รัฐบาลกำลังยืนอยู่บนจุดเปราะบางของการบริหารประเทศ เมื่อสองวิกฤตรุนแรง อุทกภัยในหลายภูมิภาคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงชุมชนถูกตัดขาด—มาปะทะพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งสองประเด็นเร่งกดดันรัฐบาลจากคนละทิศ แต่ส่งผลสะเทือนร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกลายเป็นบททดสอบศักยภาพการบริหารที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของปี
น้ำท่วมในครั้งนี้สร้างความเสียหายวงกว้าง ทั้งบ้านเรือนที่ถูกกระแสน้ำพัดพัง ถนนจมอยู่ใต้น้ำ รวมถึงเหตุสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในหลายจังหวัด ผู้บาดเจ็บจำนวนมากยังต้องรอการเข้าถึงของหน่วยกู้ภัยและการช่วยเหลือจากรัฐ การตอบสนองของรัฐบาลจึงถูกจับตาเป็นพิเศษทั้งความรวดเร็ว ความพร้อม และความโปร่งใส ซึ่งล้วนเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในภาวะวิกฤตเช่นนี้
ขณะเดียวกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกและซับซ้อนกว่าทุกเหตุการณ์ ทั้งข้อกล่าวหาด้านผลประโยชน์ทับซ้อน การบังคับใช้กฎหมายที่ถูกตั้งคำถาม และความเคลื่อนไหวภายในที่สะท้อนรอยแตกลึกของด้านวินัยและการกำกับ หากรัฐบาลไม่สามารถจัดการให้เกิดความชัดเจนและความรับผิดชอบได้ ความเสื่อมศรัทธาต่อสถาบันรัฐอาจขยายตัวจนกระทบเสถียรภาพในระยะยาว
ในเวลาที่รัฐบาลต้องดับ “ไฟหน้า” คือความเดือดร้อนและการสูญเสียชีวิตจากวิกฤตน้ำท่วม และ “ไฟหลัง”คือแรงสั่นสะเทือนจากกลไกตำรวจ ยังมีสัญญาณความตึงเครียดตามชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ต้องจับตาเพิ่มขึ้น ความเคลื่อนไหวตามแนวพรมแดนที่ปรากฏเป็นระยะอาจกลายเป็น “ไฟกองที่สาม” หากเกิดช่องว่างด้านความพร้อมของรัฐในช่วงที่รัฐบาลกำลังรับมือวิกฤตภายในประเทศอย่างหนัก
สถานการณ์ขณะนี้จึงเป็นการบริหารความเสี่ยงรอบทิศทางที่แทบไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาด ความสามารถของรัฐบาลในการจัดการทั้งความสูญเสียจากอุทกภัย ความโปร่งใสในสถาบันตำรวจ และความมั่นคงชายแดน จะเป็นตัวกำหนดอนาคตทางการเมืองและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะต่อไปอย่างมีนัยสำคัญ



