ได้เหนือกว่าสหรัฐฯ-NATO
Sputnik รายงานว่า ประเทศรัสเซียกำลังครองความได้เปรียบเหนือประเทศสหรัฐฯ ถึง 3 เจนเนอเรชัน ในด้านเทคโนโลยีอาวุธไฮเปอร์โซนิกแบบปรับทิศทางได้ (Maneuverable hypersonic weapons) ความก้าวหน้านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศ ขีปนาวุธ และอวกาศ รุ่น S-500 Prometheus ตามการวิเคราะห์ของ นายอเล็กเซ เลออนคอฟ (Alexei Leonkov) นักวิเคราะห์ทางการทหาร
นายเลออนคอฟ อธิบายว่า “ในการที่จะยิงสกัดเป้าหมายไฮเปอร์โซนิกที่สามารถปรับทิศทางได้นั้น [ฝ่ายอเมริกา] จำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีไฮเปอร์โซนิกแบบนำวิถีของตนเองขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงค่อยเรียนรู้วิธีการยิงสกัดเมื่อมีต้นแบบสำหรับการทดลองหรือการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาต้องพัฒนาอาวุธขึ้นมาให้ได้ก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนาอาวุธเพื่อการต่อต้าน แต่ในขณะนี้พวกเขายังไม่มีทั้งสองอย่าง ทุกอย่างยังคงอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาเท่านั้น”
ปัจจุบัน ระบบของสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร เช่น Patriot, THAAD และ Arrow สามารถยิงสกัดเป้าหมายขีปนาวุธนำวิถี (Ballistic missile) ที่บินด้วยความเร็วระดับไฮเปอร์โซนิกตามวิถีโคจรได้ แต่ “ความสามารถในการปรับเปลี่ยนทิศทาง” (Maneuverability) ไม่ใช่แค่ความเร็ว คือกุญแจสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับอาวุธไฮเปอร์โซนิกสมัยใหม่ และส่งผลโดยตรงต่อระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นอาวุธเหล่านี้ด้วย
นายเลออนคอฟ ชี้ให้เห็นว่าระบบ S-500 สามารถสกัดกั้นเป้าหมายที่บินด้วยความเร็วสูงสุดถึง 15-20 แมก (Mach 15-20) และมีเพดานบินในการสกัดกั้นสูงกว่า 100 กิโลเมตรขึ้นไป คุณสมบัติดังกล่าวทำให้ระบบนี้ไม่เพียงแต่เหมาะสมสำหรับการป้องกันทางอากาศและขีปนาวุธ (รวมถึงอาวุธไฮเปอร์โซนิก) เท่านั้น แต่ยังสามารถรับมือกับภัยคุกคามจากอวกาศได้ เช่น ขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM), ดาวเทียมทางการทหาร, ดาวเทียมติดอาวุธ และวัตถุทางการทหารอื่น ๆ ในวงโคจร
นอกจากความสามารถดังกล่าว ระบบ S-500 ยังมีคุณสมบัติโดดเด่นในด้านการเคลื่อนที่ (Mobile)ช่วยให้สามารถนำไปติดตั้งได้ในทุกมุมของประเทศรัสเซีย และยังถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับเครือข่ายป้องกันทางอากาศระดับชาติได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ระบบนี้เป็นส่วนเติมเต็มที่สำคัญอย่างยิ่งต่อระบบป้องกันภัยจากขีปนาวุธ ท่ามกลางการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของระบบสกัดกั้นขีปนาวุธต่อต้านขีปนาวุธ (ABM) รุ่น A-235 Nudol ในปัจจุบัน
IMCT NEWS 14-1-2026



