หน้าแรกINSIDE - INSIGHTวิกฤต "เงินสดล่วงหน้า" พุ่งปรี๊ด 39% สัญญาณเตือนภัย "วัวพันหลัก"

วิกฤต “เงินสดล่วงหน้า” พุ่งปรี๊ด 39% สัญญาณเตือนภัย “วัวพันหลัก”

เผยแพร่

spot_img

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”

ประจำวันที่ 1 กันยายน 2569

                           เมื่อตัวเลขยอดหนี้บัตรเครดิตขยับแตะ 484,860 ล้านบาท ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมกับการพุ่งทะยานของการถอนเงินสดล่วงหน้าถึง 39.04 % ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่สถิติทางการเงิน แต่คือเสียงสะท้อนจาก “เส้นเลือดฝอย” ของเศรษฐกิจไทยที่กำลังแห้งขอด 

                         ปัญหานี้เผยให้เห็นความจริงอันเจ็บปวดว่า รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่โตไม่ทันค่าครองชีพ จนต้องยอมแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยอัตราสูงสุดเพื่อพยุงสภาพคล่องให้รอดพ้นไปได้ทีละเดือน

หากย้อนกลับไปดูสถิติในอดีตช่วงก่อนวิกฤตการณ์ใหญ่หรือภาวะเศรษฐกิจปกติ การเติบโตของการถอนเงินสดล่วงหน้า (Cash Advance) มักจะเคลื่อนตัวอยู่ในกรอบแคบๆ หรือเติบโตตามฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลสำคัญไม่เกิน 5-10% เท่านั้น การที่ตัวเลขพุ่งกระโดดสูงถึงเกือบ 40% ในปัจจุบัน จึงไม่ใช่พฤติกรรมการบริโภคเพื่อความเพลิดเพลินเหมือนในอดีต แต่หมายความว่า “เงินสำรองก้นถุงของครัวเรือนไทยได้ถูกใช้จนหมดเกลี้ยงแล้ว” ประชาชนไม่มีแม้กระทั่งเงินสดติดตัวสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน จนต้องยอมเสียค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยมหาศาลเพื่อกดเงินสดจากบัตรมาซื้อข้าวกินและจ่ายค่าเดินทาง

                             สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนโครงสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมในมิติที่ลึกซึ้ง การพึ่งพิงสินเชื่อไม่มีหลักประกันราคาแพงเช่นนี้ เปรียบเสมือนการ “ขุดหลุมใหม่เพื่อกลบหลุมเก่า” โดยมีกับดักการจ่ายขั้นต่ำและดอกเบี้ยทบต้นเป็นตัวเร่งให้ลูกหนี้ชั้นดีกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของภาครัฐอาจช่วยบรรเทาอาการได้เพียงชั่วคราว แต่กลับไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้เรื้อรังที่กัดกินฐานรากของครัวเรือนไทยได้

                              เมื่อมองเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน เช่น เวียดนาม จะพบความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากโครงสร้างสินเชื่อรายย่อยของเวียดนามถูกผูกติดกับระบบองค์กรชุมชนและสหกรณ์การเกษตรที่มีกลไกกำกับดูแลความเสี่ยงร่วมกันอย่างใกล้ชิด ในขณะที่ประเทศไทยเปิดกว้างทางด้านนโยบายเครดิตและการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบที่ง่ายดายกว่า จนทำให้อัตราส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยพุ่งสูงทะยานเกินกว่า 90 % และกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงเรื่องภาระหนี้ทับถมสูงที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่

                             ในมิติของการแก้ไขปัญหาจากภาครัฐ แม้จะมีเสียงเรียกร้องมาตรการแจกเงินสดหรือกระแสข่าวการเยียวยาต่างๆ แต่ในความเป็นจริงสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงยาแก้ปวดแก้ไข้ที่ช่วยลดไข้ชั่วคราว การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจึงต้องพึ่งพากลไกการปรับโครงสร้างหนี้ภาคบังคับและการควบคุมเพดานดอกเบี้ยอย่างเข้มงวด ควบคู่ไปกับการยกระดับวินัยทางการเงินระดับฐานรากอย่างจริงจัง มิฉะนั้น ประเทศไทยจะติดกับดักการเติบโตบนกองหนี้ที่เปราะบางอย่างถาวร

#หนี้บัตรเครดิตพุ่ง#วิกฤตเศรษฐกิจ#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#วินัยทางการเงิน

ข่าวล่าสุด

“แพนิค” ไม่ใช่คนร้าย แต่หัวใจอาจกำลังส่งสัญญาณ  เมื่ออาการเจ็บหน้าอกถูกตีความผิด 

อาการของโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันสามารถคล้ายกับโรคอื่นได้อย่างมาก ตั้งแต่แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น เหงื่อออก ไปจนถึงคลื่นไส้หรือปวดบริเวณท้องส่วนบน

เรื่องสั้น  “ปริศนา ห้องริมสุด”

เงียบสงัดของเวลาใกล้รุ่งที่ความมืดเริ่มจางหายไปภายใต้เงาเมฆหนาครึ้มฝน เขาควรจะจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราให้นานกว่านี้กลับสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยสัมผัสประหลาดที่กรีดผ่านความรู้สึก แอร์ในห้องยังคงทำงานส่งเสียงครางหึ่งเบา ๆ ทว่าอากาศรอบกายกลับเย็นเยียบผิดปกติจนรู้สึกได้ถึงไอหนาวที่ลามเลียไปตามแนวกระดูกสันหลัง

มหันตภัยหิมาลัย ไม่ใช่แค่ “น้ำท่วม”  “น้ำ”  ไม่รู้จักเส้นเขตแดน !

มหันตภัยบริเวณพรมแดนเนปาล-จีน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 กำลังกลายเป็นบทเรียนสำคัญของภัยพิบัติยุคใหม่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียง “น้ำท่วมฉับพลัน” หากเป็น ภัยพิบัติลูกโซ่ ที่เริ่มจากพื้นที่สูง

“รัฐมนตรี” ดวล “ทนาย” – วาทกรรมอำนาจใต้ร่มกระทรวงยุติธรรม

จากกรณีข้อพิพาททางวาจาระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและทนายความชื่อดัง ซึ่งลุกลามสู่การตั้งคำถามในระดับโครงสร้างทางสังคม

ข่าวอื่นๆ

“แพนิค” ไม่ใช่คนร้าย แต่หัวใจอาจกำลังส่งสัญญาณ  เมื่ออาการเจ็บหน้าอกถูกตีความผิด 

อาการของโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันสามารถคล้ายกับโรคอื่นได้อย่างมาก ตั้งแต่แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น เหงื่อออก ไปจนถึงคลื่นไส้หรือปวดบริเวณท้องส่วนบน

มหันตภัยหิมาลัย ไม่ใช่แค่ “น้ำท่วม”  “น้ำ”  ไม่รู้จักเส้นเขตแดน !

มหันตภัยบริเวณพรมแดนเนปาล-จีน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 กำลังกลายเป็นบทเรียนสำคัญของภัยพิบัติยุคใหม่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียง “น้ำท่วมฉับพลัน” หากเป็น ภัยพิบัติลูกโซ่ ที่เริ่มจากพื้นที่สูง

“รัฐมนตรี” ดวล “ทนาย” – วาทกรรมอำนาจใต้ร่มกระทรวงยุติธรรม

จากกรณีข้อพิพาททางวาจาระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและทนายความชื่อดัง ซึ่งลุกลามสู่การตั้งคำถามในระดับโครงสร้างทางสังคม