ชัยชนะของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ด้วยคะแนนโหวต 311 เสียง ดูเหมือนเป็นชัยชนะที่ท่วมท้น แต่กลับมาพร้อมเงื่อนไขที่หนักหน่วงจากพรรคประชาชนซึ่งเทเสียงสนับสนุน 143 เสียงให้พร้อมกรอบเวลาเพียง 4 เดือนในการยุบสภาและเริ่มต้นกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ
ภารกิจที่ได้รับ ในความเป็นจริงแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้
การโหวตครั้งนี้ไม่ใช่การแข่งขันที่สูสี หากแต่เป็นการเมืองเชิงต่อรอง พรรคประชาชนประกาศจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป แต่ยื่นเงื่อนไข 5 ข้อเป็นราคาของเสียงสนับสนุน เงื่อนไขเหล่านั้นเปลี่ยนชัยชนะของอนุทินให้กลายเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยแรงกดดันทันที โดยเฉพาะการยุบสภาและแก้รัฐธรรมนูญภายในสี่เดือน ซึ่งตามกระบวนการจริงต้องใช้เวลาและกลไกมากกว่าที่กำหนดไว้หลายเท่า
ในขณะที่รัฐบาลถูกบีบด้วยกรอบเวลาทางการเมือง ประเทศยังต้องเผชิญกับเศรษฐกิจที่กำลังถดถอย ดัชนีการลงทุนซบเซา ค่าใช้จ่ายครัวเรือนสูงขึ้น และการส่งออกหดตัว สถานการณ์นี้ทำให้ประชาชนจับตามองว่ารัฐบาลใหม่จะให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจจริงจังเพียงใด หรือจะหมกมุ่นอยู่กับเกมการเมืองในสภามากกว่า
นอกจากนี้ ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชายังเป็นปัจจัยด้านความมั่นคงที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ การละเลยหรือรับมือไม่ทันการณ์อาจทำให้รัฐบาลถูกมองว่าอ่อนแอทั้งในและนอกประเทศ
รัฐบาลใหม่เอี่ยมนี้ จึงต้องบริหารจัดการทั้งสองสนามพร้อมกัน การเมืองในสภาที่เต็มไปด้วยแรงกดดันจากเงื่อนไข และการแก้ปัญหาปากท้องที่กดดันประชาชนทุกวัน
หากไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงได้จริง คะแนนนิยมและความไว้วางใจอาจหายไปเร็วกว่ากรอบเวลา 4 เดือนที่กำหนด
รัฐบาลใหม่จึงไม่ต่างจากนักเชิดหุ่นที่ต้องดึงเชือกหลายเส้นพร้อมกัน มีทั้งเชือกการเมือง เชือกเศรษฐกิจ และเชือกความมั่นคง
ปัญหาคือ หากเผลอดึงแรงไปสักเส้น หุ่นอาจพันกันยุ่งจนล้มลงบนเวที ก่อนที่จะได้แสดงครบฉากเสียด้วยซ้ำ



