วันอังคาร, เมษายน 21, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTไทยรั้งอันดับ 11 โลก วิกฤตฝุ่นพิษขั้นสีแดง PM 2.5

ไทยรั้งอันดับ 11 โลก วิกฤตฝุ่นพิษขั้นสีแดง PM 2.5

เผยแพร่

spot_img

คนไทยป่วยทะลุ 12 ล้านคน หยุดหายใจทิ้งด้วยอากาศมรณะ

  วิเคราะห์วิกฤตฝุ่นไทย 2569  เมื่อ “อันดับ 11 ของโลก” คือสัญญาณเตือนภัยสุขภาพระดับชาติ

                         เริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่แสนโหด ของปี 2569 ประเทศไทยถูกจารึกชื่อในอันดับที่ 11 ของเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก

                         จากการรายงานของ IQAir โดยค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) พุ่งทะลุระดับสีแดงในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การก้าวขึ้นสู่กลุ่ม “Top 15” ของโลกนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลสะท้อนจากความกดอากาศสูงที่แผ่ปกคลุม ผสมโรงกับมลพิษจากการเผาในที่โล่งและไอเสียยานพาหนะที่ยังคงหนาแน่น ทำให้อากาศที่คนไทยหายใจเข้าไปในวันนี้มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงกว่าเกณฑ์แนะนำขององค์การอนามัยโลก WHO  หลายเท่าตัว

                          หากมองย้อนกลับไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ฝุ่นของไทยมีลักษณะเป็น “กราฟที่ขยับสูงขึ้น” แม้ในปี 2567-2568 ไทยจะเคยอยู่อันดับที่ 36 และ 45 ของโลกตามลำดับ แต่การพุ่งขึ้นสู่อันดับ 11 ในช่วงต้นปี 2569 นี้ ชี้ให้เห็นว่ามาตรการที่เคยใช้ได้ผลในระยะสั้นเริ่มถึงทางตัน ความเข้มข้นเฉลี่ยของฝุ่นในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการสัญจรกลับมาเต็มรูปแบบโดยขาดการควบคุมที่รัดกุมพอ

                          ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงตัวเลขอันดับ แต่คือ “ต้นทุนชีวิต” ของประชาชน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขสะสมถึงต้นปี 2569 ระบุว่ามีคนไทยป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศสูงถึง 12.3 ล้านคน โดยกลุ่มอาการทางระบบทางเดินหายใจ ผิวหนัง และดวงตา ยังคงเป็นกลุ่มหลัก ที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้นคือการพบ “รอยโรค” ระยะยาว เช่น มะเร็งปอดและโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งสัมผัสฝุ่นพิษต่อเนื่องเป็นเวลานานจนร่างกายไม่สามารถฟื้นฟูได้เอง

                             ในปี 2569 รัฐบาลพยายามยกระดับการแก้ไขปัญหาผ่านระบบ “Single Command” โดยให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตภัยพิบัติได้ทันทีเมื่อค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน พร้อมเข้มงวดมาตรการ “ข้าวโพดปลอดการเผา” เพื่อสกัดฝุ่นข้ามพรมแดน และการบังคับใช้กฎหมายกับรถควันดำและโรงงานอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม แม้จะมีงบประมาณสนับสนุนกว่า 5 พันล้านบาท และความพยายามดัน พรบ.อากาศสะอาด แต่ในภาคปฏิบัติยังถูกตั้งคำถามว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและยังตามไม่ทันความรุนแรงของสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป

                               เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศใกล้เคียง ที่กรุงฮานอย เวียดนาม  ซึ่งเคยประสบปัญหาหนักพอๆ กับไทย ได้เริ่มใช้มาตรการ “ยาแรง” ด้วยการประกาศแบนรถจักรยานยนต์ใช้น้ำมันในบางเขตเมืองเริ่มปี 2569 นี้ ขณะที่ สิงคโปร์ ยังคงเป็นต้นแบบที่เหนือกว่าด้วยการใช้กฎหมาย “Transboundary Haze Pollution Act” ที่ลงโทษบริษัทในประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาป่าในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเด็ดขาด 

                               เมื่อเปรียบเทียบแล้วไทยยังคงเน้นการขอความร่วมมือและการจัดการภายใน มากกว่าการใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้นเหมือนสิงคโปร์ หรือมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่รวดเร็วเหมือนเวียดนาม

                               สุดท้ายนี้ วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ของประเทศไทยในอันดับที่ 11 ของโลก จะไม่ลดลงหากเรายังติดอยู่ในวังวนการแก้ปัญหาแบบชั่วคราว ทางออกที่ยั่งยืนคือการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานและการขนส่งอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการบังคับใช้ พรบ. อากาศสะอาด ที่ต้องมีบทลงโทษผู้ก่อมลพิษอย่างเท่าเทียมและครอบคลุมถึงห่วงโซ่อุปทานเกษตรข้ามพรมแดน ถึงเวลาที่อากาศสะอาดต้องถูกนิยามให้เป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ไม่ใช่ “สวัสดิการ” ที่ประชาชนต้องร้องขอหรือซื้อหามาเองด้วยหน้ากากอนามัยและเครื่องฟอกอากาศ

                           ท่ามกลางม่านฝุ่นที่บดบังทัศนียภาพ ดูเหมือนเข็มทิศของผู้มีหน้าที่ในรัฐบาลจะพุ่งเป้าเฉพาะการหาเสียงในสนามเลือกตั้ง จนเผลอละเลยไปว่า สุขภาพของประชาชน นั้นมีค่าเกินกว่าจะนำมาเป็นเดิมพันในเกมอำนาจ เมื่อนโยบายขายฝันดูจะมีความหมายมากกว่าอากาศบริสุทธิ์ เสียงไอของคนหลายล้านคนจากฝุ่นพิษจึงกลายเป็นเพียงเสียงรบกวนที่รอวันให้ลมพัดจางหายไปพร้อมกับผลคะแนน

2569-01-29  “ชัยทัศน์“

ข่าวล่าสุด

อาวุธที่ทรงพลังที่สุดคือ “การยอมรับความจริง”

เหตุการณ์ความเปราะบางเชิงวาทกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหมบินไปทันที เป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า "คำพูด" ในพื้นที่ละเอียดอ่อนนั้นมีน้ำหนักยิ่งกว่าอาวุธชนิดใด

 10 ข้อควรรู้: เปิดแอร์หน้าร้อนยังไง… ให้เย็นฉ่ำและค่าไฟไม่พุ่ง!

เปิดแอร์อุณหภูมิเท่าไหร่ ประหยัดไฟที่สุด? ป้าดาแนะนำที่ 25-26 องศาเซลเซียส ค่ะ เป็นระดับที่ร่างกายกำลังสบายและคอมเพรสเซอร์แอร์ไม่ต้องทำงานหนักเกินไป หากอยากเย็นกว่านี้ให้ใช้ "พัดลม" ช่วยเป่าจะเย็นขึ้นอีก 1-2 องศา

End Game ที่ควรจะเกิดขึ้น

อิหร่านจะเป็นฮีโร่ของโลกมุสลิม และของโลก หากสามารถปลดล็อคปัญหาเรื้อรังของตะวันออกกลางที่ City of London วางยาเอาไว้ได้

คนไทยหนุนโทษประหารคนโกง

คนไทยใครยังไม่หมดหวัง มาช่วยกันส่งเสียง ดันให้ถึงรัฐบาล "หนุนใช้โมเดล จีน,สิงคโปร์,เวียดนาม ออกกฎหมาย ปราบคอรัปชั่นขั้นเด็ดขาด(โกง=ประหาร)

ข่าวอื่นๆ

อาวุธที่ทรงพลังที่สุดคือ “การยอมรับความจริง”

เหตุการณ์ความเปราะบางเชิงวาทกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหมบินไปทันที เป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า "คำพูด" ในพื้นที่ละเอียดอ่อนนั้นมีน้ำหนักยิ่งกว่าอาวุธชนิดใด

รื้อระบบ  “ฟรีวีซ่า” ตัดวงจร“ทุนเทา“  หรือทุบหม้อข้าว…ท่องเที่ยว ?

เดินหน้าเขย่านโยบายคนเข้าเมืองครั้งใหญ่ เตรียมชงมาตรการลดวันพำนัก "ฟรีวีซ่า" (Visa Exemption) จากเดิมที่เคยขยายให้ถึง 60 วัน กลับมาสู่มาตรฐานเดิมที่ 30 วัน เพื่อยกระดับความมั่นคงและคัดกรอง "นักท่องเที่ยวคุณภาพ"

รัฐถือ“ไม้เรียว” จัดระเบียบทุนพลังงาน   รื้อโครงสร้างราคา “หน้าโรงกลั่น”

ภาพลักษณ์ใหม่ของกระทรวงพลังงานภายใต้การนำของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มีความชัดเจนและดุดันยิ่งขึ้นในการประกาศยุทธศาสตร์ “ไม่เกรงใจกลุ่มทุน”