รัฐบาลเดินหน้าวาระชาติปราบ “สแกมเมอร์-ค้ามนุษย์” จุดปะทุความขัดแย้งทางการเมือง
รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งแก๊ง สแกมเมอร์ และ การค้ามนุษย์ ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีการมอบหมายให้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลการดำเนินงาน
การตัดสินใจครั้งนี้ได้จุดชนวนให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสาธารณชนและฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ นายรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ที่ออกมาโจมตีอย่างรุนแรงถึงความไม่เหมาะสมของการมอบหมายงาน พร้อมกล่าวหาว่าเป็นการ “ตั้งโจรปราบโจร” และตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา ด้วยการพาดพิงถึงประวัติและพฤติการณ์ในอดีตของ ร.อ.ธรรมนัส ที่ถูกโจมตีมาโดยตลอดในทางการเมือง รวมถึงการถูกพาดพิงเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนต่างชาติและวงจรสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน
การโจมตีนี้ถูกมองว่าอาจ ลดทอนความน่าเชื่อถือ ของประเทศไทยในการผลักดันตนเองเป็นแกนนำปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ในเวทีระหว่างประเทศ
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ออกมาชี้แจงต่อสื่อมวลชนถึงบทบาทที่แท้จริง โดยยืนยันว่า ตนไม่ได้เป็นประธานคณะกรรมการปราบปรามสแกมเมอร์ แต่เป็นประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) โดยตำแหน่ง และยืนยันในความบริสุทธิ์พร้อมถูกตรวจสอบในฐานะนักการเมืองที่เข้ามาตั้บแต่ปี พ.ศ. 2562
นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังระบุว่า ไม่รู้สึกน้อยใจ ต่อคำพูดของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ที่กล่าวถึงการตั้งโจรปราบโจร โดยยืนยันความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องร่วมสาบานที่เข้าใจสไตล์การพูดที่ตรงไปตรงมา
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะมีเป้าหมายเพื่อยกระดับสถานะของไทยในรายงาน TIP Report แต่การทำงานยังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ อุปสรรคทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ต้องอาศัยความไว้วางใจจากนานาชาติในการปราบปรามฐานปฏิบัติการของแก๊งสแกมเมอร์ในต่างประเทศ และ ปัญหาความน่าเชื่อถือเชิงบุคคล ที่ถูกฝ่ายค้านนำมาเป็นเครื่องมือโจมตีอย่างต่อเนื่อง
การยกระดับการปราบปรามเป็นวาระแห่งชาติเป็นสิ่งจำเป็น แต่ความสำเร็จจะถูกบั่นทอนอย่างรุนแรงหากความกังขาต่อความโปร่งใสของผู้รับผิดชอบหลักยังคงอยู่ ความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์นี้อาจกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ทำให้สาธารณชนตั้งคำถามถึงเจตนาที่แท้จริงของการปราบปราม และว่าเป็นการปราบปรามแบบเลือกปฏิบัติหรือเพียงการ “ซื้อเวลา” เท่านั้น
เพื่อลดความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือระดับชาติ รัฐบาลต้องเร่ง แยกบทบาทการกำกับนโยบาย ของ ร.อ.ธรรมนัส ออกจากการปฏิบัติการโดยสิ้นเชิง และควรพิจารณาจัดตั้ง คณะทำงานเฉพาะกิจร่วมอิสระ ที่มีผู้เชี่ยวชาญและภาคประชาสังคมที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติมาดูแลและรายงานผลอย่างโปร่งใสทันที มิฉะนั้นแล้ว สิ่งที่ฝ่ายค้านโจมตีว่า “ใช้โจรปราบโจร” จะไม่จบลงแค่ความกังขาทางการเมือง แต่จะสั่นคลอนความร่วมมือระหว่างประเทศ และอาจถูกมองว่าเป็นการ ใช้ “อำนาจรัฐมาเป็นเครื่องมือฟอกขาว” ให้กับผู้ที่ถูกกล่าวหาได้



