ทั้งคดีมาตรา 112 ซึ่งอัยการสูงสุดมีความเห็นให้ยื่นอุทธรณ์ และคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปที่ศาลฎีกากลับคำพิพากษาให้กรมสรรพากรมีอำนาจประเมินภาษีได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย
เหตุการณ์นี้ ได้จุดคำถามสำคัญในแวดวงการเมืองว่า เป็นเพียงความบังเอิญของกระบวนการยุติธรรม หรือเป็นจังหวะที่เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจ ซึ่งอาจกระทบต่อเส้นทางการกลับมามีบทบาททางการเมืองของอดีตผู้นำที่ยังมีอิทธิพลสูงในหมู่ฐานเสียงจำนวนมาก
คดีมาตรา 112 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น อัยการสูงสุดเห็นควรให้อุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอีกครั้ง โดยยืนยันว่าการดำเนินการอยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอย่างเคร่งครัด ขณะที่คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานโดยละเอียดและเห็นว่าการประเมินภาษีของกรมสรรพากรเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย พร้อมชี้ให้เห็น “ผู้มีเงินได้ที่แท้จริง” และ “เจตนาเลี่ยงภาษี” ตามข้อเท็จจริงในสำนวน ซึ่งล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการวางบรรทัดฐานด้านภาษีในอนาคต
การเกิดขึ้นของคำสั่งและคำพิพากษาในช่วงเวลาใกล้กัน จึงนำไปสู่การวิเคราะห์สองด้าน ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเป็นการดำเนินงานปกติของกระบสนการยุติธรรม ทั้งพนักงานอัยการและศาลในแต่ละลำดับขั้น ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะชี้ว่ามีแรงกดดันทางการเมือง ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าเมื่อผลของคดีทั้งสองรวมกันแล้ว ย่อมส่งผลกระทบต่อบทบาททางการเมืองของนายทักษิณอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในบริบทที่พรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนทางการเมือง ทั้งการเปลี่ยนสถานะเป็นฝ่ายค้าน การหยุดปฏิบัติหน้าที่ของผู้นำรัฐบาลจากพรรค และการเคลื่อนย้ายของ ส.ส.จำนวนหนึ่ง ซึ่งทำให้พรรคต้องเร่งปรับโครงสร้างและยุทธศาสตร์เพื่อรักษาน้ำหนักทางการเมือง
แม้ยังไม่อาจสรุปได้ว่าปรากฏการณ์ทั้งสองเป็น “แผนสกัดกั้น” หรือไม่ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ ผลทางกฎหมายและการเมืองได้เชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเปิดคำถามใหม่ต่ออนาคตของพรรคเพื่อไทย รวมถึงทิศทางระบบการเมืองไทยในระยะยาว ซึ่งยังต้องการกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระ พรรคการเมืองที่เข้มแข็ง และกระบวนการยุติธรรมที่รักษามาตรฐานอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ก่อนจะสามารถพัฒนาหลุดพ้นจากวังวนเดิมได้อย่างแท้จริง
และท้ายที่สุด… หลายสิ่งที่เกิดขึ้นอาจมิได้เกิดจากผู้ใดจัดฉาก หากเป็นช่วงเวลาที่ “ผลลัพธ์ทางการเมือง” จากพฤติกรรมในอดีตอันยาวนานของนายทักษิณ ที่เหมือนขว้างบูมเมอแรงไปแล้ว ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดเหวี่ยงกลับมาทำร้ายตัวเองอย่างสาสม
“ชัยทัศน์“



