หน้าแรกINSIDE - INSIGHT“เขต 8” หาดใหญ่ จุดเสี่ยงน้ำท่วม และความไม่ปลอดภัยที่ต้องดูแลพิเศษ

“เขต 8” หาดใหญ่ จุดเสี่ยงน้ำท่วม และความไม่ปลอดภัยที่ต้องดูแลพิเศษ

เผยแพร่

spot_img

เสียงปืนที่ลั่นจาก “เขต 8” ในค่ำคืนอุทกภัย ไม่ได้ทำให้กู้ภัยหยุดเท่านั้น แต่ทำให้ทั้งเมืองหาดใหญ่ต้องตั้งคำถามว่า เหตุใดพื้นที่ขนาดนี้จึงกลายเป็นจุดที่แม้แต่ความช่วยเหลือยังไม่กล้าเข้าไปใกล้

อุทกภัยครั้งใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่ทวีความรุนแรงเมื่อทีมกู้ภัยและจิตอาสาที่เข้าตรวจเยี่ยม “เขต 8” ถูกยิงปืนข่มขู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ สร้างภาวะชะงักงันของการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ซึ่งน้ำท่วมสูงและไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องถอนกำลังออกชั่วคราวและประสานตำรวจเพื่อประเมินความปลอดภัยก่อนเข้าปฏิบัติการอีกครั้ง     

เหตุการณ์นี้ทำให้ “เขต 8” ถูกมองว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงที่สุดในหาดใหญ่ในช่วงวิกฤตครั้งนี้

แม้ “เขต 8” จะไม่ใช่เขตปกครองทางราชการ แต่เป็นพื้นที่ลุ่มใกล้คูคลองและถนนสายหลักที่เต็มไปด้วยชุมชน ความหนาแน่นของอาคาร ร้านค้า และกิจกรรมในเวลากลางคืน ทำให้เมื่อเกิดน้ำหลาก การเข้าถึงยากเป็นพิเศษ ทั้งจากระดับน้ำและสภาพแวดล้อมที่ไม่มั่นคง สื่อท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่บางส่วนสะท้อนภาพว่าพื้นที่นี้มีปัญหาสังคมสะสม และเมื่อรวมกับโครงสร้างพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้กลายเป็นจุดที่      “เสี่ยงซ้ำซ้อน” ทั้งจากภัยธรรมชาติและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้การอพยพประชาชนทำได้ล่าช้าและต้องใช้กำลังคุ้มกันมากกว่าพื้นที่อื่น

แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง กล่าวกันว่า บางจุดพื้นที่ส่วนหนึ่งในบริเวณนั้นเป็นแหล่งชุมนุมและหลบซ่อนของมิจฉาชีพไม่ว่าสินค้าหนีภาษี สแกมเมอร์  และสิ่งของผิดกฏหมาย เป็นเส้นทางทั้งพักและระบายจนมีการจับกุมได้เป็นระยะ ๆ  เสียงปืนที่กีดขวางการเข้าช่วยเหลือของอาสาสมัครจึงสะท้อนให้เห็นว่าเป็นดินแดนหวงห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐย่างกรายเข้าไปล่วงรู้

ผู้บริหารจังหวัดจะต้องไม่รีรอที่จะเข้าจัดการพื้นที่นี้ให้หายสงสัย  “ต้องจัดเป็นพื้นที่ดูแลพิเศษ”และกำกับดูแลความปลอดภัย บำบัดทุกข์บำรุงอย่างจริงจัง

สภ.หาดใหญ่ ต้องจัดกำลังดูแลเป็นพิเศษทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต โดยวางแผนการเข้าปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างตำรวจ ายปกครอง เทศบาล เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุยิง หรือพฤติการณ์ข่มขู่ซ้ำขึ้นอีกในอนาคต หากไม่วางมาตรการเชิงพื้นที่ที่เข้มข้นตั้งแต่ตอนนี้ สภาพความเสี่ยงใน “เขต 8” อาจกลายเป็นชนวนปัญหาใหญ่ครั้งต่อไป ไม่ใช่แค่ด้านความมั่นคง แต่รวมถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั้งเมืองหาดใหญ่

ในเมื่อฝ่ายกู้ภัยต้องถอนกำลัง ส่วนประชาชนต้องลอยคอรออยู่ในบ้าน คงเหลือเพียงตำรวจและฝ่ายปกครองเท่านั้นที่มีอำนาจตามกฎหมายจะทำให้พื้นที่นี้กลับมา “เป็นเขตชุมชน” ไม่ใช่ “เขตความเสี่ยง” อีกต่อไป หากผู้มีหน้าที่รักษาความสงบไม่ผนึกกำลังกันตอนนี้ เมืองหาดใหญ่อาจต้องเตรียมเรือท้องแบนและเสื้อกันกระสุนอย่างละครึ่งในทุกครั้งที่ฝนตกหนัก ซึ่งไม่ควรเป็นมาตรฐานใหม่ของหาดใหญ่แต่อย่างใด

 “ชัยทัศน์“   ผู้เขียน -4/12/2568

ข่าวล่าสุด

“สรพงษ์-เศรษฐา-ยอดรัก” กลบ  “ให้เหล้า..เท่ากับแช่ง” 

มื่อแคมเปญรณรงค์ “เสียงเตือนจากสวรรค์” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่นำเอาคลังเสียงของศิลปินผู้ล่วงลับ ทั้ง เศรษฐา ศิรฉายา, สรพงษ์ ชาตรี, ยอดรัก สลักใจ, มาสังเคราะห์คำพูดใหม่เพื่อเตือนเรื่องอาหารใส่บาตรพระสงฆ์ กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเรื่องกาลเทศะ ในการสร้าง “ความลวงเสมือนจริง”

กรมศิลปากรเปิดม่านโรงละครแห่งชาติ หลังปิดปรับปรุงครั้งใหญ่

สำหรับการปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อให้โรงละครแห่งชาติมีคุณภาพทัดเทียมนานาอารยประเทศ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดอยู่ในมาตรฐานของยุโรปที่นิยมใช้กันในโรงละครชั้นนำทั่วโลก

ทำอย่างไร ?  การรักษาให้เลิกบุหรี่จะได้ผลดีกว่านี้

“ดูตัวเลขการรักษาเลิกบุหรี่ พบว่าคนที่เลิกบุหรี่สำเร็จมีน้อยมาก ทั้งๆ ที่เราเพิ่มการคัดกรอง ให้บริการผ่านร้านยา และยาฟรี มีคลินิกฟ้าใส รวมถึง application แจ้งเตือนแล้ว

จาก “รอง ฯ จะเลื่อยขาผู้ว่า ฯ” กระฉ่อนโซเชียล

ถอดรหัสลับ..บริหารความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมหาดไทย มวยล้มต้มคนดูหรือ..ศิลปะการบาลานซ์อำนาจระดับผู้นำ ?

ข่าวอื่นๆ

“สรพงษ์-เศรษฐา-ยอดรัก” กลบ  “ให้เหล้า..เท่ากับแช่ง” 

มื่อแคมเปญรณรงค์ “เสียงเตือนจากสวรรค์” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่นำเอาคลังเสียงของศิลปินผู้ล่วงลับ ทั้ง เศรษฐา ศิรฉายา, สรพงษ์ ชาตรี, ยอดรัก สลักใจ, มาสังเคราะห์คำพูดใหม่เพื่อเตือนเรื่องอาหารใส่บาตรพระสงฆ์ กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเรื่องกาลเทศะ ในการสร้าง “ความลวงเสมือนจริง”

จาก “รอง ฯ จะเลื่อยขาผู้ว่า ฯ” กระฉ่อนโซเชียล

ถอดรหัสลับ..บริหารความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมหาดไทย มวยล้มต้มคนดูหรือ..ศิลปะการบาลานซ์อำนาจระดับผู้นำ ?

เหมือนเกมไต่ลวดสลิงเมืองคาซาน

การเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีการเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย