วันพุธ, เมษายน 15, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHT รัฐบาลอนุทิน บนเส้นทาง 4 เดือนที่เต็มไปด้วยกับดัก

 รัฐบาลอนุทิน บนเส้นทาง 4 เดือนที่เต็มไปด้วยกับดัก

เผยแพร่

spot_img

 ในที่สุดประเทศไทยก็มีนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 หลังจากผ่านพ้นช่วงสุญญากาศทางการเมืองมาหลายสัปดาห์ ด้วยคะแนนเสียง 311 เสียง

                    นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศภายใต้ฉากทัศน์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั่นคือการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจที่มีอายุจำกัดเพียงสี่เดือน  

                  ภารกิจหลักของรัฐบาลนี้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในบันทึกข้อตกลง (MOA) ที่ลงนามร่วมกับ “พรรคประชาชน” ซึ่งเป็นพรรคที่พลิกเกมการเมืองในครั้งนี้ด้วยการยอมเป็นฝ่ายค้านเพื่อผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

                   การขึ้นสู่อำนาจของนายอนุทินจึงไม่ใช่ชัยชนะที่ปราศจากเงื่อนไข แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่เต็มไปด้วยความเปราะบางและความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า

                    ในอนาคตอันใกล้ รัฐบาลชุดนี้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญถึงสามประการ 

                   ประการแรกคือ “อัมพาตทางนโยบาย” (policy paralysis) เนื่องจากอายุรัฐบาลที่ถูกจำกัดไว้ล่วงหน้า นโยบายระยะยาวที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจะถูกแช่แข็งไว้ ทุกการตัดสินใจและการบริหารงานจะถูกมองว่าเป็นการ “ทำไปพลางก่อน” เพื่อรอการยุบสภาเท่านั้น ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ

                    ประการที่สองคือ “ดาบสองคม” จากพันธมิตรของตนเอง การที่พรรคประชาชนเป็นทั้งผู้หนุนให้จัดตั้งรัฐบาลและเป็นฝ่ายค้านที่คอยตรวจสอบรัฐบาลไปพร้อมๆ กัน ทำให้รัฐบาลไม่สามารถทำงานได้อย่างอิสระและขาดเสถียรภาพ การผลักดันกฎหมายสำคัญแต่ละฉบับจะต้องอาศัยการประนีประนอมเป็นรายกรณี ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นได้ตลอดเวลา 

                     นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ยังต้องแบกรับภาระหนักจาก “ข่าวลือ” เรื่องการใช้เงินมหาศาลเพื่อซื้อเสียงสนับสนุนในสภา แม้จะเป็นข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีการพิสูจน์ แต่การที่มี สส. จากพรรคเพื่อไทยออกมาอภิปรายอย่างชัดเจน ทำให้เกิดคำถามต่อความชอบธรรมในการขึ้นสู่อำนาจตั้งแต่ต้น บรรยากาศแห่งความไม่ไว้วางใจนี้จะกัดกร่อนความน่าเชื่อถือของรัฐบาล และเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถใช้เป็นเครื่องมือโจมตีได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจกลายเป็นกับดักที่ทำให้รัฐบาลไปไม่ถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ 

                    การเมืองในระยะสี่เดือนข้างหน้าจึงไม่ต่างจากการแสดงละครฉากใหญ่ที่ตัวละครหลักต้องเล่นตามบทที่เขียนไว้แล้ว โดยที่ฝ่ายเขียนบทคือคนที่ถืออำนาจในการยุบเลิกการแสดงได้ตลอดเวลา

                     ดังนั้น รัฐบาลของนายอนุทินจึงไม่ใช่รัฐบาลที่มุ่งมั่นจะ “สร้าง” หรือ “ปฏิรูป” แต่เป็นรัฐบาลที่ถูกออกแบบมาเพื่อ “เคลียร์ทาง” ให้กับการเลือกตั้งครั้งใหม่และการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามความต้องการของผู้กุมอำนาจที่แท้จริง 

                    ความท้าทายของพวกเขาจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาน้ำท่วมหรือปากท้องของประชาชน แต่เป็นการรักษาสมดุลทางการเมืองในภาวะที่เปราะบางที่สุดเพื่อไม่ให้ถูกล้มกลางคันเสียก่อน 

                  รัฐบาลนี้จึงไม่ต่างจากรถแข่งที่ต้องวิ่งเข้าสู่เส้นชัยในระยะทางเพียงสี่เดือน โดยมีผู้ควบคุมเกมที่นั่งอยู่ในสนามหญ้าและพร้อมจะโบกธงยุติการแข่งขันได้ทุกเมื่อ

                  วันนี้  เรามาถึงจึดสำคัญขอวการเมืองไทยที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน จึงเป็นบทพิสูจน์ว่าโมเดลการเมือง“แบบใหม่”ที่อาศัยการประนีประนอมในเงื่อนไขที่ไม่เคยมีมาก่อนจะสามารถนำพาประเทศไปสู่ทางออกได้จริงหรือเป็นเพียงการยืดเวลาแห่งความวุ่นวายออกไปเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

จาก One Bangkok ถึง Dusit Central Park ไทยประกาศศักดามหาอำนาจไลฟ์สไตล์โลก

การเกิดขึ้นของอภิมหาโครงการอย่าง One Bangkok และการกลับมาของ Dusit Central Park ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่ค้าปลีก แต่คือการประกาศชัดว่ากรุงเทพฯ ได้วิวัฒนาการสู่ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับโลกที่นานาชาติยอมรับในเชิงรสนิยม

รถพลังงานไฮโดรเจน: รถในอนาคตอันใกล้

Toyota Crown FCEV จะเปิดตัวรุ่นขุมพลัง FCEV หรือ Hydrogen Fuel-Cell วิ่งไกล 820 กม. เติมเต็มถังใน 3 นาทีราคาเริ่มต้นที่ 8.3 ล้านเยน หรือประมาณ 1,970,719 บาท

เบื้องหลังเจ้าของปั๊มน้ำมันที่แท้จริง

เชลล์ ตราหอย คือ ผู้ประกอบการของกลุ่มต่างชาติในไทย โดยต่างชาติ แบรนด์นี้พวกอังกฤษ ถือหุ้นใหญ่

ยูเนสโก …มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

ขึ้นทะเบียน สงกรานต์ในประเทศไทย เทศกาลปีใหม่ไทยดั้งเดิม ในบัญชีรายชื่อตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

ข่าวอื่นๆ

จาก One Bangkok ถึง Dusit Central Park ไทยประกาศศักดามหาอำนาจไลฟ์สไตล์โลก

การเกิดขึ้นของอภิมหาโครงการอย่าง One Bangkok และการกลับมาของ Dusit Central Park ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่ค้าปลีก แต่คือการประกาศชัดว่ากรุงเทพฯ ได้วิวัฒนาการสู่ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับโลกที่นานาชาติยอมรับในเชิงรสนิยม

อย่าปล่อย ..“คนแก่ 14 ล้าน”  ในกรงขังดิจิทัล

“วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” ประจำปี 2569 ข้อมูลระบุชัดว่าไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์โดยมีประชากรอายุเกิน 60 ปี กว่า 14 ล้านคน หรือร้อยละ 20 ของประเทศ

“สงกรานต์”  จากหยดน้ำแห่งศรัทธาสู่“มหาเทศกาลโลก”

สถิติล่าสุดพบว่ามีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาสัมผัสบรรยากาศปีใหม่ไทยพุ่งสูงกว่า 6.6 แสนคนภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว สะท้อนให้เห็นว่าเสน่ห์ของ "เทศกาลน้ำ" แห่งอุษาคเนย์นี้ได้กลายเป็น "คานิวัลระดับโลก" ที่สร้างรายได้หมุนเวียนมหาศาล