หน้าแรกเรื่องสั้นเรื่องสั้น   “ศิลาเทวาลัย”| ชัยทัศน์

เรื่องสั้น   “ศิลาเทวาลัย”| ชัยทัศน์

เผยแพร่

spot_img

    “มันต้องเป็นของผม”

                            เสียงนั้นไม่ได้ออกจากปาก แต่มันก้องสะท้อนอยู่ในกะโหลกศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเข็มนาฬิกาที่เดินอยู่ในห้องที่เงียบสงัด 

                         “ศิลาเทวาลัย” 

                           ชื่อที่ฟังดูเหมือนบทสวดอันศักดิ์สิทธิ์ แต่มันกลับปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวผมให้ตื่นขึ้น หินที่จะบันดาลโชคลาภ ความมั่งคั่ง และอำนาจที่อยู่เหนือคำอธิบาย 

                           ผมยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองมัน แม้ต้องแลกด้วยวิญญาณก็ตาม

                           ผมเหลียวหลังกลับไปมองเบื้องล่าง ทางลาดต่ำชันที่เพิ่งผ่านมาดูเหมือนปากเหวที่อ้าคอยท่า หากก้าวพลาดแม้เพียงเซนติเมตรเดียว ร่างของผมคงแหลกเหลวอยู่ใต้โคนไม้ทึบที่มองเห็นเป็นสีเขียวทะมึนน่าเกรงขามจากมุมนี้

                          กร๊อบ!

                          รองเท้าเดินป่าพื้นหนาเหยียบลงบนเศษกิ่งไม้แห้งและโขดหินขรุขระที่วางตัวสลับซับซ้อนราวกับจงใจจัดวางเพื่อทดสอบผู้มาเยือน เส้นทางวกวนซ้ายขวาเลื้อยขึ้นไปเหมือนงูยักษ์ที่กำลังนำทางผมไปสู่… “เทวาลัย”

                          ผมนึกถึงแผนที่เก่าคร่ำคร่าและการดั้นด้นจากเมืองโบราณที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเสียงแตร รถไฟที่พาผมข้ามผ่านมาหลายเมือง มีความลำบากที่เคยทำให้ผมเกือบถอดใจกลางทางในป่าทึบ แต่ตำนานเกี่ยวกับเทวาลัยในหุบเขาแห่งหมู่บ้านนี้  มันรุนแรงเกินกว่าจะเพิกเฉย

                         ตอนนี้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ที่นักแสวงโชคดั้นด้นมากันตลอด  แต่อารยธรรมที่รุ่งเรืองเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของผม สิ่งเดียวที่ผมต้องการคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในซอกหลืบของซากศิลาแลงเหล่านั้น

                          ผมหยิบกิ่งไม้ท่อนเขื่องขึ้นมา กวัดแกว่งมันเยี่ยงดาบเพื่อเปิดทางท่ามกลางเถาวัลย์ที่ย้อยลงมาหยิบยืดเหมือนหนวดของสัตว์ประหลาดที่พยายามจะฉุดรั้งผมไว้ พื้นหินตะปุ่มตะป่ำใต้ฝ่าเท้าชื้นแฉะด้วยน้ำขังและตะไคร่น้ำลื่นปรื๊ด ทุกก้าวคือการพนันด้วยชีวิต

                        ผมแหงนหน้าขึ้นจนคอตั้งบ่าอีกครั้ง พยายามมองหาแนวกำแพงศิลาแลงเก่าคร่ำคร่าที่เป็นจุดหมาย เหงื่อเม็ดเป้งไหลเข้าตาจนแสบพร่า แต่ผมไม่หยุด… เพราะผมรู้ว่าไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่ดั้นด้นมาที่นี่ เพื่อตามหา “ศิลาเทวาลัย” ที่มีเพียงไม่กี่ชิ้นในโลก

                       หินที่บ้างก็ว่ามันงอกขึ้นมาเองตามธรรมชาติ… หรือบ้างก็ว่ามันถูกสร้างขึ้นด้วยฤทธิ์เดชของบางสิ่งที่ลี้ลับและเก่าแก่เกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจ

               ความเงียบในป่าแห่งนี้ไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความเงียบที่ข่มขวัญ ราวกับธรรมชาติกำลังกลั้นหายใจดูว่าผมจะไปได้ไกลแค่ไหน

                    เหงื่อโทรมกายจนเสื้อผ้าแนบเนื้อเหมือนผิวหนังชั้นที่สองที่ชุ่มไปด้วยน้ำเกลือ แสงแดดที่เคยสว่างจ้าเริ่มอ่อนแรงลง แผ่รัศมีสีส้มหม่นที่ดูเหมือนสีของสนิมเหล็กจับไปทั่วทุกหนแห่ง 

                  ผมหยุดชะงัก… หัวใจกระตุกวูบเมื่อพบว่าเบื้องหน้าไม่มีทางไปต่อ!

                “ตายล่ะซี…!” ผมสบถออกมาเบาๆ เสียงนั้นสะท้อนก้องอยู่ในลำคอ

                            ผมใช้กิ่งไม้ท่อนเขื่องในมือค้ำยันพื้นหินที่ลื่นแฉะ พยายามโหย่งตัวขึ้นสู่ชะง่อนหินสูงชันเบื้องหน้า แต่มันสูงเกินไป ร่างกายที่รอนแรมมานานเริ่มประท้วงด้วยความล้า ผมอาจจะมาผิดทาง… หรือไม่ก็ป่าแห่งนี้กำลังเล่นตลก สับเปลี่ยนเส้นทางเพื่อลวงให้ผมหลงตายอยู่ในกงล้อของมัน

                          ผมลองฝืนปีนอีกสองครั้ง แต่เท้ากลับลื่นไถลจนหน้าแข้งกระแทกกับขอบหินคมกริบ ความเจ็บปวดแล่นแปล๊บเข้าสู่สมองจนต้องล้มลงนั่งหอบหายใจบนพื้นดินดาน แหงนมองขึ้นไปพบเพียงเรือนยอดไม้ที่หนาทึบจนแทบปิดบังแสงอาทิตย์ที่เหลือเพียงน้อยนิด

                        ทางซ้ายคือดงไม้ใบหนาที่มืดครึ้มจนดูเหมือนอุโมงค์สู่ขุมนรก ส่วนทางขวาเป็นป่าโปร่งที่มีโขดหินตะปุ่มตะป่ำวางเรียงรายระเกะระกะ แต่มันดูไม่ใช่ทางเดินของผู้คน… ไม่มีรอยเท้า ไม่มีร่องรอยของการมีอยู่ของมนุษย์คนไหน

                       ผมถอนหายใจแรงจนอกกระเพื่อม ความหวาดระแวงเริ่มเกาะกุมจิตใจ หรือว่าสิ่งที่ผมดั้นด้นมาตามหานั้นเป็นเพียงเรื่องลวงโลก? หรือว่าผมกำลังจะเดินไปเป็นเหยื่อให้เสือสางช้างป่าในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้?

                      “ถอยกลับดีไหม?” 

                       สัญชาตญาณความกลัวกระซิบถาม…

                       แต่แล้วผมก็สะดุดกึก… แสงแดดที่ร่วงโรยกำลังจะตกดินในไม่ช้า และถ้าความมืดมาถึง ผมจะกลายเป็นคนตาบอดในกรงขังสีเขียวแห่งนี้ทันที ความตายรอผมอยู่ที่นี่แน่ๆ ถ้าผมยังหาทางออกไม่พบ

                       ในวินาทีที่ความท้อแท้กำลังจะเอาชนะความโลภ ผมก็ได้ยินเสียง…

                       สวบ… สวบ…!!

                      ผมสะดุ้งสุดตัว ผุดลุกขึ้นยืนพลางกระชับกิ่งไม้ในมือจนเส้นเลือดหลังมือปูดโปน จ้องเขม็งไปทางต้นเสียงที่ดังมาจากพุ่มไม้หนาทางซ้ายมือ มันไม่ใช่เสียงลมพัด แต่มันคือเสียงฝีเท้าที่เหยียบลงบนใบไม้แห้งอย่างจงใจ

                     สัตว์ร้าย? หรือ… บางอย่าง..ที่ร้ายยิ่งกว่า?

                    หัวใจผมเต้นรัวเป็นกลองรบในอก เมื่อร่างในชุดเดินป่าสีดำสนิทสามร่างพรวดพราดออกมาจากม่านใบไม้ทางซ้ายมือ!

                       ผมกระชับกิ่งไม้ในมือแน่นจนง่ามมือสั่นสะท้าน เตรียมพร้อมจะฟาดใส่ใครก็ตามที่ก้าวเข้ามาใกล้กว่านี้ แต่พวกเขากลับหยุดชะงัก หนึ่งในนั้นเอียงคอจ้องมองผมด้วยแววตาที่ว่างเปล่าจนน่าขนลุก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนซับซ้อนจนเลือดไหลซึมเป็นทางยาว

          “คุณ… คุณลงมาจากข้างบนใช่ไหม? เทวาลัยอยู่ไกลไหม บอกผมที!” ผมตะโกนถาม เสียงสั่นพร่า

                      ชายคนนั้นไม่ตอบ เขาเพียงแค่จ้องหน้าผมชั่วอึดใจ ก่อนจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นมา ไขว้ทับกันเป็นรูปกากบาท ตรงหน้าอก… 

                      มันไม่ใช่แค่ท่าทางห้าม แต่มันดูเหมือนการสะกดกลั้นความสยองบางอย่างที่ติดตามา เขาผละจากผมทันทีแล้วพากันเดินลงเนินหายไปในเงามืดอย่างเร่งรีบ ทิ้งให้ผมยืนงงอยู่ท่ามกลางความเงียบที่หนาวเหน็บกว่าเดิม

                    “กากบาท… หมายความว่าห้ามงั้นเหรอ?” 

                      ผมคิดในใจ หรือพวกเขากำลังส่งสัญญาณให้กันว่า “ของ”  ชิ้นนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่?

                     หรือพวกเขาได้มันไปแล้ว และกำลังหนีอะไรบางอย่างลงมา?

                     ความระแวงทำเอาผมเลือดขึ้นหน้า ผมเริ่มวิ่ง… ไม่ใช่เพื่อหนี แต่เพื่อไปให้ถึงก่อนที่ใครคนอื่นจะชิงตัดหน้า กิ่งไม้ดีดกระทบใบหน้าจนแสบไหม้ เลือดเริ่มไหลซึมออกมาจากแขนทั้งสองข้าง แต่ผมไม่สน!

                   นั่นไง! ขอบกำแพงหินศิลาแลงเก่าคร่ำคร่าปรากฏรำไรอยู่ท่ามกลางทิวไม้ด้านบน แสงสว่างสุดท้ายของวันจับต้องยอดซากปรักหักพังนั้นจนดูเหมือนทองคำที่อาบไปด้วยเลือด ผมหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ความเหนื่อยล้าปลิดทิ้งหายไปเป็นปลิดทิ้ง

                               แต่แล้ว… สวบ! เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นตามหลังมาติดๆ คราวนี้มันกระชั้นชิดจนผมสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบนพื้นหิน

                               ผมหันขวับไปมอง เห็นเงาดำตะคุ่มอีกร่างหนึ่งโผล่ออกมาจากซอกผาด้านข้าง เขาแซงหน้าผมขึ้นไปทางชะง่อนหินอย่างรวดเร็วราวกับปีศาจ!

                            “เฮ้! หยุดนะ!” 

                              ผมตะโกนลั่น ทิ้งกิ่งไม้แล้วกระโจนตามไปอย่างไม่คิดชีวิต ผมจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาชิง “ศิลาเทวาลัย” ไปต่อหน้าต่อตา!

                             ผมเหนี่ยวรากไม้ขรุขระเพื่อดีดตัวขึ้นชะง่อนผาชั้นสุดท้าย แต่รากไม้นั้นกลับหักกร๊อบจนผมร่วงหล่นลงมาที่พื้น ขากระแทกหินจนเลือดซึมออกมาเป็นทางยาว ผมเห็นร่างชายชุดดำคนนั้นปีนขึ้นไปถึงลานเทวาลัยแล้วหายลับเข้าไปในซากตึก

                          “มันต้องเป็นของผม… ไม่ใช่ของแก!”

                            ผมรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้าย คว้าเถาวัลย์ที่ห้อยย้อยลงมา กระชากจนมือห้อเลือดแต่ผมไม่ปล่อย ผมถีบตัวยันซอกหิน โหนตัวขึ้นสู่ลานราบด้านบนได้สำเร็จ… ผมยืนอยู่หน้าซากปรักหักพังของเทวาลัยที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำและกลิ่นอายของความศักดิ์สิทธิ์ที่บิดเบี้ยว

                           ชายชุดดำคนนั้นหายไปไหน? ผมกวาดสายตามองไปรอบบริเวณที่เงียบสงัด…

                       และนั่นเอง… ท่ามกลางซากหินขรุขระที่มีธูปปักอยู่ตามมุมต่างๆ มีวัตถุชิ้นหนึ่งตั้งเด่นอยู่เพียงชิ้นเดียว มันสะท้อนแสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงจนดูเหมือนมีรัศมีเรืองรองกระจายออกมา… มันคือของจริง!

                         หัวใจของผมเต้นระรัวจนแทบระเบิดออกมานอกอก ลานเทวาลัยแห่งนี้ดูเหมือนสุสานโบราณที่ถูกทิ้งร้างมานานนับศตวรรษ กลิ่นอับชื้นของตะไคร่น้ำคละคลุ้งไปกับกลิ่นธูปที่มอดไหม้เหลือเพียงก้านแดงก่ำปักอยู่ตามซอกหินรอบทิศทาง

ผมกวาดสายตาหาชายชุดดำคนนั้น… 

                       เขาหายไปไหน? 

                      เขาขึ้นมาถึงก่อนผมน่าจะคว้ามันไปแล้วสิ! หรือว่าเขาถูกความมืดของป่ากลืนกินไปแล้ว?

                  “ไม่มีใครแย่งผมได้… ไม่มีใคร!” 

                     ผมพึมพำกับตัวเองด้วยความบ้าคลั่ง  ผมกระโจนข้ามซากปรักหักพังไปที่ลานกลางเทวาลัย 

                     ตรงนั้นเอง… บนพื้นหินราบเรียบที่ดูเหมือนแท่นบูชา มีหินขรุขระสีเขียวมรกตก้อนหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว มันเรืองรองสว่างไสวผิดธรรมชาติ ราวกับมันกำลังดูดซับแสงอาทิตย์ดวงสุดท้ายเข้าไปขังไว้ภายในรัศมีวงกลมที่แผ่ออกมา

                          “ศิลาเทวาลัย”

                           สองมือที่สั่นเทาของผมค่อยๆ ยื่นออกไปประคองมันขึ้นมาอย่างทะนุถนอม น้ำหนักของมันหนักอึ้งและเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย ผมชูมันขึ้นเหนือศีรษะด้วยความปิติอย่างที่สุด บาดแผลที่ขาทั้งเจ็บทั้งลึก และเลือดที่ไหลซึมตามร่างกายดูเป็นราคาที่แสนถูกเมื่อเทียบกับ “ศิลาเทวาลัย” ก้อนนี้

                        ผมรีบประคองใส่ในเสื้อที่อกซ้าย ปิดทับด้วยเสื้อคลุม กุมมันไว้แน่นพลางหันหลังกลับ วิ่งกระโจนลงจากเทวาลัยอย่างไม่คิดชีวิต

                      กิ่งไม้ฟาดหน้า เสื้อผ้าขาดวิ่นจนกลายเป็นเศษผ้าพันกาย ผมไม่สนใจว่าใครจะเจ็บตายอยู่ในป่านี้   ขอแค่ผมหนีออกไปให้พ้นก่อนความมืดมิดจะปกคลุมทุกอย่าง

                     เหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ จนลงมาถึงพื้นราบชายป่า… แสงสุดท้ายลับขอบฟ้าไปแล้ว เหลือเพียงสีเทาสลัวที่น่าอึดอัด

                     ผมหยุดชะงัก…ทันที  !

                    เมื่อเห็นร่างหนึ่งยืนพิงโคนไม้ใหญ่   ชายชุดดำคนนั้นนั่นเอง! เสื้อผ้าของเขาขาดรุ่งริ่งยิ่งกว่าผม ใบหน้ามีรอยแผลเหวอะหวะราวกับถูกเล็บของบางสิ่งที่มองไม่เห็นข่วนจนยับเยิน เลือดไหลโทรมกายหยดย้อยทั่วท้องแขน 

                   เขาจ้องมองผมด้วยสายตาที่เหนื่อยล้าและเวทนา

จนทำให้ผมต้องรีบทัก

                “ผมเห็นใจนะ…ที่คุณโชคไม่ดี แม้จะไปถึงแท่นวางศิลาเทวาลัยแล้ว“

                 พูดจบกระชับมือที่กุมศิลาเทวาลัยในเสื้อแล้วดึงออกมาชูเหนือศีรษะให้ชายโชคร้ายเห็นแล้วพูดต่อ

                “แต่ไม่เป็นไร…ด้วยอิทธิฤทธิ์ของหินศักดิ์สิทธิ์นี้  ผมจะโบกสะบัดให้ปลดความทุกข์ทั้งมวลให้คุณเดี๋ยวนี้”

                  พูดจบล้วงหินศักดิ์สิทธิขึ้นมากวัดแกว่งให้ลมกระพือ’’

                 ชายชุดดำยกมือห้าม พลางส่ายหน้า  เลือดยังไหลย้อยมุมปาก ฝืนยิ้มอย่างสิ้นหวัง…

              “เรา…เรา เพิ่งเอาไปวางคืนไว้เอง…!“

ข่าวล่าสุด

“แม่แห่งแผ่นดิน”…ผู้ทรงพลิกฟื้นผืนป่าและสยามประเทศด้วยพระปรีชาสามารถ

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 12 สิงหาคม 2569 จากพระราชปณิธานอันแน่วแน่สู่มรดกแห่งการพัฒนา เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฏร์                                เนื่องในศุภวาระมหามงคลสมัย “วันแม่แห่งชาติ” 12 สิงหาคม ปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าต่างรวมใจเป็นหนึ่งเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แม้ผืนแผ่นดินไทยจะโศกเศร้ากับการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ...

“กำแพง”… กลายเป็นเกมการเมือง… “ใคร ?..กำลังชนใคร“

คำว่า “กำแพง”… กลายเป็นประเด็นทางการเมือง หลัง น.ส.สิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.พรรคประชาชน เปรียบเปรยความรู้สึกในการผลักดันงานทางการเมืองว่าเหมือนการ “สู้กับกำแพง”

ไทยเก่งสุด ๆ ในการใช้.. เทคโนโลยี !  แต่ยังต้องซื้อ “มันสมอง” จากคนอื่น

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa ระบุว่าไทยยังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรดิจิทัลทักษะสูง ขณะที่ สศช.ชี้ว่าผลิตภาพแรงงานยังเป็นโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทย

“ห้องเรียน” ที่ควรปลอดภัยที่สุด   กลับกลายเป็นพื้นที่แห่ง…“ความสูญเสีย”

หตุโศกนาฏกรรมนักเรียนใช้อาวุธปืนยิงในสถานศึกษาแห่งหนึ่งของจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 จนมีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บ 22 ราย

ข่าวอื่นๆ

เรื่องสั้น   “แก้วเดิม”

เสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่งดังสม่ำเสมอ ราวกับใครบางคนกำลังหายใจอยู่ในความมืด แสงไฟนีออนจากบาร์ริมชายหาดสาดกระทบผิวน้ำเป็นสีแดงสลับม่วง กลิ่นเกลือทะเลปนกับกลิ่นเหล้ารัมราคาถูกและควันบุหรี่ลอยคลุ้ง “คุณมาคนเดียวเหรอ” เสียงผู้หญิงดังขึ้นข้าง ๆ

เรื่องสั้น  “หลุมศพ…ฝั่งตรงข้ามหน้าต่าง“

อาคารห้องเช่าเก่าสองชั้นตั้งอยู่ริมถนนแคบ ๆ ที่แทบไม่มีรถผ่านในเวลากลางคืน ฝั่งตรงข้ามถนนคือสุสานเก่าแก่ที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นหลุมศพในเวลากลางวัน แต่พอความมืดคลี่ตัวลง เงาของกิ่งไม้กลับทอดยาวคลุมแผ่นหินเหนือหลุมศพราวกับมือดำ ๆ ที่ยื่นขึ้นมาจากใต้ดิน

 “ตามล่า…เหรียญวิเศษ”

เรือสำราญขนาดใหญ่จอดนิ่งอยู่ที่ท่า ท่ามกลางแสงไฟยามค่ำที่สะท้อนเป็นริ้วสั่นไหวบนผิวน้ำ ผู้โดยสารกำลังทยอยขึ้นเรือทีละกลุ่ม