วันศุกร์, มีนาคม 13, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกWorld in Focus'ทรัมป์' มีแผนปรับเพนตากอน กลับไปใช้ชื่อ “กระทรวงสงคราม” หวังสะท้อนพลังกองทัพสหรัฐฯ

‘ทรัมป์’ มีแผนปรับเพนตากอน กลับไปใช้ชื่อ “กระทรวงสงคราม” หวังสะท้อนพลังกองทัพสหรัฐฯ

เผยแพร่

spot_img

1 กันยายน 2568 รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม หรือเพนตากอน กลับไปใช้ชื่อเดิมว่า “กระทรวงสงคราม” (Department of War) หลังจากที่ชื่อดังกล่าวเคยใช้ในอดีต

หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวว่า การปรับชื่อครั้งนี้อยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ชื่อกระทรวงสะท้อนถึงศักยภาพในการรุกและป้องกันของกองทัพ ไม่ใช่แค่ป้องกันประเทศอย่างเดียว

ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยแนวคิดนี้กับสื่อมวลชนที่ห้องทำงานรูปไข่ พร้อมให้เหตุผลสั้น ๆ ว่า “ชื่อกระทรวงสงครามฟังดูหนักแน่นและเหมาะสม” ทั้งยังสะท้อนประวัติศาสตร์ เนื่องจากกระทรวงกลาโหมเคยใช้ชื่อนี้ในอดีต ก่อนจะปรับโครงสร้างรวมกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศเข้าด้วยกัน

การเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส แต่มีรายงานว่าทำเนียบขาวกำลังหาทางเลือกเพื่อเร่งกระบวนการ

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์และรัฐมนตรีกลาโหมพีต เฮกเซธ มุ่งปรับภาพลักษณ์กองทัพสหรัฐฯ ให้เข้มแข็งขึ้น ทั้งการปลดผู้บัญชาการทหารระดับสูงที่ไม่สนับสนุนแนวทางของทรัมป์ และจำกัดการรับสมัครและปลดทหารข้ามเพศ โดยอ้างความเหมาะสมต่อการปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ

การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ที่จะทำให้กองทัพสหรัฐฯ ดูแข็งแกร่งและมีภาพลักษณ์เข้มข้น ทั้งในมิติประวัติศาสตร์และการใช้อำนาจทางทหาร

ข่าวล่าสุด

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับคำว่า “อาชญากรรมสงคราม”

ยืนยันสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ สหรัฐฯ เป็นผู้รับผิดชอบต่อการโจมตีด้วยขีปนาวุธโทมาฮอว์กที่ทำลายโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในอิหร่าน ในช่วงเริ่มต้นของสงครามอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่

คดีของ Jeffrey Epstein คืออะไรและเกี่ยวอะไรกับประธานาธิบดี Donald Trump หรือไม่?

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (Department of Justice) ได้เผยแพร่เอกสารเพิ่มเติมมากกว่า 3 ล้านหน้าในวันนั้น เพื่อตอบสนองต่อกฎหมาย Epstein Files Transparency Act

จีนได้ปฏิเสธคำเชิญอย่างเป็นทางการจาก โดนัลด์ ทรัมป์

ในความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่  ปักกิ่งได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าต้องการหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมการต่อสู,ต้องการมุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงและการทูต การตอบสนองนี้แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจีนในการหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าไปในสงครามที่กว้างขึ้นในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดทั่วโลกสูงอยู่แล้ว  เจ้าหน้าที่จีนได้เน้นย้ำว่าลำดับความสำคัญของพวกเขาคือการป้องกันการเพิ่มขึ้นของความตึงเครียดและการปกป้องเส้นทางการค้าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ  พวกเขายังย้ำว่าการเลือกข้างในความขัดแย้งครั้งใหญ่จะไม่สนับสนุนความมั่นคงในระยะยาวในภูมิภาค ตำแหน่งนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นของจีนในการรักษาระยะห่างจากการมีส่วนร่วมทางทหารโดยตรงในขณะที่ยังคงมีอิทธิพลต่อกิจการระดับโลกผ่านการทูตและอำนาจทางเศรษฐกิจ  การปฏิเสธนี้เน้นให้เห็นว่าชาติใหญ่ในโลกกำลังเลือกบทบาทของตนอย่างระมัดระวังเมื่อความขัดแย้งขยายตัว การตัดสินใจของจีนส่งสัญญาณว่าต้องการหลีกเลี่ยงการแบ่งแยกที่ลึกซึ้งและแทนที่จะผลักดันให้เกิดการลดความตึงเครียด  ขณะที่สถานการณ์ยังคงพัฒนา ผู้นำระดับโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าท่าทีของจีนจะมีผลต่อความพยายามทางการทูตในอนาคตอย่างไร

ผลักดันกองเรืออเมริกัน AbrahamLincoln ออกห่างจากชายฝั่งของบาห์เรน

เราได้ผลักดันกองเรืออเมริกัน AbrahamLincoln ออกห่างจากชายฝั่งของบาห์เรนและโอมาน และทำให้มัน เสียหายบางส่วน เราได้ยิงเครื่องบินอเมริกัน 10 ลำใน คูเวต

ข่าวอื่นๆ

ผลักดันกองเรืออเมริกัน AbrahamLincoln ออกห่างจากชายฝั่งของบาห์เรน

เราได้ผลักดันกองเรืออเมริกัน AbrahamLincoln ออกห่างจากชายฝั่งของบาห์เรนและโอมาน และทำให้มัน เสียหายบางส่วน เราได้ยิงเครื่องบินอเมริกัน 10 ลำใน คูเวต

IRGC ระบุว่าอิหร่าน จะเป็นผู้กำหนดว่าสงครามจะสิ้นสุดเมื่อใดไม่ใช่สหรัฐฯ

ปฏิบัติการ “Epic Fury” 10 วันผ่านไปแล้ว และรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ ยืนยันว่า สหรัฐฯ กำลัง “ชนะ” ต่อชาวอิหร่านที่เขาเรียกว่า “ป่าเถื่อน” และกล่าวว่าเตหะรานกำลัง “เร่งรีบ” พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

เนทันยาฮู ปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งแรก

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ปรากฏตัวต่อสาธารณะเดินทางตรวจเยี่ยมท่าเรืออัชดอด 1 ใน 3 ท่าเรือพาณิชย์หลักของอิสราเอล