คืนนัั้น….!
ฝนตกพรำตลอดทั้งคืน เสียงสายฝนเคาะหลังคาศาลาวัดดังเหมือนเสียงคนตบมือเบา ๆ ตามจังหวะการสวด
กลิ่นเทียน กลิ่นน้ำอบ และกลิ่นฝนที่ซึมเข้ากับกลิ่นไม้เก่า ทำให้ทั้งศาลาตั้งศพเหมือนลอยอยู่ระหว่างโลกของ“คนเป็น” กับ “คนตาย”
ผมไปงานศพตามปกติ .. เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
เพื่อนเก่าคนหนึ่งโทรมาบอกแค่สั้น ๆ ว่า
“คืนนี้มีงานนะ มาสิ”
และผมก็มา ..
แม้จะรู้ว่าผมมักจะมาสายเสมอ…..!
ทันทีที่ผมก้าวเข้าศาลา สายตาทุกคู่หันมามอง
แต่ไม่ใช่เพราะรู้จักผม หากเพราะผมเดินเข้ามาตอนพระกำลังสวดจบพอดี

เสียงพึมพำสาธุจากญาติผู้ตายดังขึ้น เป็นการส่งท้ายบทสวดสุดท้ายของคืน
และผมก็เหมือนคนแปลกหน้าที่โผล่มาในวินาทีนั้นพอดี
บนโต๊ะเล็ก ๆ ด้านหน้า พระสงฆ์หันหน้ากลับกุฏิ
ญาติ ๆ คนตายบางคนพูดคุยเบา ๆ บ้างก็หัวเราะกลบความเศร้า
ผมเดินไปวางดอกไม้หน้าโลง…!
รูปภาพผู้ตายเป็นหญิงสาววัยประมาณสามสิบ ยิ้มบาง ๆ อยู่ในกรอบรูปทองลายกนก
แต่สายตาในรูปนั้น เหมือนมองตรงมาที่ผม
ผมจำไม่ได้ว่าเคยรู้จักเธอไหม ?
แต่มีบางอย่างในแววตานั้น ทำให้ผมเย็นวาบตั้งแต่ต้นคอถึงส้นเท้า
เสียงสายฝนแรงขึ้นอีกครั้ง
ผมหันไปมองข้างศาลา เห็นเงาดำของชายคนหนึ่งยืนพิงเสา….
เหมือนจะมองทฃมาทางนี้…
เขาสวมชุดดำ สวมหมวกดำปิดหน้า มือข้างหนึ่งถือซองขาว อีกข้างถือร่มพับ

เมินหน้าไปทางอื่นแล้ว
เขาไม่ได้จ้องผม แต่ผมรู้ว่า…เขารู้ว่าผมมองอยู่
ผมหันกลับมาอีกที เขาหายไปแล้ว ….!!
ผมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกจากศาลา
ตอนผ่านโต๊ะมีสมุดลงชื่อแขกมาร่วมงาน
ผมเห็นชื่อ “สมาน” เขียนอยู่บรรทัดสุดท้าย
ลายมือสวย เรียบ แต่เส้นหมึกเหมือนเขียนด้วยแรงมือที่หนักแน่นเกินปกติ
ผมเหลือบมองนาฬิกา 19.30 น.
เวลาที่ผมมาถึงทุกงานศพ…ตรงกันทุกครั้ง
รุ่งเช้า หลังจากงานศพเมื่อคืน….!
ผมกลับไปที่วัดอีกครั้ง ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องไป
ศาลาว่างเปล่า กลิ่นธูปจางลง เหลือเพียงเถ้าดำ ๆ ติดบนเชิงเทียน
ลมตีผ้าม่านปลิวเบา ๆ เหมือนมีคนแอบผ่านอยู่ข้างหลัง
ผมยืนมองรูปภาพผู้ตายอยู่ครู่หนึ่ง…..!
หญิงสาวในรูปยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มที่เหมือนกำลังจะพูดว่า “เดี๋ยวก็ถึงคิวเธอ”
แล้วผมก็เห็นสิ่งหนึ่งวางอยู่ใต้โต๊ะรับแขกหน้าโลงศพ…
หมวกสีดำขลับ ใบเดียวกับที่เห็นเมื่อคืน…!
ผมยกมันขึ้นมา กลิ่นเปียกฝนยังติดอยู่
ด้านในมีตัวอักษรปักไว้จาง ๆ ว่า “สมาน“
ชื่อนั้น…เหมือนที่ผมเห็นในรายชื่อผู้มาร่วมงานศพก่อนหน้านี้ด้วย
ตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าดังขึ้นข้างหลัง แผ่ว…แต่หนักแน่น

ผมหันขวับ ไม่มีใคร…..ลมพัดมาวูบวาบ
แล้วเสียงไม้กระดานใต้เท้าสั่นเบา ๆ ราวกับยังจำรอยฝีเท้าของใครบางคนได้
ผมเดินออกมาจากศาลา มุ่งหน้าไปที่โต๊ะลงชื่อแขก
ร่วมงาน
ชื่อ “สมาน“ ถูกเขียนไว้ทุกแผ่นของงานศพทั้งสี่งานล่าสุด
เขียนด้วยหมึกสีเดียวกัน ลายมือเดียวกัน
และที่น่าประหลาด เวลาที่ลงไว้ตรงกันหมดทุกงาน 19.30 น.
ผมเริ่มรู้สึกหนาว ทั้งที่แดดยังแรง
มีบางอย่างรอบตัวนิ่งผิดปกติ เหมือนอากาศหยุดฟังผมคิด
ผมลองถามเจ้าหน้าที่วัด…!
ชายชรานั่งอยู่หลังหิ้งไม้เงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“อ๋อ…คนคนนั้นน่ะเหรอ”
เขายิ้มบาง ๆ แต่สายตาไม่ยิ้มเลย
“มาเกือบทุกงานแหละ…ตั้งแต่ผมบวชเป็นเณรใหม่
จนบัดนี้ก็ยังไม่เคยเห็นเขาแก่ขึ้นเลยซักปี”
เขาหัวเราะเบา ๆ แต่เสียงนั้นกลับเย็นเฉียบ
“บางคนว่ามาเพราะตามคำสัญญา…!
บางคนก็ว่ามาเก็บชื่อคนต่อไป”
ผมอยากถามต่อ แต่ลมแรงพัดผ่านจนเสียงกระดิ่งหน้าศาลาดังขึ้นพร้อมกันทุกอัน
ตอนนั้นเอง ผมเห็นเงาร่างสูงเดินผ่านทางเข้าวัดอีกครั้ง
ในมือถือหมวก…ใบที่เหมือนกับที่ผมถืออยู่เป๊ะ…!
ชายหมวกดำ…..ที่ไม่เพียงน่าเกรงขาม แต่…น่ากลัว !!
เขาไม่ได้หันมามอง
แต่ผมแน่ใจว่า..เขารู้ว่าผมอยู่ตรงนี้ !
คืนนั้นฝนตกหนักอีกครั้ง…!
เสียงฝนกระหน่ำหลังคาบ้านเหมือนจะกลบเสียงบางอย่างที่แทรกอยู่ในหัวผมไม่มิด
เสียงพูดเบา ๆ ที่เหมือนดังมาจากใต้ดินว่า
“อีกงานหนึ่ง…!“
ผมฝันซ้ำ ๆ ว่ากำลังยืนอยู่ในศาลาตั้งศพ
ในโลงนั้นไม่มีศพ มีเพียงหมวกสีดำวางอยู่กลางหมอนสีขาว
ผมหยิบมันขึ้นมา
สดุ้งโหยง ตกใจสุดขีด…แล้วก็เห็นชื่อผมเองปักอยู่ข้างใน
“สมชาย”
“สมชาย”…ชื่อผม
ผมสะดุ้งตื่น เหงื่อชุ่มทั้งตัว…มองไปรอบ ๆ ตัวที่ยังนิ่งสนิท
ได้ยินแต่เสียงฝนยังไม่หยุด
ฝันหรือนี่…
แต่ผมรู้ว่าฝันนั้น….!
ไม่ได้เกิดจากการนอนหลับธรรมดา
ตีสอง….!
ผมอดรนทนไม่ไหว….คว้ากุญแจรถออกไปยังวัดเดิม
ประตูเหล็กปิดแน่น แต่มีแสงไฟสีส้มอ่อนลอดจากศาลาตั้งศพออกมา
ผมผลักประตูเข้าไป เสียงบานเหล็กดัง แอ๊ด…บรรยากาศรอบข้าง เหมือนมีดวงตาน่ากลัวรอบทิศจ้องมายังจุดเดียว

และเหมือนขยับเข้ามาใกล้ทีละนิด…
ในศาลามีเพียงโลงศพตั้งอยู่ตรงกลาง ไม่มีใครเลย
ผมค่อย ๆ เดินเข้าไป
ทุกก้าวเหมือนเดินบนอากาศที่หนืดและเย็นเยือก
บนโต๊ะข้างโลง มีสมุดลงชื่อเปิดค้างไว้
ชื่อสุดท้าย…เขียนด้วยหมึกเปียกฝน
“สมาน 19.30 น.”
และถัดลงมาหนึ่งบรรทัด
ผมเห็นกับตา….
ผมถอยกรูดด้วยความตกใจสุดขีด พยายามร้อง แต่เสียงไม่ออกจากลำคอ…
มีชื่อของผมเอง “สมชาย“
เขียนไว้ด้วยลายมือเดียวกัน
หัวใจผมเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก
ผมไม่เคยเซ็นชื่อ…ไม่เคยมาตอนนั้นด้วยซ้ำ
หรือว่ามีใครบางคนกำลังเขียนแทนผม?
เสียงฝีเท้าแผ่ว ๆ ดังขึ้นอีกครั้งจากหลังโลง
ผมเงยหน้า ….!
เขายืนอยู่ตรงนั้น ชายในชุดดำ หมวกในมือเปียกฝน หยดน้ำหยดจากปลายขอบ
เขามองผมด้วยสายตานิ่งสนิท เหมือนคนจำหน้าผมได้จากที่ไหนสักแห่ง….!
“คุณ…มาอีกแล้วเหรอ” ผมถาม
เสียงผมสั่นแผ่ว
เหมือนจะเย็นยะเยือกไปทั้งตัว
เขาไม่ตอบ ….
แต่ยื่นหมวกอีกใบมาให้
หมวกที่ปักข้อความ “สมชาย” อยู่ข้างใน
แล้วเขาก็พูดด้วยเสียงแหบต่ำ
“ถึงคิว……” เสียงนั้นแผ่วปลายหายไปสายควัน
ไฟในศาลากระพริบดับวูบ
เมื่อแสงกลับมา ….เขาหายไปแล้ว
ผมอยู่เพียงลำพัง หมวกในมือยังชุ่มน้ำฝน
แต่โลงศพว่างเปล่า…ไม่มีแม้แต่หมอน
เช้าวันถัดมา วัดเดิม…เงียบกว่าที่เคย
ผมอดรนทนไม่ไหว…อยากรู้ หรืออยากเห็น…มันแน่นในอก
ผมกลับไปอีกครั้งด้วยเหตุผลที่แม้แต่ตัวเองก็อธิบายไม่ได้
ศาลาเปิดโล่ง แสงอาทิตย์ลอดผ่านช่องไม้ เขม็งบนพื้นเหมือนแสงจากอีกโลก
คราวนี้…มีงานศพใหม่ ชายไม่ทราบชื่อ อายุประมาณสี่สิบกว่า….
ไม่มีญาติ ยังไม่มีญาติพี่น้องมาถึง…!
เพียงแต่…เจ้าหน้าที่วัดบอกว่า เขาพบชายคนนั้นล้มอยู่หน้าศาลาเมื่อคืน
บนมือยังถือหมวกสีดำ ใบเดียวกับที่ผมได้รับ
ผมมองรูปภาพผู้ตายที่ตั้งไว้หน้าหีบศพ
แล้วร่างผมก็ชาไปทั้งตัว ….!!
ในกรอบรูปนั้น คือ….ใบหน้าของผมเอง !
เจ้าหน้าที่ถามผมเบา ๆ ว่า
“คุณรู้จักเขาหรือเปล่า?”
ผมอ้าปาก แต่ไม่มีเสียงออกมา
เพียงแค่ได้ยินเสียงกระดิ่งลมดังปลิวเบา ๆ เหมือนเสียงหัวเราะของใครบางคนในลมหายใจ
ผมถอยหลังกรูดออกจากศาลา….!
ข้างประตู มีสมุดลงชื่อเปิดค้างอยู่
ผมก้มลงดู …
ชื่อสุดท้ายเขียนไว้ด้วยหมึกสีซีดจาง
“สมาน 19.30 น.”
และใต้ลงมาคือชื่อของผม
“สมชาย 19.31 น.”
“สมชาย 19.31 น.” …..ผมทวนในใจ
เวลาที่ช้ากว่าเพียงหนึ่งนาที…!!
ผู้ชายที่มาสายทุกงานศพ
คราวนี้ มาสายที่สุด….!!
เสียงระฆังวัดดังขึ้นสามครั้ง
ผมหันกลับไปมองศาลาเป็นครั้งสุดท้าย…!
ชายในชุดดำคนนั้น…ยืนอยู่ตรงบันได จนผมต้องสดุ้ง
เขาถอดหมวก แล้วก้มศีรษะให้ผมอย่างสุภาพ
ก่อนจะค่อย ๆ เดินหายเข้าไปในเงาหลังศาลา
“ผม…ผม..ผม มม !!…”



