INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 5 กันยายน 2569
ดาต้าเซ็นเตอร์-AI กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์พลังงาน น้ำ ที่ดิน และผังเมือง ไทยจึงต้องตอบให้ได้ว่า จะรับการลงทุนอย่างไรโดยไม่ผลักต้นทุนและความเสี่ยงไปยังประชาชน
ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย โดย BOI ระบุว่า ช่วงปี 2567–2569 มีโครงการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 42 โครงการ คิดเป็น IT Load รวม 3,400 เมกะวัตต์ และเงินลงทุนประมาณ 750,000 ล้านบาท แต่การขยายตัวอย่างรวดเร็วกำลังเปิดคำถามใหม่เกี่ยวกับไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน อาคาร ความปลอดภัย และผลกระทบต่อชุมชน โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลเริ่มพบช่องว่างด้านกฎหมายและมาตรฐานกำกับดูแล ขณะที่เกิดกรณีการจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำรองในพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 ประมาณ 200,000 ลิตรโดยไม่ได้รับอนุญาต จนต้องเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ ทำให้เรื่องที่เคยถูกมองเป็นเพียง “การลงทุนเทคโนโลยี” กลายเป็นโจทย์ระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
“Data Center” คือสถานที่ที่ออกแบบมาเพื่อเก็บและประมวลผลข้อมูลด้วยเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก ตั้งแต่ข้อมูลของธนาคาร โรงพยาบาล หน่วยงานรัฐ แพลตฟอร์มออนไลน์ ไปจนถึงระบบ Cloud และ AI เครื่องจักรเหล่านี้ต้องทำงานตลอดเวลา จึงต้องมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคง ระบบสำรองไฟ ระบบทำความเย็น ระบบเครือข่าย และระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ประโยชน์คือช่วยให้ธุรกิจและบริการดิจิทัลทำงานได้ต่อเนื่อง สนับสนุน Cloud, AI, การเงิน อีคอมเมิร์ซ และเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงดึงดูดเงินลงทุนและสร้างงานด้านเทคโนโลยี แต่ด้านกลับกัน คือการใช้ไฟฟ้าปริมาณสูง การใช้ทรัพยากรเพื่อทำความเย็น การใช้พื้นที่ การปล่อยความร้อน เสียงจากระบบเครื่องจักร และความต้องการระบบสำรองไฟ เช่น แบตเตอรี่หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งหมายความว่า Data Center ไม่ได้เป็นเพียง “อาคารไอที” แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีผลต่อระบบพลังงานและเมืองโดยตรง
ความท้าทายดังกล่าวเห็นได้จากต่างประเทศ ไอร์แลนด์พบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้าถึง 22% ของการใช้ไฟฟ้าที่วัดได้ทั่วประเทศในปี 2024 เพิ่มจาก 5% ในปี 2015 จนต้องปรับเกณฑ์การเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า โดยพิจารณาความสามารถของโครงข่าย ความมั่นคงด้านไฟฟ้า และความสามารถของโครงการในการมีแหล่งผลิตหรือระบบกักเก็บพลังงานรองรับความต้องการของตนเอง ขณะที่สิงคโปร์ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และทรัพยากร เคยชะลอการขยายดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อทบทวนยุทธศาสตร์ ก่อนกลับมาเปิดรับการลงทุนแบบมีเงื่อนไข โดยให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพพลังงานและความยั่งยืน บทเรียนร่วมกันคือ การมีระบบไฟฟ้าระดับประเทศเพียงพอ ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะมีศักยภาพรองรับดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มเติมได้
สำหรับไทย ปัญหาเริ่มปรากฏให้เห็นในหลายมิติพร้อมกัน จนนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดเผยว่ามีคำขอใช้ไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์รวมเกือบ 20,000 เมกะวัตต์ และสั่งตรวจสอบกรณีการขอใช้ไฟฟ้าที่อาจเกินความต้องการจริง ขณะที่ฝ่ายการเมืองตั้งคำถามถึงช่องว่างของกฎหมายอาคาร ผังเมือง และกระบวนการอนุญาต นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานเข้าตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 หลังมีข้อร้องเรียนเรื่องกลิ่นน้ำมัน และพบการจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำรองประมาณ 200,000 ลิตรโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนสั่งเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ เหตุการณ์นี้ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นปัญหาของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมด แต่สะท้อนช่องว่างสำคัญว่า เมื่อกิจการประเภทใหม่มีขนาดใหญ่และมีระบบสำรองพลังงานจำนวนมาก กฎหมายเดิมที่กระจายอำนาจอนุญาตไปหลายหน่วยงานอาจไม่เพียงพอสำหรับการมองความเสี่ยงทั้งระบบ
รัฐบาลจึงเริ่มเปลี่ยนจากแนวทาง “ส่งเสริมการลงทุน” ไปสู่ “ส่งเสริมควบคู่กับการกำกับดูแล” โดยเมื่อวันที่ 4 กันยายน นายกรัฐมนตรีเปิดประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ครั้งแรก พร้อมย้ำว่าไทยไม่ได้ต้องการหยุดการลงทุน แต่ต้องจัดระเบียบและปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย ขณะเดียวกันมีการตั้งอนุกรรมการ 4 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่และอาคาร และสิ่งแวดล้อม เพื่อรวบรวมข้อมูลและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายภายในกรอบเวลาที่กำหนด กระทรวงพลังงานยังเตรียมพิจารณาโครงสร้างค่าไฟเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ สัดส่วนพลังงานสะอาด และมาตรฐานระบบสำรองไฟ ขณะที่กรุงเทพมหานครกำลังทบทวนนิยามดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงกฎหมายผังเมือง อาคาร และ EIA นับเป็นสัญญาณว่ารัฐเริ่มยอมรับว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่สามารถกำกับด้วยกฎของกิจการทั่วไปเพียงอย่างเดียว
การเดินหน้าดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่เรื่องที่ประเทศไทยควรปฏิเสธ เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและมีศักยภาพสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ แต่การเติบโตที่ยั่งยืนต้องเดินไปพร้อมกับความพร้อมของไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน ระบบสื่อสาร สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย หากรัฐสามารถกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสม วางมาตรฐานที่ชัดเจน และทำให้ผู้ลงทุนรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ไทยก็สามารถเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคได้โดยไม่ต้องแลกกับคุณภาพชีวิตของชุมชน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการลงทุนไม่ใช่เพียงทำให้จำนวนดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น แต่ต้องทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นพร้อมกับสังคมที่อยู่ร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างสมดุล
#ดาต้าเซ็นเตอร์#เศรษฐกิจดิจิทัลไทย#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#การลงทุนเทคโนโลยี



