INSIDE INSIGHT | THAITRIBUNE
ประจำวันที่ 6 กรกฎาคม 2569
โดย- “ชัยทัศน์”
ถอดบทเรียนความลักลั่นของกฎหมายไทย
ภายใต้เงาเร้นของยุทธศาสตร์แยกส่วน
ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากสภาผู้แทนราษฎรถึงวิกฤตการณ์ “ช้างไทย” ในปัจจุบัน ภาพสะท้อนที่เด่นชัดที่สุดกลับไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขประชากรที่ผันผวน หากแต่คือ “ความย้อนแย้งเชิงนโยบาย” อันแสนเจ็บปวด เมื่อระบบนิเวศฝั่งหนึ่งกำลังเผชิญวิกฤต “ช้างป่าล้นป่า” จนเกิดสงครามแย่งชิงพื้นที่ทำกินกับชุมชนรอบผืนป่าอนุรักษ์อย่างรุนแรง ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่ง “ช้างบ้านกลับขาดสวัสดิภาพ” และถูกทิ้งให้อยู่ในสถานะเพียงสัตว์พาหนะตามกฎหมายโบราณ
ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นดัชนีชี้วัดความล้มเหลวของการบริหารราชการแผ่นดินที่ไร้เอกภาพ และตอกย้ำว่ารัฐไทยยังคงขาด “ยุทธศาสตร์คชบาลแห่งชาติ” ที่บูรณาการอย่างแท้จริง
ภูมิหลังของวิกฤตคเชบาลไทยฝังรากอยู่บนความลักลั่นของโครงสร้างกฎหมายมานานกว่าแปดทศวรรษ ปัจจุบันประเทศไทยมีช้างป่าอาศัยอยู่ตามธรรมชาติราว 4,000 เชือก ซึ่งมีอัตราการขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก จนผืนป่าที่ถูกตัดขาดไม่สามารถรองรับได้เพียงพอ ในทางกลับกัน ช้างบ้านหรือช้างเลี้ยงที่มีอยู่ราว 3,800 เชือก กลับถูกจำกัดสถานะตามพระราชบัญญัติสัตว์พาหนะ พศ. 2482 ให้เป็นเพียง “ทรัพย์สินส่วนบุคคล” เช่นเดียวกับวัว ควาย หรือม้าลากรถ
ความล้าหลังของข้อกฎหมายนี้ทำให้ภาครัฐไม่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการเข้าไปกำกับดูแลด้านสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) ปล่อยให้ชะตากรรมของช้างบ้านผูกติดอยู่กับผลกำไรขาดทุนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแต่เพียงฝ่ายเดียว
เมื่อหันไปมองกลไกการจัดการของนานาประเทศที่มีประชากรช้างหนาแน่น จะพบว่าการบริหารจัดการของไทยยังตามหลังมาตรฐานสากลอยู่หลายขุม ประเทศอินเดียซึ่งมีช้างเอเชียมากกว่า 27,000 เชือก ได้ประกาศใช้กฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าที่เฉียบขาด พร้อมทั้งจัดตั้ง “ฉนวนทางเดินช้าง” มากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศเพื่อเชื่อมต่อผืนป่าอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีเตือนภัยล่วงหน้าผ่านระบบดาวเทียมและ SMS แจ้งเตือนชุมชน ขณะที่ประเทศบอตสวานาในแอฟริกาซึ่งเผชิญปัญหาช้างล้นป่ากว่า 130,000 เชือก ก็มีการบังคับใช้มาตรการควบคุมประชากรตามหลักวิทยาศาสตร์และการจัดการพื้นที่เชิงรุก ทว่ารัฐไทยยังคงวนเวียนอยู่กับการตั้งคณะกรรมการชุดย่อยและใช้มาตรการตั้งรับหน้างานไปวัน ๆ
ความไร้ทิศทางในระดับสากลของรัฐไทยยังฉายภาพชัดจากกรณีมหากาพย์ “พลายศักดิ์สุรินทร์” ช้างทูตสันถวไมตรีที่รัฐบาลไทยเคยส่งมอบให้แก่ประเทศศรีลังกาตั้งแต่ปี 2544 แต่กลับถูกละเลยและใช้งานอย่างทารุณในพิธีกรรมทางศาสนาจนบาดเจ็บเรื้อรัง จนกระทั่งต้องใช้เม็ดเงินงบประมาณมหาศาลในการเช่าเครื่องบินขนย้ายกลับมารักษาตัวที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง กรณีดังกล่าวเป็นบทเรียนราคาแพงที่แสดงให้เห็นว่า รัฐไทยขาดระบบการติดตามและตรวจสอบ (Post-monitoring) สวัสดิภาพของสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของชาติในต่างแดน ปล่อยให้มิติทางการทูตเชิงวัฒนธรรมกลายเป็นตราบาปด้านการทารุณกรรมสัตว์ในสายตาโลก
แก่นแท้ของความล้มเหลวนี้เกิดจากการบริหารงานในระบบ “ไซโล” (Silos) ที่ต่างคนต่างทำและขาดเจ้าภาพหลักในการบูรณาการ ปัจจุบันเรื่องของช้างป่าถูกโยนให้เป็นหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทว่าเมื่อช้างก้าวขาออกจากแนวป่าเข้าทำลายพืชผลเกษตรจนชาวบ้านเสียชีวิต กลับกลายเป็นภาระฝ่ายปกครองท้องถิ่นที่มีงบประมาณเยียวยาอย่างจำกัดและล่าช้า ส่วนช้างบ้านก็ถูกแบ่งเค้กให้กรมปศุสัตว์ดูแลด้านโรคระบาด และกรมการปกครองดูแลเรื่องตั๋วรูปพรรณ การไร้ซึ่ง “ยุทธศาสตร์คชบาลแห่งชาติ” ที่รวมศูนย์อำนาจและการตัดสินใจ ทำให้ร่างพระราชบัญญัติช้างฉบับใหม่ที่พยายามยกระดับสวัสดิภาพและป้องกันการสวมสิทธิ์ช้างป่า ถูกดองเค็มอยู่ในขั้นตอนกฤษฎีกาอย่างไร้อนาคต
มาตรฐานราชการไทย เมื่อเราพร้อมใจกันเชิดชูช้างเป็นสัตว์ประเสริฐประจำชาติ มีวันช้างไทยให้ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญและป้อนบุฟเฟต์ผลไม้อย่างหรูหราปีละหน แต่ในความเป็นจริง 364 วันที่เหลือ ช้างป่ากลับต้องหลบลูกปืนและลวดหนามไฟฟ้าของชาวบ้านเพราะป่าไม่มีอะไรให้กิน ส่วนช้างบ้านก็ต้องยืนขาแข็งดึงโซ่สั้นอยู่ในปางช้างเพื่อรอนักท่องเที่ยวมาป้อนกล้วยประทังชีวิต รัฐบาลไทยเก่งกาจเสมอในการจัดงบประมาณเช่าเครื่องบินหรูบินลัดฟ้าไปรับช้างป่วยกลับบ้านเพื่อสร้างภาพลักษณ์อันอบอุ่น แต่กลับสอบตกอย่างสิ้นเชิงในการเขียนกฎหมายคุ้มครองช้างที่อยู่ใต้จมูกตัวเองในประเทศ
บทสรุปเชิงโครงสร้างของปัญหานี้ เป็นความขัดแย้งระหว่าง “วิสัยทัศน์ของรัฐ” กับ “ความเป็นจริงในพื้นที่” ตราบใดที่ผู้มีอำนาจยังมองช้างป่าเป็นเพียงหน้าที่ของป่าไม้ และมองช้างบ้านเป็นเพียงวัวควายของเอกชน วงจรความสูญเสียที่มีชีวิตของทั้งคนและช้างเป็นเดิมพันก็ไม่มีวันสิ้นสุด ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องก้าวข้ามการอนุรักษ์แบบโรแมนติก แล้วหันมาสถาปนา “ยุทธศาสตร์คชบาลแห่งชาติ” ที่มีกฎหมายรองรับและมีเอกภาพในการบริหารจัดการอย่างแท้จริง ก่อนที่สัตว์สัญลักษณ์บนผืนธงในอดีต จะเหลือเพียงชื่อให้เรียกขานและโครงกระดูกในพิพิธภัณฑ์



