วันศุกร์, เมษายน 17, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTวางกลยุทธ…“เสร็จนาฆ่าโคถึก..!” 

วางกลยุทธ…“เสร็จนาฆ่าโคถึก..!” 

เผยแพร่

spot_img

 เบื้องหลังรัฐบาลสีน้ำเงินหมางเมิน “ธรรมนัส” สู่แผนล้างภาพลักษณ์ใหม่

   “ฉีกสัญญาใจ ล้างคราบบ้านใหญ่! จับตา อนุทิน เปิดยุทธการ “เสร็จนาฆ่า..โคถึก”    รอ.ธรรมนัส พ้นวงโคจรพรรคร่วมรัฐบาล   หวังใช้จังหวะ  “กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ” 

                                   วางแผนทำ  Rebrand ภูมิใจไทยใหม่ด้วยการนำ 5 เทคโนแครตชั้นนำนั่งเก้าอี้เสนาบดี ดึงภาพลักษณ์มืออาชีพกลบกระแสยี้ การเมืองสีน้ำเงินยุคใหม่กำลังเดิมพันด้วย “ความน่าเชื่อถือ”  ที่แลกมาด้วยการสัญญาใจไปไหนไปด้วยกันเป็นพันธมิตรผู้สร้างทางเดินสู่เก้าอี้นายกฯ”

                                หากจะนิยามสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของภูมิใจไทยในขณะนี้ คำว่า ตระบัดสัตย์ อาจไม่เทียบเท่ากับสำนวนเพื่อนรักมาหักหลัง   หรืออาจดูน้อยไปสำหรับความรู้สึกของกลุ่ม รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เพราะหากย้อนรอยกลับไปในช่วง “สุญญากาศอำนาจ” ก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้นั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ผู้จัดการรัฐบาล” ตัวจริงที่เดินสายล็อบบี้ ดีลลับ และทุบโต๊ะรวบรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคน้อยใหญ่คือ รอ.ธรรมนัส หากปราศจาก “มือประสานสิบทิศ” ที่ชื่อธรรมนัสในวันนั้น อนุทินอาจเป็นได้เพียงแคนดิเดตนายกฯ ที่รอเก้ออยู่ข้างสนาม 

                             แต่เมื่ออำนาจเบ็ดเสร็จมาอยู่ในมือ วันนี้ “พรรคกล้าธรรม” กลับถูกหมางเมินหรือเขี่ยทิ้งให้ไปนั่งเก้าอี้ฝ่ายค้านอย่างไร้เยื่อใย นี่คือตำราการเมืองบทที่ว่าด้วย “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” อย่างแท้จริง

                            การสลัดทิ้ง “กลุ่มธรรมนัส” และไม่สนใจ “พรรคประชาธิปัตย์” ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งเชิงตัวเลข 300 เสียง แต่มันคือ “แผนศัลยกรรมทางการเมือง” ครั้งใหญ่ของภูมิใจไทย ที่นายอนุทินรู้ดีว่าภาพลักษณ์เดิมของพรรคที่ถูกครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและเครือข่ายนักการเมืองรุ่นเก่า คือ “โซ่ตรวน” ที่จะรั้งไม่ให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ยาว กลยุทธ์ที่นำมาใช้จึงเป็นการเลือก “ตัดส่วนเกิน” ที่มีภาพลักษณ์สีเทาออกไป แล้วแทนที่ด้วยความพยายามสร้างมาตรฐานใหม่เพื่อซื้อใจชนชั้นกลางและตลาดทุน เป็นการทำธุรกิจการเมืองที่เน้นการ Rebranding เพื่อความอยู่รอดในระยะยาว

                              จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในกระดานนี้ คือการตัดสินใจ “เปิดตัวเทคโนแครต” ระดับพระกาฬอย่างน้อย 5 คน ที่มีทั้งการเงิน,การคลัง,เศรษฐิจ,พลังงาน ต่างประเทศ และปรมาจารย์กฏหมาย เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย นี่คือการส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลสีน้ำเงินกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “พรรคบ้านใหญ่” ไปสู่ “พรรคบริหารมืออาชีพ” การดึงตัวบุคลากรที่มีโปรไฟล์สะอาดและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามานั่งเก้าอี้กระทรวงเกรด A คือการสร้างเกราะกำบังชั้นดีเพื่อป้องกันแรงเสียดทานจากฝ่ายแค้นและกระแสวิจารณ์ของสังคม เป็นการประกาศว่า “เราไม่ได้มีดีแค่จำนวนเสียง แต่เรามีสมองระดับบริหารด้วย”

                              อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้วย “ความเชื่อมั่น” ครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงลิบ เพราะการผลัก รอ.ธรรมนัส และประชาธิปัตย์ ไปเป็นฝ่ายค้านเท่ากับเป็นการสร้าง “ศัตรูที่รู้ไส้รู้พุง” มากที่สุดไว้ข้างตัว รอ.ธรรมนัสไม่ใช่คนที่จะยอมเจ็บแล้วจบง่ายๆ ข้อมูลเชิงลึกและ “ดีลลับ” ในอดีตที่เขาถืออยู่อาจถูกนำมาใช้เป็นอาวุธร้ายแรงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการขุดคุ้ยความไม่โปร่งใสในภายหลัง รัฐบาลสีน้ำเงินกำลังเดิมพันว่า “ภาพลักษณ์ใหม่จากเทคโนแครต” จะแข็งแกร่งพอที่จะต้านทาน “พายุข้อมูล” จากอดีตพันธมิตรที่ถูกหมางเมินเหมือนหักหลังได้หรือไม่

                          หากมองในเชิงธุรกิจการเมือง นี่คือการ “ปรับพอร์ตโฟลิโอ” ครั้งสำคัญของนายอนุทิน เขาเลือกที่จะถือหุ้นเทคโนแครต ที่มีมูลค่าสูง    และตัดกลุ่มอำนาจเก่าหรือหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงออกไป แม้จะต้องเผชิญกับการฟ้องร้องหรือการโจมตีจากผู้ถือหุ้นเดิมก็ตาม ภูมิใจไทยในโหมดนี้ไม่ได้หวังเพียงแค่เป็นรัฐบาล แต่กำลังวางรากฐานเป็น “สถาบันการเมืองขั้วใหม่” ที่จะมาแทนที่ทั้งเพื่อไทยและพรรคประชาชนในอนาคต โดยใช้ความนิ่งและความเชี่ยวชาญเป็นอาวุธหลักในการสยบแรงกระเพื่อมรอบทิศ

                               บทสรุปของ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ในวันพรุ่งนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการจัดสรรปันส่วนเก้าอี้ทั่วไป แต่เป็นบททดสอบว่า “ภาพลักษณ์ใหม่” ที่สร้างขึ้นจะสวยงามพอที่จะปิดบังรอยร้าวจากการหมางเมินหรือหักหลัง ได้นานแค่ไหน

                              ในโลกการเมืองที่ความจงรักภักดีมีอายุขัยสั้นกว่าวาระของรัฐมนตรี การเดิมพันครั้งนี้ของ อนุทิน อาจเป็นการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด หรืออาจเป็นการเปิดทางให้ “ระเบิดเวลา” ที่เขาสร้างไว้ด้วยตัวเองทำงานในวันที่เขาเผลอเรอก็เป็นได้

                             ผู้กำคนละหนึ่งคะแนนอย่างเรา จะเฝ้าติดตามทุกย่างก้าวของทุกฝ่ายในปลายทางของประโยชน์สาธารณะ

2569-02-24  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

สงกรานต์ 2569 เมื่อ “ดีเซล 44 บาท” ทำงานแทนรัฐบาล

วิกฤตการณ์พลังงานที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 44.40 บาทต่อลิตรในช่วงสงกรานต์ปี 2569 กลายเป็นกลไกจำกัดการเดินทางที่ส่งผลรุนแรงยิ่งกว่าการรณรงค์ใดๆ ของภาครัฐ

อิหร่านขู่ปิดตาย “ทะเลแดง” โต้กลับสหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรือ

ผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารร่วมของอิหร่านออกมาเตือนว่า อิหร่านจะทำการสกัดกั้นการส่งออกและนำเข้าอย่างสมบูรณ์ครอบคลุมทั้งภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf), ทะเลโอมาน (Sea of Oman) และทะเลแดง

มีภาพหนึ่ง…เงียบ ๆ แต่ “ทรงพลัง” ยิ่งกว่าสิ่งใด

ป้ายเล็กๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในอิหร่าน เขียนด้วยลายมือธรรมดา Take What You Need,Pay after War. “หยิบสิ่งที่คุณต้องการไปก่อน แล้วค่อยจ่ายหลังสงคราม”

The AI Layoff Trap หรือ กับดักการปลดพนักงานด้วย AI

Brett Hemenway Falk และ Gerry Tsoukalas ได้ใช้คณิตศาสตร์มาพิสูจน์ความจริงที่น่าขนลุก พวกเขาค้นพบว่าบริษัทที่กำลังนำ AI มาแทนที่มนุษย์นั้น แท้จริงแล้วกำลังผลักดันระบบเศรษฐกิจไปสู่ความพินาศ

ข่าวอื่นๆ

สงกรานต์ 2569 เมื่อ “ดีเซล 44 บาท” ทำงานแทนรัฐบาล

วิกฤตการณ์พลังงานที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 44.40 บาทต่อลิตรในช่วงสงกรานต์ปี 2569 กลายเป็นกลไกจำกัดการเดินทางที่ส่งผลรุนแรงยิ่งกว่าการรณรงค์ใดๆ ของภาครัฐ

“ฟรีวีซ่า 93 ประเทศ ดันเศรษฐกิจไทยฟื้น แต่ความเสี่ยงอาชญากรรมข้ามชาติท้าทายระบบคัดกรอง”

“สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime ) และ INTERPOL เริ่มสะท้อนแนวโน้มที่ต้องจับตา โดยระบุว่าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ มีการปรับรูปแบบและเคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการไปยังประเทศที่มีมาตรการเข้าเมืองผ่อนคลายมากขึ้น

จาก One Bangkok ถึง Dusit Central Park ไทยประกาศศักดามหาอำนาจไลฟ์สไตล์โลก

การเกิดขึ้นของอภิมหาโครงการอย่าง One Bangkok และการกลับมาของ Dusit Central Park ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่ค้าปลีก แต่คือการประกาศชัดว่ากรุงเทพฯ ได้วิวัฒนาการสู่ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับโลกที่นานาชาติยอมรับในเชิงรสนิยม