วันเสาร์, พฤษภาคม 2, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTผลของอุทกภัยที่บอกว่า “เอาอยู่”

ผลของอุทกภัยที่บอกว่า “เอาอยู่”

เผยแพร่

spot_img

หายนะอุทกภัยภาคใต้ครั้งนี้  มิได้เกิดขึ้นเพราะฝนหนักเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลพวงของ “ความล้มเหลวด้านการประสานงาน” ตั้งแต่ระดับแจ้งเตือนภัยไปจนถึงการสั่งการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

                           เมื่อหน่วยงานส่วนกลางอย่าง สทนช. และ ปภ. ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าหลายระลอก แต่ระดับพื้นที่ โดยเฉพาะเทศบาลนครหาดใหญ่ กลับประเมินว่า “เอาอยู่” จนน้ำหลากเข้าท่วมเมืองอย่างรวดเร็ว และสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น

                           จากการประเมินเบื้องต้น เหตุการณ์ครั้งนี้คร่าชีวิตประชาชนหลายร้อยราย มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ครัวเรือนหลายหมื่นหลังคาเรือนต้องอพยพ โรงเรียน โรงพยาบาล ถนน และสาธารณูปโภคได้รับความเสียหาย ระบบไฟฟ้า น้ำประปา และสื่อสารหลายพื้นที่ถูกตัดขาด กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ความเสียหายทางทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานมีมูลค่าหลายพันล้านบาท ส่งผลให้ประชาชนต้องอาศัยในศูนย์พักพิงเป็นเวลานาน และสร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล

                            ยิ่งไปกว่านั้น การจัดโครงสร้างบัญชาการหลังน้ำท่วมก็ยิ่งตอกย้ำปัญหาความ“ไม่เป็นเอกภาพ” เมื่อมีการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบหลายชุด ทั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์ฉุกเฉินที่มาจากรองนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารทหารสูงสุด  รวมถึงผู้แทนฝ่ายการเมืองที่ต่างถูกมองว่ามีบทบาท “ควบคุมสถานการณ์” ตามดุลยพินิจของตนเอง 

                          ผลลัพธ์คือเกิดการสั่งการซ้ำซ้อน การประสานงานขัดแย้ง และการใช้ทรัพยากรไม่ตรงจุด ทำให้การช่วยเหลือประชาชนล่าช้า และขยายวงความเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                         บทเรียนสำคัญที่ปรากฏอย่างชัดเจนคือ ประเทศยังขาดโครงสร้างผู้บัญชาการเหตุการณ์แบบ “เอกภาพคำสั่ง” ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการรับมือภัยพิบัติใหญ่ การเตือนภัยต้องไม่ใช่เพียงการส่งข้อมูลจากส่วนกลางไปพื้นที่เท่านั้น แต่ต้องมีระบบที่ทำให้ข้อมูลถูกตีความอย่างถูกต้อง และนำไปสู่คำสั่งปฏิบัติจริง เช่น การอพยพ การปิดเส้นทาง การระดมทรัพยากร และการแจ้งเตือนประชาชนผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน ขณะที่การแก้ไขหลังเหตุการณ์ต้องมุ่งไปที่การรวมศูนย์สื่อสารและบัญชาการ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและป้องกันความสูญเสียในอนาคต

                        ในท้ายที่สุด ประชาชนย่อมตั้งคำถามว่า เมื่อความสูญเสียเกิดขึ้นเพราะความไม่เป็นเอกภาพของกลไกรัฐ นายกรัฐมนตรี  จะอดทนหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้อย่างไร 

                        หากยังคงยืนมองสถานการณ์จากระยะไกล โดยหวังว่าสาธารณชนจะยังจดจำผลงานมากกว่าความล้มเหลวครั้งนี้  ก็คงต้องบอกว่า ความหวังในการรักษาที่นั่งทางการเมืองในอนาคต อาจ “เอาไม่อยู่” ไม่ต่างจากน้ำที่ไหลบ่าท่วมเมืองในครั้งนี้

“ชัยทัศน์“

ข่าวล่าสุด

ตระกูล “จุฬางกูร” กับ “จึงรุ่งเรืองกิจ” 

ตระกูล "จุฬางกูร" กับ "จึงรุ่งเรืองกิจ" เป็น 2 ตระกูลที่แตกกอมาจากรากเดียวกัน โดยต้นตระกูลเป็นทายาทของ "ฮั้งฮ้อ แซ่จึง" ซึ่งต้นตระกูล "จุฬางกูร" คือ "สรรเสริญ จุฬางกูร"

ช่องแคบมะละกากำลังจะกลายเป็นจุดร้อนใหม่ของการเมืองโลก 

ความสำคัญของช่องแคบมะละกาไม่อาจประเมินต่ำไปได้ มันรับผิดชอบการค้าทางทะเลทั่วโลก 22-25% และการไหลของน้ำมันทั่วโลก 29% หรือประมาณ 23.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ข้อมูลครึ่งแรกของปี 2025)

จักรวรรดิใหม่ตระกูล Trump: เมื่อ ‘นโยบายรัฐ’ กลายเป็น ‘กำไรครอบครัว’ (2016-2026)

การกลับมาของ Donald Trump ในสมัยที่ 2 ไม่ใช่แค่การทวงคืนตำแหน่งทางการเมือง แต่คือการสร้าง "Network Diplomacy" ที่เปลี่ยนความขัดแย้งทั่วโลกให้กลายเป็นดัชนีความมั่งคั่งที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจของสมาชิกในครอบครัว

ทรัมป์เมินเส้นตาย 60 วัน อ้างหยุดยิงอิหร่านเท่ากับสงครามจบ

เป็นวันครบกำหนด 60 วัน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งต่อสภาคองเกรสเรื่องการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ซึ่งตามกฎหมาย War Powers Act ปีค.ศ. 1973 ประธานาธิบดีจะต้องยุติปฏิบัติการทางทหารหากไม่ได้รับการรับรองจากรัฐสภาภายในกรอบเวลานี้

ข่าวอื่นๆ

ถอดรหัสฟ้าผ่า! “อธิบดีฝนหลวง” ลาออก  ทิ้งทวนศักดิ์ศรีข้าราชการ !

เปิดปูมฝูงบิน 77 ลำ กับงบประมาณปี 69 กว่า 2.7 พันล้าน เมื่อข้าราชการมืออาชีพถูกบีบให้เลือกระหว่าง "นโยบาย" หรือ "ความถูกต้อง"

ไทยจูงมือ “สิงคโปร์ ลงเรือ  “แลนด์บริดจ์”   พลิกกระดานภูมิรัฐศาสตร์

มีการเปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับ นายชาง ชุน ชิง รัฐมนตรีจากสิงคโปร์ เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ป้าย  20 ล้าน ? สีน้ำเงิน ที่สนามบินบุรีรัมย์ยกระดับอินเตอร์ หรือ ปรับสีเพื่อ “ใคร ?“

เปิดเบื้องหลังงบประมาณกรมท่าอากาศยาน ท่ามกลางกระแสวิจารณ์สนั่นโซเชียล เมื่อ “อัตลักษณ์ภาครัฐ” กับ “เฉดสีที่คุ้นตา” พาดทับกันจนเป็นประเด็น