หน้าแรกINSIDE - INSIGHTยุคอินฟลูครองไมค์ เมื่อ“คนไม่รู้”ได้พูด-แทนคนรู้

ยุคอินฟลูครองไมค์ เมื่อ“คนไม่รู้”ได้พูด-แทนคนรู้

เผยแพร่

spot_img

สื่อไทยกำลังผลิตความเห็น จนความจริงหายไปจากจอ

                         จากเวทีผู้เชี่ยวชาญในโลกตะวันตก สู่จอไทยที่ความเห็นนำหน้าความเข้าใจ

                        การเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยสู่ยุคโซเชียลมีเดีย ทำให้ “อินฟลูเอนเซอร์” กลายเป็นตัวกลางสำคัญในการรับรู้ข่าวสาร ไม่เพียงในแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ขยายบทบาทสู่โทรทัศน์และวิทยุในฐานะผู้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสาธารณะอย่างต่อเนื่อง

                       อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้กำลังตั้งคำถามสำคัญต่อคุณภาพของพื้นที่สื่อว่า สิ่งที่ถูกนำเสนอคือ “ความรู้” หรือเป็นเพียง “ความเห็นที่ถูกเปิดไมค์ซ้ำ ๆ”

                       ในหลายประเทศ การเชิญบุคคลมาแสดงความคิดเห็นผ่านโทรทัศน์หรือวิทยุยังคงยึดหลักความเชี่ยวชาญเป็นแกนกลาง ผู้ที่ออกมาวิเคราะห์มักเป็นอดีตข้าราชการระดับสูง นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือผู้มีประสบการณ์ตรงในประเด็นนั้น ๆ แม้บางรายจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ในโลกออนไลน์ แต่ตัวตนของพวกเขาถูกสร้างบนฐาน “ความรู้และผลงาน” ไม่ใช่เพียงความสามารถในการพูด ในขณะเดียวกัน ระบบสื่อเหล่านั้นหลีกเลี่ยงการให้พื้นที่กับบุคคลที่ขาดความน่าเชื่อถือ หรือมีประวัติด้านกฎหมายและจริยธรรมที่อาจบิดเบือนความไว้วางใจของสาธารณะ

                        ตรงกันข้ามกับบริบทดังกล่าว ในสังคมไทยกลับพบภาพซ้ำ ๆ ของบุคคลที่ไม่มีความรู้เฉพาะทาง หรือแม้แต่เคยมีประวัติข้อพิพาททางกฎหมาย ถูกเชิญมาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นซับซ้อนระดับประเทศ การปรากฏตัวอย่างต่อเนื่องทำให้ความถี่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความเชี่ยวชาญ และยิ่งออกสื่อบ่อยเท่าใด ผู้พูดยิ่งหลงเชื่อว่าตนเองมีอำนาจชี้นำสังคม ทั้งที่คำพูดจำนวนมากตั้งอยู่บนการคาดเดา อคติ หรือประสบการณ์ส่วนตัว มากกว่าข้อเท็จจริงที่ผ่านการกลั่นกรอง

                          แทบจะกล่าวได้ว่า ในระบบสื่อไทยปัจจุบัน คนที่มีความรู้เชิงลึกอย่างแท้จริงกลับไม่ปรากฏตัวในเวทีความคิดเห็น เหตุผลไม่ใช่เพราะไม่มีผู้เชี่ยวชาญ แต่เพราะพื้นที่สื่อไม่ได้เอื้อต่อการอธิบายความจริงที่ซับซ้อน การพูดสั้น ๆ ในรายการสดไม่สอดคล้องกับธรรมชาติขององค์ความรู้ และความเสี่ยงทางสังคม การเมืองทำให้ผู้รู้เลือกถอยออก ส่งผลให้พื้นที่สาธารณะถูกเติมเต็มด้วยเสียงที่ดังที่สุด ไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องที่สุด

                        วันนี้ สังคมไทยดูเหมือนกำลังสร้างอาชีพใหม่ คือ

“นักออกความเห็นประจำจอ”     ถึงขนาดสร้างสตูดิโอ มีไฟ มีเสื้อผ้าพร้อม

                       ขาดเพียงอย่างเดียวคือ ความรู้ที่หนักพอจะรับผิดชอบต่อผลของคำพูด

                       เมื่อสื่อเปิดไมค์โดยไม่ตั้งคำถาม และผู้พูดพูดโดยไม่ตั้งหลัก   สังคมอาจกำลังเดินหน้าอย่างมั่นใจ  แต่หลงทาง โดยคิดว่าตนเองทำถูก

9/01/2569   “ชัยทัศน์“ 

ข่าวล่าสุด

“สรพงษ์-เศรษฐา-ยอดรัก” กลบ  “ให้เหล้า..เท่ากับแช่ง” 

มื่อแคมเปญรณรงค์ “เสียงเตือนจากสวรรค์” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่นำเอาคลังเสียงของศิลปินผู้ล่วงลับ ทั้ง เศรษฐา ศิรฉายา, สรพงษ์ ชาตรี, ยอดรัก สลักใจ, มาสังเคราะห์คำพูดใหม่เพื่อเตือนเรื่องอาหารใส่บาตรพระสงฆ์ กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเรื่องกาลเทศะ ในการสร้าง “ความลวงเสมือนจริง”

กรมศิลปากรเปิดม่านโรงละครแห่งชาติ หลังปิดปรับปรุงครั้งใหญ่

สำหรับการปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อให้โรงละครแห่งชาติมีคุณภาพทัดเทียมนานาอารยประเทศ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดอยู่ในมาตรฐานของยุโรปที่นิยมใช้กันในโรงละครชั้นนำทั่วโลก

ทำอย่างไร ?  การรักษาให้เลิกบุหรี่จะได้ผลดีกว่านี้

“ดูตัวเลขการรักษาเลิกบุหรี่ พบว่าคนที่เลิกบุหรี่สำเร็จมีน้อยมาก ทั้งๆ ที่เราเพิ่มการคัดกรอง ให้บริการผ่านร้านยา และยาฟรี มีคลินิกฟ้าใส รวมถึง application แจ้งเตือนแล้ว

จาก “รอง ฯ จะเลื่อยขาผู้ว่า ฯ” กระฉ่อนโซเชียล

ถอดรหัสลับ..บริหารความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมหาดไทย มวยล้มต้มคนดูหรือ..ศิลปะการบาลานซ์อำนาจระดับผู้นำ ?

ข่าวอื่นๆ

“สรพงษ์-เศรษฐา-ยอดรัก” กลบ  “ให้เหล้า..เท่ากับแช่ง” 

มื่อแคมเปญรณรงค์ “เสียงเตือนจากสวรรค์” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่นำเอาคลังเสียงของศิลปินผู้ล่วงลับ ทั้ง เศรษฐา ศิรฉายา, สรพงษ์ ชาตรี, ยอดรัก สลักใจ, มาสังเคราะห์คำพูดใหม่เพื่อเตือนเรื่องอาหารใส่บาตรพระสงฆ์ กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเรื่องกาลเทศะ ในการสร้าง “ความลวงเสมือนจริง”

จาก “รอง ฯ จะเลื่อยขาผู้ว่า ฯ” กระฉ่อนโซเชียล

ถอดรหัสลับ..บริหารความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมหาดไทย มวยล้มต้มคนดูหรือ..ศิลปะการบาลานซ์อำนาจระดับผู้นำ ?

เหมือนเกมไต่ลวดสลิงเมืองคาซาน

การเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีการเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย