หน้าแรกเรื่องสั้น”เรื่อง…ระทึกขวัญ“

”เรื่อง…ระทึกขวัญ“

เผยแพร่

spot_img

              เขายืนบนเวทีสว่างจ้า ท่ามกลางผู้คนหลายร้อยนั่งเงียบกริบในความมืด 

                                   แสงไฟสาดส่องตรงโพเดียม เผยให้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของนักเขียนประเภทระทึกขวัญสั่นประสาท

                  “สวัสดีครับ ผมชื่อนายระทึก..!“

                เสียงปรบมือดังขึ้นยาวนานทั้งซ้ายขวาของห้องประชุม  เหมือนใจจดใจจ่อรอเวลามานานที่จะได้ฟังเรื่องเล่าที่โจษขานกันอยู่ในโลกโซเชียล

                 แต่เขาไม่ได้มีทีท่ายินดียินร้าย   เพียงแค่ยกมือโบกไปมาเหมือนให้รอก่อน

              “ไม่ต้องครับ… ยังไม่ต้อง…

                ขอให้ทุกคนฟังเรื่องราวของผมให้จบก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะปรบมือให้ผมดีหรือเปล่า”

                 เสียงปรบมือค่อยๆ เงียบลง …

     เหลือเพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด   เขาค่อยๆ ล้วงกระเป๋าเอกสาร แล้วหยิบสมุดบันทึกที่เปื่อยยุ่ยเล่มนั้นออกมาอย่างระมัดระวังไม่ให้ร่วงหล่นเป็นผุยผงเสียก่อนที่เขาจะพูดจบ

                               จ้องไปทางผู้ฟัง ถอนหายใจ แล้วเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็น

              “ทุกอย่างเริ่มต้นจากห้องสมุดลับที่เก็บเอกสารเก่าแก่เอาไว้ บันทึกโบราณเล่มหนึ่งที่ไม่มีใครเคยสนใจดึงดูดสายตา  มันพูดถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อ “เงาอิง” ซึ่งไม่ปรากฏอยู่บนแผนที่ใดๆ เลย”

               นักเขียนเรื่องระทึกขวัญเว้นช่วงให้ผู้ฟังได้คิดตาม

                               “ว่ากันว่าที่นี่คือที่ตั้งของพิธีกรรมโบราณอันศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดมานับพันปี และที่สำคัญ… ไม่มีใครเคยกลับมาเล่าถึงมันได้…

                               และสำหรับผมที่ดั้นด้นไปนั้น  นั่นคือสิ่งที่จุดประกายความท้าทายผม….

       เขาทิ้งระยะขณะที่เสียงเริ่มจะฮือขึ้น…

                              ทั้ง ๆ ที่ผมก็คิดในขณะนั้นว่า  ผมก็อาจเป็นเหมือนคนอื่น ๆ ที่ไม่อาจกลับออกไปเล่าเรื่องลึกลับน่ากลัวอย่างนั้นให้ใครได้ฟังอีกแล้ว….“

                มีเสียงซุบซิบและต่างก็ก้มหน้าพูดคุยกันถึงความน่ากลัว

                ทันทีที่เขาเล่าถึงการเดินทางเข้าไปในป่าทึบและหมอกหนา เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นจากกลุ่มผู้ฟังกระจายกันทั้งห้อง

                              “ทุกคนรู้ไหมครับว่า ความรู้สึกของการเดินเข้าไปในที่ที่ไม่มีใครเคยไป มันน่าตื่นเต้นแค่ไหน?“

           เขาเล่าอย่างตื่นเต้นว่า

                              “เมื่อถึงหมู่บ้าน สิ่งที่สัมผัสได้คือความเงียบที่ไม่ได้สงบ แต่เป็นความเงียบที่กดดัน… ชาวบ้านที่นั่นมองผมด้วยสายตาแปลกๆ ราวกับผมเป็นสัตว์ประหลาดที่หลงเข้าไปในดินแดนของพวกเขา”

            ความเงียบของห้องประชุมกลับมีเสียงดังขึ้น 

           เขาพยายามหาคำอธิบายให้กับทุกสิ่งที่เห็นในวันนั้น  และสิ่งที่เขาพบก็คือ “พิธีอัญเชิญเงา”   ซึ่งจัดขึ้นทุกคืนเดือนมืด ชาวบ้านจะมารวมตัวกันรอบกองไฟ แล้วพึมพำบทสวดโบราณที่ฟังไม่เป็นภาษา 

                         สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ข้อมือซ้ายของพวกเขาทุกคน มีรอยสักเป็นสัญลักษณ์โบราณภาพหัวกระโหลกมนุษย์ที่ตายไปแล้ว เหมือนกันหมด  เขาคิดว่านี่คงเป็นสัญลักษณ์ของการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน…หรือนัยหนึ่ง..คือสาวก !”

          เสียงฮือฮามาจากหลายทิศทางถึงความน่ากลัว

                         ผู้ฟังบางคนเริ่มกระซิบกระซาบกันเอง นักเขียนยิ้มเล็กน้อยในใจ

                       “คุณผู้ฟังครับ ยิ่งผมค้นคว้าลึกเท่าไหร่ ชาวบ้านก็ยิ่งมองผมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความระแวดระวังก็กลายเป็นความจงใจจะเฝ้าดูทุกย่างก้าวของผม”

                         นักเขียนชะงักไปชั่วขณะเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น  จนคนฟังกระสับกระส่ายยื่นหน้าออกไป

                      “คืนหนึ่ง ผมได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาที่เรียกชื่อผม  มันรู้จักผมอย่างไรไมรู้ …

                       มันน่ากลัวไหม ที่ใครจะมารู้จักได้ในต่างแคว้นแดนไกลอย่างนั้น….

                       มันมาจากเงามืดด้านนอกกระท่อม… แต่เมื่อหันไป ก็ไม่พบใคร… และแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ผมคือ คนนอกคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ ในหมู่บ้านนี้… ..

                        นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่เคยมีข่าวว่ามาเยือนหมู่บ้านนี้ก่อนหน้าผม ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย…

                         ผมยืนยีนว่า   ผมกลัวมาก  …..!!

         ผมเขียนเรื่องสั้นแนวระทึกขวัญ  ประเภทอกสั่นขวัญผวามาช้านาน  เขียนเรื่องให้คนอ่านกลัว…..

        คุณเข้าใจใช่ไหมว่า  พยายามชี้ให้คนอ่านเห็น ให้อ่านแล้วกลัว….

 เรียกว่าอยู่กับความน่ากลัวมากว่ายี่สิบปี แต่มันไม่น่ากลัวเท่าที่ได้มาเจอจริง ๆ….

       กลายเป็นว่า….ผมมากลัวเสียเอง….“

                         หยุดพูดพลางใช้สองมือลูบใบหน้าไปมาให้หายตื่นเต้น

              ห้องสัมมนาเงียบกริบ  ทุกคนนั่งนิ่ง ตาจ้องไปที่จุดเดียว

ทันทีที่นักเขียนพูดจบ เสียงกรีดร้องเบาๆ ก็ดังขึ้นจากผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มผู้ชม  ห้องประชุมต่างหันไปมองจุดเดียว

               เสียงนักเขียนเล่าต่อ

                        “แล้วในที่สุด….ก็มาถึงวันนั้น….

              คืนเดือนดับมาถึง ชาวบ้านรวมตัวกันหน้าแท่นบูชา สายตาของพวกเขาว่างเปล่า แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำพิธีกรรมให้สำเร็จ ผมเปิดสมุดบันทึกของผมอีกครั้ง แล้วในที่สุดผมก็ถอดรหัสบทสวดโบราณนั้นได้สำเร็จ…”

              ห้องประชุมเงียบ ใจจดจ่อฟัง

                       “นั่นไม่ใช่ ‘พิธีอัญเชิญเงา’ อย่างที่พวกเขาบอก… แต่มันเป็น ‘พิธีสังเวยเงา’ และสัญลักษณ์ที่ผมเห็นตามผนังไม่ใช่การบูชา… แต่มันคือ เครื่องหมายของการเป็นเหยื่อ และผู้มาเยือนคนต่อไปที่จะถูกสังเวยก็คือ… ตัวผมเอง  

              ซึ่งผมจะยอมไม่ได้  ยอมไม่ได้…”

                         คราวนี้ เขาหยุดพูด  แล้วหันไปมองรอบ ๆ ห้องประชุมที่ต่างนั่งนิ่ง จ้องมายังเขาเหมือนไม่กระพริบตา

                           เสียงฮือฮาดังขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้    แล้วนักเขียนเรื่องระทึกขวัญหยุดพูดชั่วขณะให้ทุกคนได้หายใจหายคอ 

                       “ชาวบ้านหรือสาวก เริ่มขยับเข้ามาหาผมช้าๆ ใบหน้าของพวกเขาบิดเบี้ยวด้วยความบ้าคลั่ง เสียงบทสวดที่ฟังไม่เป็นภาษาดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจน… 

                         มันเรียกชื่อผมซ้ำๆ และชี้มาที่ผม… จนต้องหนี… ผมตัดสินใจในทันควัน  วิ่งหนีออกจากพิธีจนข้าวของตรงนั้นแตกกระจาย  

                         วิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต   มุ่งเข้าไปในป่าทึบ แต่ทุกเส้นทางกลับนำผมกลับมายังใจกลางหมู่บ้าน และผมก็ตระหนักได้ว่าผม… ไม่ใช่ผู้ล่า แต่เป็นผู้ถูกล่า!”

                           นักเขียนเล่าถึงการวิ่งหนีอย่างบ้าคลั่งเข้าไปในโพรงถ้ำแห่งหนึ่ง

                         “และที่นั่นเองครับ… ผมได้พบกับ ‘มัน’ ในความมืดที่ไร้แสง ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ คืบคลานเข้ามาใกล้ เงามืดปรากฏขึ้นที่ทางเข้าถ้ำ มันไม่ใช่ชาวบ้าน… แต่มันคือ ‘เงา’ ที่แท้จริง เงาที่บิดเบี้ยว ไร้รูปร่าง สูงใหญ่กว่าเขาถึงสองเท่า และมันก็คืบคลานเข้ามาหาผมอย่างช้าๆ…”

                           ทันทีที่นักเขียนพูดถึง “เงา” ห้องประชุมก็เงียบกริบอีกครั้ง ผู้คนจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาที่ลุ้นระทึก      

                        “แต่ในที่สุด…….“  นักเขียนหยุดพูด หายใจแรงแล้วจ้องไปทางผู้ฟังที่รอฟังอย่างใจจดจ่อ

                        ”แต่ในที่สุด……ผมรอดมาได้ครับ ผมรอดมาได้อย่างหวุดหวิด อาจจะด้วยการพบทางลับในถ้ำ หรือการหลอกล่อ ”เงา“  ด้วยวิธีที่ผมก็ไม่สามารถบอกได้…”

                            เสียงปรบมือดังขึ้นอย่างกึกก้อง คราวนี้มันเต็มไปด้วยความโล่งอก นักเขียนยิ้มกว้าง ปิดสมุดบันทึกเล่มเก่าที่ใกล้เปื่อยยุ่ยใส่กระเป๋าอย่างถนุถนอม  

                            พลางชูไปมาให้ผู้ฟังในห้องประชุมได้เห็น

                        “และนั่นแหละครับ คือบทสรุปการเดินทางครั้งนั้นของผม…”

         เสียบปรบมือยาวนาน….

                             เขาโค้งคำนับให้ผู้ฟัง  ออกจากโพเดียมกำลังจะก้าวลงจากเวที แต่แล้ว… สายตาของเขาเหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวหน้าสุด 

                              สายตาที่มองมาหาเขา มีรอยยิ้ม…มีรอยยิ้มที่เขาที่เขาคุ้นเคย… รอยยิ้มแบบเดียวกับชาวบ้านในหมู่บ้านเงาอิง…

                   แปลกใจ…ชวนฉงน  แต่เก็บไว้ในใจ

                                 เขายกสองมือโบกไปทั้งซ้ายและขวาอย่างดีใจที่ได้มีโอกาสถ่ายทอดความรู้สึกกับเหตุการณ์อันตื่นเต้นของชีวิตที่ผ่านมาแล้วอย่างน่ากลัว และจะไม่หวลกลับไปอีกอย่างเด็ดขาด

            ประสพการณ์น่าสะพรึงกลัวอย่างนี้  จะได้เป็นเรื่องสั้นระทึกขวัญเล่มใหม่เปิดตัวกันในคราวหน้า

       เสียงฮือฮา ดังกระจายห้องประชุม

                                 คนฟังในห้องประชุมลุกจากที่นั่งชูมือโห่ร้องพอใจ  

             นักเขียนใหญ่โล่งอก เหมือนปลดปล่อยความทุกข์หนักอึ้งออกจากบ่า  ถอนหายใจยาว ชูสองมือหันไปรอบ ๆ

                   คนใกล้เวทีเบียดมาใกล้บันได   ยื่นมือจับแสดงความยินดี

                                หลายคนชงักงัน   มองหน้านักเขียนแล้วจ้องเขม็ง…!

                   ตรงแขน… มีรอยสักหัวกระโหลก….ไม่ผิดเพี้ยนกับที่เขาเล่าบนเวที !

ข่าวล่าสุด

ฝนมา…ความเสียหายมาก่อน Cell Broadcast?  บททดสอบใหญ่ “ระบบเตือนภัย” เตือนทัน หรือช้าเกินไป

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 27 กันยายน  2569                                ฝนกระหน่ำหนักระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ถูกกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนล่วงหน้า ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง...

ศรัทธาสั่นคลอน… แต่จิตวิญญาณไม่เคยทิ้ง “ศาสนา”

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 26 กันยายน  2569 วิกฤต “ผ้าเหลือง” เขย่าความเชื่อมั่น เมื่อโลกดิจิทัลทำให้ทุกความผิดถูกมองเห็น                          ข่าวพระภิกษุเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดวินัยหรือกฎหมาย ตั้งแต่เรื่องทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ไปจนถึงคดีอาญา กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของความเชื่อมั่นต่อองค์กรสงฆ์ไทย...

“เนเน่ รอยัล” คว้าแชมป์โลก AGT  เด็กไทยใช้ “ฝีมือ” พิสูจน์ตัวเอง   แล้วรัฐบาลใช้ “ผลงาน” พิสูจน์ประชาชนอย่างไร ?

จากเด็กภูเก็ตวัย 16 ปี สู่แชมป์ America’s Got Talent คนแรกของไทย เงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ และเวทีเดียวกับ Linkin Park ความสำเร็จที่เกิดจากความสามารถ กลายเป็นกระจกสะท้อนคำถามต่อการบริหารประเทศ

อนุทิน- “If I can make it there, I’ll make it anywhere”

“If I can make it there, I’ll make it anywhere” ประโยคดังจากเพลง New York, New York ที่ Frank Sinatra ร้อง ซึ่งมีความหมายว่า ”หากประสบความสำเร็จในนิวยอร์ก ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ทุกแห่ง“

ข่าวอื่นๆ

เรื่องสั้น  “น้ำใจบนทางเปลี่ยว”

หนุ่มใหญ่กัดริมฝีปากจนห้อเลือด มือขวากำพวงมาลัยรถเก๋งเก่าๆ ไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ส่วนมือซ้ายวางพาดอยู่บนขอบประตูรถ แสงจากฟ้าแลบสะท้อนให้เห็น "รอยแผลเป็นทางยาวตรงข้อมือซ้าย" มันขรุขระและลึกหนา ดูเป็นตำหนิที่น่าเกลียดที่สุดบนร่างกายของเขา

เรื่องสั้น  “ปริศนา ห้องริมสุด”

เงียบสงัดของเวลาใกล้รุ่งที่ความมืดเริ่มจางหายไปภายใต้เงาเมฆหนาครึ้มฝน เขาควรจะจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราให้นานกว่านี้กลับสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยสัมผัสประหลาดที่กรีดผ่านความรู้สึก แอร์ในห้องยังคงทำงานส่งเสียงครางหึ่งเบา ๆ ทว่าอากาศรอบกายกลับเย็นเยียบผิดปกติจนรู้สึกได้ถึงไอหนาวที่ลามเลียไปตามแนวกระดูกสันหลัง

 เรื่องสั้น   “คืน…ฝนตก”  | “ชัยทัศน์”

เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มก่อนจะสำลักไอเสียออกมาเป็นจังหวะสุดท้ายแล้วดับสนิทลง ท่ามกลางเสียงคำรามของท้องฟ้ากัมปนาททั่วหุบเขา “เอก” ทุบพวงมาลัยด้วยความโมโห เข็มความร้อนของรถคันเก่งพุ่งสูงจนมิดเกจ์แดงฉานเหมือนคำเตือนจากนรก