ของแก๊งสแกมข้ามชาติที่โยงใยจากเมียนมา ลาว กัมพูชา ไปถึงจีนและยุโรป ขณะที่รัฐบาลไทยเพิ่งเริ่มขยับตั้งคณะกรรมการปราบปราม แต่ยังขาดแผนบูรณาการระดับชาติที่ชัดเจนและเข้มข้นเพียงพอ
ไทยถูกระบุว่าเป็นจุดพักและเส้นทางลำเลียงของขบวนการสแกมข้ามชาติ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทยเมียนมา และไทย กัมพูชา ซึ่งกลุ่มอาชญากรไซเบอร์จากจีนและชาติอื่น ๆ ใช้เป็นฐานเปลี่ยนคน ฟอกเงิน และส่งข้อมูลการหลอกลวงผ่านเครือข่ายออนไลน์
หลายสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานตรงกันว่า ในฝั่งเมียนมาเพียงแห่งเดียว มีศูนย์สแกมมากกว่า 50 แห่ง และมีแรงงานถูกบังคับทำงานกว่า 100,000 คน ซึ่งจำนวนไม่น้อยผ่านเข้าออกทางฝั่งไทยอย่างต่อเนื่อง
แม้ไทยและจีนจะ “อยู่ระหว่างจัดตั้งศูนย์ประสานงานร่วม” เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวกรองและปราบขบวนการสแกม แต่การดำเนินงานยังอยู่ในขั้นตกลงแนวทางเบื้องต้น ยังไม่เปิดศูนย์อย่างเป็นทางการ การจับกุมในไทยยังเป็นลักษณะรายกรณี ไม่สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายการเงินและเจ้าหน้าที่ที่เอื้อประโยชน์ให้ได้อย่างเป็นระบบ ความล่าช้าในการปรับกฎหมายด้านฟอกเงินและไซเบอร์ยังเปิดช่องให้ขบวนการเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง
หากประเทศไทยยังไม่ยกระดับมาตรการเชิงรุก ทั้งด้านข่าวกรองชายแดน กฎหมายดิจิทัล และความร่วมมือระหว่างประเทศ ก็เสี่ยงที่จะกลายเป็น “ทางผ่านถาวร” ของโลกอาชญากรรมไซเบอร์ ที่ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของไทยในฐานะประเทศศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอาเซียน
รัฐบาลไทยตั้งคณะกรรมการเสร็จสรรพ แต่ขบวนการสแกมเมอร์กลับขยายเครือข่ายทุกวัน ขณะประเทศเพื่อนบ้านเร่งปิดช่องโหว่และร่วมมือข้ามพรมแดน ไทยยังมัวประชุมเตรียมพิธีเปิด เมื่อโลกก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่รอใคร ความล่าช้าเพียงนิดอาจทำให้เราต้องกลายเป็น “จุดเชื่อมของอาชญากรรมไซเบอร์” โดยไม่ได้ตั้งใจ
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องลงมือจริง ไม่ใช่เพียงลงนามในคำสั่ง



