เปิดเส้นทางนิติสงครามระลอกใหม่ เมื่อการเสนอกฎหมายกลายเป็น “จริยธรรมร้ายแรง” สั่นคลอนโครงสร้างฝ่ายค้านถึงรากฐาน ท่ามกลางคำถามคาใจ ปราบโกง หรือ จ้องทำลาย?
พรรคประชาชนถึงคราวระส่ำหนัก หลัง ปปช. มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดจริยธรรมร้ายแรง 44 คน อดีต สส.ก้าวไกล กรณีร่วมชื่อแก้ไข ม.112 ส่งศาลฎีกาจ่อปิดฉากชีวิตการเมืองตลอดชีวิต พบ 25 คนยังปฏิบัติหน้าที่เป็น “กระดูกสันหลัง” ในสภาชุดปัจจุบันใหม่เอี่ยมที่ยังรอประกาศ นำโดยหัวหน้าพรรคและขุนพลหลัก เผยหากศาลรับคำร้องจะเกิดปรากฏการณ์ “สภาอัมพาต-เลือกตั้งซ่อมใหญ่” ทันที
นี่ไม่ใช่แค่การตัดสิทธิทางการเมืองรายบุคคล แต่คือยุทธการ “ถอนรากถอนโคน” ขุมกำลังทางสมองของพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดในสภา หาก “เท้ง-ไหม-โรม-วิโรจน์” ต้องเดินออกจากสภาพร้อมกัน ประชาธิปไตยไทยกำลังเดินหน้าสู่บททดสอบสำคัญว่า “เจตจำนงประชาชน” ยังมีค่ามากกว่า “ลายลักษณ์อักษร” ในรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงหรือไม่
ข้อเท็จจริง ชนวนเหตุและวิบากกรรมทางกฎหมาย
ย้อนรอยวิบากกรรมนี้เริ่มต้นจากการที่กลุ่ม สส. อดีตพรรคก้าวไกลจำนวน 44 คน ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ นำมาสู่การร้องต่อ ปปช.ให้เอาผิดฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ล่าสุดมติ ป.ป.ช. เห็นชอบให้ส่งเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปี ตามมาตรา 235 ของรัฐธรรมนูญ 2560
เช็กยอดกำลังพล 25 ขุนพลจ่อหลุดเก้าอี้
จากการตรวจสอบสถานะปัจจุบัน พบว่าในจำนวน 44 คนนั้น มีถึง 25 คน ที่เป็น สส. ในสภาชุดปัจจุบัน (19 สส.เขต และ 6 สส.บัญชีรายชื่อ) ที่น่าตกใจคือรายชื่อเหล่านี้คือ “ตัวตึง” ของพรรคประชาชนแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค, ศิริกัญญา ตันสกุล หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ, รังสิมันต์ โรม และ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หากศาลฎีการับคำร้อง สส. ทั้ง 25 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ทิ้งช่องว่างมหาศาลไว้ในเกมตรวจสอบรัฐบาล
วิเคราะห์ ยุทธการ “เด็ดหัว” ตัดตอนรุ่นที่ 2
การเคลื่อนไหวของ ปปช. ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นยุทธการ การเด็ดหัวผู้นำพรรคประชาชน รุ่นที่ 2 อย่างเป็นระบบ หลังจากรุ่นที่ 1 (ธนาธร-ปิยบุตร-พิธา) ถูกจัดการไปแล้ว การสูญเสียขุนพลที่มีประสบการณ์สภาสูงพร้อมกัน 25 คน จะทำให้พรรคประชาชนกลายเป็นพรรคที่ขาด “แม่ทัพข้ามคืน” บังคับให้พรรคต้องเร่งผลักดัน “รุ่นที่ 3” ขึ้นมารับไม้ต่อในสภาวะที่ยังไม่พร้อมเต็มร้อย
แรงสั่นสะเทือน สึนามิเลือกตั้งซ่อม 19 เขต
หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด จะเกิดปรากฏการณ์ “สึนามิการเมือง” คือการเลือกตั้งซ่อมพร้อมกันถึง 19 เขตทั่วประเทศ นี่จะไม่ใช่แค่การหาคนมาเติมในสภา แต่จะเป็นการทำ “ประชามติกลาย ๆ” ว่าประชาชนเห็นด้วยกับบทลงโทษนี้หรือไม่ หากพรรคประชาชนชนะถล่มทลายจะกลายเป็นแรงบวกที่สะท้อนว่ากระแสส้มยังแรงอยู่ แต่หากพ่ายแพ้จะหมายถึงการสิ้นสุดยุคสมัยของพวกเขาอย่างแท้จริง
จริงหรือ..ต้นตอมรดกจากรัฐธรรมนูญปราบโกง !
วิกฤตครั้งนี้คือผลผลิตโดยตรงจากรัฐธรรมนูญ พศ. 2560 ที่ถูกขนานนามว่า “ฉบับปราบโกง” ซึ่งบรรจุเรื่อง “มาตรฐานจริยธรรม” ไว้เป็นอาวุธร้ายแรงและมีขอบเขตกว้างขวางเกินคาดเดา เมื่อการปฏิบัติหน้าที่นิติบัญญัติในสภาสามารถถูกตีความว่าเป็นการทำลายจริยธรรมได้ ความศักดิ์สิทธิ์ของเสียงโหวตจากประชาชนจึงถูกลดทอนลงด้วยดาบอาญาสิทธิ์จากองค์กรอิสระที่ไม่ได้มีจุดยึดโยงกับผู้เลือกตั้ง
บทสรุป ดุลยพินิจบนทางแพร่งของจริยธรรม
ท้ายที่สุด สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการปะทะกันของสองแนวคิดใหญ่ในสังคมไทย ฝ่ายหนึ่งมองว่านี่คือสัมฤทธิผลของกระบวนการตรวจสอบตามเจตนารมณ์ของ “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” ที่ต้องการวางมาตรฐานจริยธรรมของนักการเมืองให้สูงและเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลใดใช้กลไกทางสภามาสั่นคลอนบรรทัดฐานสำคัญของชาติ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าขอบเขตของคำว่า “จริยธรรม” ที่กว้างขวางเกินไป อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ลดทอนบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในระยะยาว
ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยจะสามารถสร้างสมดุลระหว่าง “การรักษาหลักการจริยธรรมที่เข้มงวด” กับ “การรักษาสิทธิในการทำหน้าที่ของตัวแทนประชาชน” ได้อย่างสง่างามเพียงใด คำถามที่สังคมไทยต้องขบคิดร่วมกันคือ เรากำลังใช้กฎหมายเพื่อกลั่นกรองความสุจริตอย่างเท่าเทียม หรือกำลังเดินหน้าสู่บรรทัดฐานใหม่ที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทยไปตลอดกาล?
2569-02-11 “ชัยทัศน์”



