Lars Rasmussen ก็ได้ตัดสินใจเสนอไอเดีย “เปลี่ยนเกม” ที่ทำให้ผู้บริหารของ Google ถึงกับต้องหันกลับมามองใหม่ทันที 

นั่นคือการเปลี่ยนแผนที่แบบติดตั้งในเครื่อง ให้กลายเป็นบริการบน “เว็บเบราว์เซอร์” ทั้งหมด

แนวคิดนี้ถือเป็นการปฏิวัติวงการอย่างแท้จริง เพราะในยุคนั้น แผนที่บนเว็บไซต์ทำงานได้ช้ามากและมีข้อจำกัดเต็มไปหมด 

Google มองเห็นว่าถ้าทำได้จริง มันจะเป็นขุมทรัพย์มหาศาล พวกเขาจึงตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ Where 2 Technologies ทันที

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการรวบรวม “จิ๊กซอว์” ครั้งใหญ่ เพราะ Google ไม่ได้ซื้อแค่บริษัทเดียว 

แต่พวกเขายังแอบเดินหน้าดีลลับๆ เพื่อกวาดต้อนเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาไว้ในมือเพื่อสร้างสุดยอดแผนที่…

หนึ่งในดีลที่สำคัญคือการซื้อ Keyhole บริษัททำภาพถ่ายดาวเทียมด้วยมูลค่า 35 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต่อมาสิ่งนี้จะกลายเป็นฟีเจอร์ Satellite View ที่เราใช้ส่องบ้านเพื่อนกันนั่นเอง

แต่ดีลที่ “เขี้ยว” ที่สุดคือการเข้าซื้อ ZipDash สตาร์ทอัพที่ทำระบบวิเคราะห์การจราจรแบบเรียลไทม์ 

โดย Google จ่ายเงินไปเพียง 2 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถ้าเทียบกับมูลค่าในปัจจุบันแล้ว ต้องบอกว่าเป็นการลงทุนที่ถูกเหมือนได้เปล่า

หลังจากนำจิ๊กซอว์ทุกชิ้นมาประกอบร่างกัน ในที่สุด Google Maps ก็ได้เปิดตัวสู่สายตาชาวโลกอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2005 

แต่เชื่อไหมว่ากระแสตอบรับในช่วงแรกกลับเงียบเหงากว่าที่คิด…

นั่นเป็นเพราะในตอนนั้น ตลาดแผนที่ออนไลน์มีเจ้าถิ่นที่ครองเมืองอยู่แล้วอย่าง Yahoo Maps และ MapQuest 

ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังคุ้นเคยกับของเดิม และมองไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมต้องเปลี่ยนมาใช้บริการของหน้าใหม่อย่าง Google

สถานการณ์ในตอนนั้นบีบคั้นมาก จนผู้บริหาร Google ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะยอมแพ้แล้วปิดโปรเจกต์นี้ทิ้งไป หรือจะยอม “ล้มกระดาน” เพื่อเริ่มต้นใหม่จากศูนย์อีกครั้ง…

แน่นอนว่าพวกเขาเลือกอย่างหลัง ทีมวิศวกรตัดสินใจรื้อโปรแกรมใหม่ทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหากวนใจเรื่องความอืดและใช้งานยาก 

โดยมีการนำเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุดในยุคนั้นอย่าง AJAX เข้ามาใช้เพื่อให้แผนที่ลื่นไหลเหมือนเล่นเกม

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Google Maps ทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่นคือเทคโนโลยีที่เรียกว่า “ไทล์” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นมาตรฐานของวงการแผนที่โลกจนถึงปัจจุบัน

หลักการของมันง่ายแต่ฉลาดมาก แทนที่จะโหลดแผนที่แผ่นใหญ่ยักษ์ทั้งโลกพร้อมกัน ทีมงานเลือกซอยแผนที่ออกเป็นชิ้นเล็กๆ เหมือนกระเบื้องปูพื้นขนาด 256×256 พิกเซล

พอเราเลื่อนแผนที่ไปทางไหน โปรแกรมก็จะโหลดแค่กระเบื้องชิ้นที่จำเป็นเท่านั้น ผลที่ได้คือความเร็วที่เหนือชั้นและประหยัดอินเทอร์เน็ตไปได้มหาศาล จนคู่แข่งรายอื่นเริ่มตามไม่ทัน…

ต่อมาในช่วงปลายปี 2005 Google ก็สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัว Satellite View โดยนำภาพถ่ายทางอากาศความละเอียดสูงมาให้คนทั่วไปดูได้ฟรีๆ

เรื่องที่น่าสนใจคือ ภาพส่วนใหญ่ที่เราเห็นในโหมดนี้ ไม่ได้มาจากดาวเทียมจริงๆ อย่างที่เข้าใจกัน 

แต่มันเป็นภาพที่ถ่ายจากเครื่องบินที่บินระดับต่ำ เพื่อให้ได้ความคมชัดที่มากกว่าดาวเทียมหลายเท่า

แม้ในตอนแรกฟีเจอร์นี้อาจจะดูเหมือนเอาไว้ดูเล่นๆ แต่ผู้คนกลับหลงรักมันอย่างบ้าคลั่ง เพราะมันทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นสายลับที่สามารถซูมดูโลกจากมุมไหนก็ได้ตามใจชอบ

แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ Google Maps กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกจริงๆ คือวันที่ 29 พฤษภาคม 2007 เมื่อพวกเขาเปิดตัวโปรเจกต์ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นไปได้ นั่นคือ Street View

Google ส่งกองทัพรถยนต์ที่ติดตั้งกล้อง 360 องศา ออกไปวิ่งเก็บภาพตามท้องถนนทุกซอกทุกมุมทั่วโลก ซึ่งถือเป็นงานที่บ้าคลั่งและต้องใช้พละกำลังมหาศาล…

ความมหัศจรรย์ของ Street View คือมันทำให้เราสามารถสำรวจเมืองที่เราไม่เคยไปได้ราวกับว่าเรากำลังเดินอยู่ที่นั่นจริงๆ 

เป็นการทำลายข้อจำกัดเรื่องพรมแดนและการเดินทางไปอย่างสิ้นเชิง

เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือระบบ AI อัจฉริยะที่สามารถนำภาพถ่ายนับล้านใบมาต่อกันจนเนียนกริ๊บ 

แถมยังต้องคอยเบลอใบหน้าคนและป้ายทะเบียนรถโดยอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวอีกด้วย

กราฟการเติบโตของ Google Maps พุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะการมาของ Android ในปี 2008 ที่ทำให้ทุกคนมีแผนที่ติดตัวไปทุกที่

Google ตัดสินใจอย่างเฉียบคมด้วยการฝัง Google Maps ให้เป็นแอปพื้นฐานในมือถือ Android ทุกเครื่อง 

และนำเทคโนโลยีของ ZipDash ที่ซื้อไว้เมื่อหลายปีก่อนมาปัดฝุ่นใหม่เพื่อใช้บอกสภาพจราจร

เมื่อระบบนำทางที่แม่นยำมาเจอกับ GPS บนมือถือ ผลลัพธ์คือการปฏิวัติวิธีเดินทางของมนุษยชาติไปตลอดกาล 

ปัจจุบัน Google Maps มีผู้ใช้งานมากกว่าหนึ่งพันล้านคนต่อเดือน และทำรายได้สูงถึง 12 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ในเมื่อเราใช้ Google Maps ฟรีมาตลอด แล้วเงินหมื่นล้านดอลลาร์เหล่านั้นมันมาจากไหนกันแน่? 

คำตอบคือ Google มีวิธีหาเงินที่ “ฉลาด” ถึงสามช่องทางหลัก

ช่องทางแรกคือการโฆษณา ร้านค้าสามารถจ่ายเงินเพื่อให้โลโก้ของตัวเองโดดเด่นบนแผนที่ 

ซึ่งเป็นโมเดลที่ win-win-win กันทุกฝ่าย เพราะผู้ใช้ก็ได้เจอร้านที่ต้องการ ร้านก็ได้ลูกค้า และ Google ก็ได้เงิน…

ช่องทางที่สอง ซึ่งเป็นขุมทรัพย์ขนาดใหญ่ คือการขายสิทธิ์ให้นักพัฒนาภายนอกนำแผนที่ไปใช้ผ่านสิ่งที่เรียกว่า APIs 

ซึ่งไม่ว่าจะเป็น Uber, Airbnb หรือแอปส่งอาหารต่างๆ ต่างก็ต้องจ่ายเงินให้ Google ทั้งนั้น

แต่ที่น่าตกใจคือ สิ่งที่ทำเงินได้มากที่สุดกลับไม่ใช่รูปแผนที่ แต่เป็นระบบที่คอยเติมที่อยู่ให้เราอัตโนมัติเวลาช้อปปิ้งออนไลน์  ซึ่ง Google เก็บค่าบริการเพียงเล็กน้อยต่อครั้ง แต่เมื่อคูณกับธุรกรรมทั้งโลก มันคือเงินมหาศาล

ส่วนช่องทางที่สาม คือการให้บริการระดับองค์กร สำหรับบริษัทขนส่งหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกและการวิเคราะห์เส้นทางที่ซับซ้อน ซึ่งมูลค่าสัญญานั้นสูงถึงหลักล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

แน่นอนว่าท่ามกลางความสำเร็จนี้ Google ก็ต้องเจอศึกหนักเรื่องความเป็นส่วนตัว เพราะการรู้ตำแหน่งของผู้ใช้อย่างละเอียด ย่อมทำให้เกิดความกังวลว่าข้อมูลจะถูกเอาไปใช้ในทางที่ผิด

Google จึงต้องทุ่มเงินมหาศาลไปกับการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัย และให้สิทธิ์ผู้ใช้ในการควบคุมประวัติตำแหน่งของตนเอง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนทั่วโลก…

นอกจากนี้ยังมีคู่แข่งอย่าง Apple Maps หรือ Here Maps ที่คอยไล่บี้อยู่ตลอดเวลา ทำให้ Google ไม่สามารถหยุดนิ่งได้แม้แต่วินาทีเดียว

เพื่อรักษาแชมป์ไว้ พวกเขาจึงต้องพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างการนำทางด้วย AR ที่เห็นภาพจริงทับซ้อนบนจอ หรือการใช้ AI คาดการณ์สภาพจราจรล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ

แต่มูลค่าที่แท้จริงของ Google Maps อาจจะสูงกว่ารายได้ที่เห็นหลายเท่าตัว 

เพราะสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดคือ “ฐานข้อมูลเชิงพื้นที่” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะเป็นรากฐานของรถยนต์ไร้คนขับและเมืองอัจฉริยะในอนาคต

นักวิเคราะห์ประเมินกันว่า หากวันนี้ Google Maps แยกตัวออกมาเป็นบริษัทเดียว มันจะมีมูลค่าสูงถึง 150 พันล้านดอลลาร์ หรือติดอันดับ 1 ใน 100 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้อย่างสบายๆ

จากไอเดียของคนสี่คนในโรงรถ สู่แพลตฟอร์มที่เป็นเหมือนเข็มทิศของคนทั้งโลก เรื่องราวของ Google Maps คือบทเรียนที่สำคัญอย่างหนึ่ง

มันพิสูจน์ให้เราเห็นว่า ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะเล็กแค่ไหน แต่ถ้าเรามีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค วันหนึ่งเราก็สามารถสร้างสิ่งที่เปลี่ยนแปลงโลกได้เช่นกัน…

References : [Google, TheGuardian, Forbes, BusinessInsider, TechCrunch]

หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม ‘กดไลก์’ 

 หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม ‘กดแชร์’

คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม

#GoogleMaps #ประวัติธุรกิจ #Startup #TechStory #เทคโนโลยี #Google #StreetView #เบื้องหลัง #ความรู้รอบตัว #การตลาด #ถอดรหัสธุรกิจ #BusinessCaseStudy #การเดินทาง #DigitalTransformation #Innovation #แผนที่ #SuccessStory #สาระน่ารู้ #โลกไอที #เศรษฐกิจ

ข่าวล่าสุด

“ข่าวปลอม” … Fake News ภัยคุกคามระดับโลก !  วิกฤตความจริงในสังคมโลกยุคดิจิทัล

”ข่าวปลอม“ หรือ Fake News ได้พัฒนาเป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้างของระบบข้อมูลข่าวสารโลก ไม่จำกัดอยู่เพียงความผิดพลาดทางสื่อ แต่กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อชีวิต เศรษฐกิจ และการเมืองโดยตรง

จีนพัฒนา ‘ชิปเส้นใย’ บางกว่าเส้นผม ฝังพลังประมวลผลในผ้า-อุปกรณ์ฝังสมอง

นักวิทยาศาสตร์จีนพัฒนา "ชิปเส้นใย" (fiber chip) ยืดหยุ่นและมีลักษณะคล้ายเส้นด้าย ซึ่งสามารถทอรวมเข้าไปในเนื้อผ้าได้ ความก้าวหน้านี้อาจนำไปสู่สิ่งทอที่ทำหน้าที่เป็นจอแสดงผลแบบโต้ตอบ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังในสมองขั้นสูงที่สามารถประมวลผลสัญญาณภายใน และระบบสัมผัสในโลกเสมือนจริงที่สมจริงยิ่งขึ้น

นิทรรศการศิลปะ “วาดจากใจ”

นิทรรศการซึ่งถ่ายทอดผลงานศิลปะจากหัวใจ ของศิลปินแห่งความหลากหลาย เพื่อยกย่องคุณค่า ความสามารถ และศักยภาพของกลุ่มคนผู้ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

“เบื้องหลัง” กะเหรี่ยง ..กอทูเล  ...

สแกนแผนลึกเนปิดอว์ แบ่งแยกแล้วปกครอง ฉกฉวยรอยแยกชาติพันธุ์ ขยี้ปีกทายาทนักสู้ จับตาหมากรุกมหาอำนาจ สหรัฐฯ-จีน ในสงครามตัวแทนที่ปิดไม่มิด และบทพิสูจน์ชั้นเชิงอธิปไตยไทย

ข่าวอื่นๆ

เทคโนโลยีการผลิตเนื้อทุเรียนอบแห้งของจีน ทันสมัยมาก (ชมคลิป)

เทคโนโลยีการผลิตเนื้อทุเรียนอบแห้งของจีน ทันสมัยมาก (ชมคลิป)

เหนือฟ้ายังมีฟ้า: เมื่อ Starlink เจอ “ของจริง” จากรัสเซีย-จีน ในสมรภูมิ อิหร่าน!

สงครามปี 2026 ไม่ได้สู้กันด้วยจำนวนรถถัง แต่สู้กันด้วย "คลื่นล่องหน" บนชั้นบรรยากาศ เมื่ออเมริกาพยายามใช้ Starlink เป็นไพ่ตายส่งเน็ตทะลวงการปิดกั้นสื่อในอิหร่าน เพื่อหนุนการประท้วงใหญ่หวังเดินเกมรุกแบบ Soft Power

เจาะลึก S-500 ระบบป้องกันภัยล่าสุดรัสเซียที่สกัดอาวุธ ‘ไฮเปอร์โซนิก’

ได้เหนือกว่าสหรัฐฯ-NATO Sputnik รายงานว่า ประเทศรัสเซียกำลังครองความได้เปรียบเหนือประเทศสหรัฐฯ ถึง 3 เจนเนอเรชัน ในด้านเทคโนโลยีอาวุธไฮเปอร์โซนิกแบบปรับทิศทางได้ (Maneuverable hypersonic weapons) ความก้าวหน้านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศ ขีปนาวุธ และอวกาศ รุ่น...