ด่วนที่สุดครับพี่น้อง! ผ่าปมร้อนฉีก MOU 44 เดิมพันขุมทรัพย์ 10 ล้านล้าน แลกเอกราชเกาะกูด เมื่อ “นายกฯ หนู” ทุบโต๊ะล้างกระดานเขมร
นาทีนี้ไม่ต้องลุ้นให้เสียเวลา เพราะสัญญาณจากตึกไทยคู่ฟ้าชัดเจนยิ่งกว่าแสงสปอตไลท์ เมื่อนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ขยับหมากเดินเกมที่ถือว่า “ใจถึง” ที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ ด้วยการสั่งการให้ ครม. และหน่วยงานความมั่นคงเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดสำหรับการ “ประกาศยกเลิก MOU 44” อย่างเป็นทางการ
นี่ไม่ใช่แค่การฉีกกระดาษสัญญาธรรมดา แต่มันคือการส่งสารที่ดังกึกก้องไปทั่วอาเซียนว่า ประเทศไทยยุค 2026 จะไม่ยอมเอาอธิปไตยเหนือ “เกาะกูด” ไปแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเกรงใจอีกต่อไป เป็นการทุบหม้อข้าวใบเก่าที่เน่าเฟะทิ้ง เพื่อหุงข้าวหม้อใหม่ที่คนไทยต้องได้กินเต็มเม็ดเต็มหน่วย
หากจะเจาะลึกกันแบบถึงลูกถึงคน ต้องบอกว่าพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล หรือที่เรียกกันเท่ๆ ว่า OCA (Overlapping Claims Area) ขนาดมหึมา 26,000 ตารางกิโลเมตรนั้น เปรียบเสมือน “อ่างทองคำ” ที่จมอยู่ใต้น้ำ เพราะจากการสำรวจทางธรณีวิทยาที่แม่นยำที่สุด ณ ชั่วโมงนี้ ยืนยันตรงกันว่า ใต้ผืนน้ำสีครามนั้นซุกซ่อนก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบที่มีมูลค่ารวมกันมหาศาลจนน่าขนลุก
ตัวเลขกลมๆ ที่ประเมินกันต่ำๆ คือ 10.6 ล้านล้านบาท หรือราว 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ลองจินตนาการภาพตามนะครับ ก๊าซธรรมชาติกว่า 11 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และน้ำมันดิบอีกกว่า 500 ล้านบาร์เรล นอนนิ่งรอวันถูกดูดขึ้นมา ซึ่งถ้าทำสำเร็จ มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มันคือความมั่นคงทางพลังงานที่จะทำให้ค่าไฟคนไทยถูกลง และเศรษฐกิจไทยโชติช่วงไปได้อีกหลายสิบปี
แต่ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็น “เผือกร้อน” จนนำมาสู่การตัดสินใจหักดิบของนายกฯ คือเงื่อนไขในอดีตที่เหมือนโซ่ตรวนผูกคอไทยไว้ ภายใต้ MOU 44 เดิม เราพยายามจะคุยแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย แบ่งเค้กกันคนละครึ่งแบบ JDA (Joint Development Area) เหมือนที่ทำกับมาเลเซีย แต่ความจริงที่น่าเจ็บปวดคือ พื้นที่ส่วนใหญ่ที่กัมพูชาลากเส้นเข้ามาทับนั้น มันทับเข้ามาในบ้านเราแบบหน้าด้านๆ
โดยเฉพาะเส้นเขตแดนปี 2515 ของกัมพูชาที่ลากผ่ากลาง “เกาะกูด” ของไทย เหมือนมีเพื่อนบ้านเดินถือสีมาทาแบ่งครึ่งห้องรับแขกในบ้านเราแล้วบอกว่า “ตรงนี้ขอแบ่งกันใช้คนละครึ่งนะ” ซึ่งในทางกฎหมายทะเลสากลและการรักชาติ มันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ การยกเลิก MOU จึงเปรียบเสมือนการเตะตัดขา ไม่ให้เขามีสิทธิ์มาอ้างสิทธิ์ “ตีกิน” ส่วนแบ่ง 50:50 ในพื้นที่ที่เป็นของเรา 100% อีกต่อไป
แน่นอนว่าแรงกระเพื่อมจากการตัดสินใจครั้งนี้รุนแรงทันที ทางฝั่งพนมเปญเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ท่าทีของสมเด็จฮุน มาเนต เปลี่ยนจากไมตรียิ้มแย้มมาเป็นความแข็งกร้าวแบบเห็นได้ชัด มีการงัดข้อกฎหมายระหว่างประเทศอย่างอนุสัญญากรุงเวียนนา 1969 มาขู่ว่าการยกเลิกฝ่ายเดียวทำไม่ได้ และพร้อมจะลากไทยขึ้นศาลโลก (ICJ) เพื่อฟ้องร้อง ซึ่งเป็นแท็กติกเดิมๆ ที่ใช้ข่มขู่เพื่อยื้อเวลา เพราะเขารู้ดีว่าถ้าไม่มี MOU 44 เป็นใบเบิกทาง โอกาสที่เขาจะเข้ามาขุดก๊าซในพื้นที่นี้แทบจะเป็นศูนย์
แถมยังมีรายงานเชิงลึกถึงความเคลื่อนไหวแปลกๆ ตามแนวชายแดน ทั้งโดรนลาดตระเวนปริศนาและการเสริมกำลังทหารในจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งในภาษาการทหารและการทูต นี่คือการส่งสัญญาณเตือนว่า “ถ้าคุยกันบนโต๊ะไม่รู้เรื่อง ก็ต้องคุยด้วยวิธีอื่น”
แต่ถามว่าทำไมผมถึงเชียร์ให้ “หักดิบ” ในรอบนี้ เพราะการยกเลิก MOU 44 คือการ “ล้างไพ่” เพื่อคืนความชอบธรรมให้ไทยกลับมายืนบนหลักการที่ถูกต้องที่สุด นั่นคือ กฎหมายทะเลสากล (UNCLOS 1982) เรามีไพ่เหนือกว่าในมือคือ “สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907” ที่ระบุชัดเจนว่าเกาะกูดเป็นของไทย
การที่เราเลิกยอมรับเส้นเขตแดนบิดเบี้ยวที่กัมพูชาลากเองตามอำเภอใจ จะทำให้เรากลับมาเจรจาด้วยการลากเส้นแบบสากล (Equidistance line) หรือเส้นกึ่งกลางที่ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้พื้นที่ทับซ้อนลดลง และขุมทรัพย์ส่วนใหญ่จะตกมาเป็นของไทยโดยไม่ต้องหารสอง
แม้การเข้าถึงเงิน 10 ล้านล้านบาทอาจจะช้าลงไปบ้าง แต่ถ้าต้องแลกกับการที่ลูกหลานไทยในอนาคตไม่ต้องมานั่งเถียงกับเพื่อนบ้านว่าเกาะกูดเป็นของใคร หรือต้องเสียดินแดนทางทะเลไปแบบถาวร การยอมเจ็บแล้วจบ ล้างกระดานกันใหม่ในวันนี้ คือวิถีทางที่สง่างามและรักษาผลประโยชน์ของชาติได้ดีที่สุดครับ
✍️ พีระชาติ อินตา
#MOU44 #เกาะกูด #พื้นที่ทับซ้อน #ขุมทรัพย์10ล้านล้าน #นายกอนุทิน #อธิปไตยไทย #ไทยกัมพูชา #การเมืองระหว่างประเทศ2026



