วันพุธ, เมษายน 15, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHT“บัตรเขย่ง” “บาร์โค๊ต” เกิดวิกฤตศรัทธา ลามนิติสงคราม เมื่อ กกต. ฟ้องประชาชน

“บัตรเขย่ง” “บาร์โค๊ต” เกิดวิกฤตศรัทธา ลามนิติสงคราม เมื่อ กกต. ฟ้องประชาชน

เผยแพร่

spot_img

ชำแหละปมร้อนบริหารงานผิดจังหวะ จากความบกพร่องหน้าหน่วยสู่การปิดปากผู้ตรวจสอบ

                               เส้นทางการเลือกตั้ง 2569 กำลังเผชิญกับพายุวิกฤตศรัทธาที่โหมกระหน่ำใส่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นของปัญหาทางเทคนิคอย่าง “บัตรเขย่ง” และความคลางแคลงใจเรื่อง “บาร์โค๊ตระบุตัวตน” ที่ลุกลามเป็นโดมิโนบั่นทอนความเชื่อมั่น แต่ประเด็นที่กลายเป็นจุดเดือดที่สุดคือการที่ กกต. เลือกใช้มาตรการทางอาญาแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนที่เข้าตรวจสอบการนับคะแนน โดยอ้างข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ่าพนักงาน สะท้อนถึงภาวะผู้นำที่เน้นการตั้งรับในที่ตั้งและใช้กฎหมายเป็นเกราะกำบัง แทนที่จะใช้ความโปร่งใสเป็นเครื่องมือระงับเหตุวิกฤต จนนำไปสู่คำถามสำคัญว่า กกต. กำลังทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดการความเที่ยงธรรม” หรือเป็น “คู่ขัดแย้ง” กับเจ้าของอำนาจอธิปไตยกันแน่

                               วิกฤตความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายหลังการเลือกตั้ง 2569 ไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นผลลัพธ์ของ “ปฏิกิริยาลูกโซ่” ที่ลุกลามจากความผิดพลาดเล็กน้อยไปสู่ข้อกังขาเชิงโครงสร้าง โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญในช่วงนับคะแนนที่ปรากฏ “ปรากฏการณ์บัตรเขย่ง” ในหลายพื้นที่ เมื่อจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่สัมพันธ์กับคะแนนในคูหา หากในวินาทีนั้น กกต. มีมาตรการตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว ปัญหาก็อาจถูกจำกัดวงอยู่เพียงความบกพร่องทางเทคนิคระดับหน่วย 

                              การตอบสนองที่“ล่าช้า” กลับกลายเป็นการเปิดพื้นที่ให้ความแคลงใจขยายตัวไปสู่ประเด็นที่ซับซ้อนกว่าในเวลาต่อมา

                             แรงกระเพื่อม “ระลอกสอง” ที่โถมเข้าใส่คือประเด็น “บาร์โค๊ตและคิวอาร์โค๊ต บนบัตรเลือกตั้ง” ซึ่งถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเชิงหลักการว่าอาจส่งผลกระทบต่อความลับในการลงคะแนนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 

                                ปัญหานี้เปรียบเสมือนเชื้อไฟที่ราดลงบนกองความไม่ไว้วางใจเดิม เมื่อบวกกับรายงานข่าวการพบเอกสารการเลือกตั้งในที่ที่ไม่เหมาะสมและการจัดการบัตรเลือกตั้งที่ถูกมองว่าหละหลวม ทำให้ประเด็นความไม่โปร่งใสไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ความผิดพลาดหน้างาน แต่ลามไปถึงการตั้งคำถามต่อมาตรฐานการบริหารจัดการในระดับนโยบายและการใช้อำนาจของส่วนกลาง

                                  สิ่งที่สื่อมวลชนและนักวิชาการตั้งข้อสังเกตตรงกันคือ “จังหวะก้าว” ของผู้นำองค์กรที่ดูจะ “สวนทาง”  กับอุณหภูมิทางสังคม   

                                 กกต. ถูกมองว่ายังคงยึดติดกับวัฒนธรรมองค์กรแบบ “ราชการเชิงตั้งรับ” ที่มุ่งเน้นการวินิจฉัยตามพยานหลักฐานในห้องประชุมมากกว่าการบริหารเหตุการณ์วิกฤตเชิงรุก (Active Crisis Management) การที่ไม่มี กกต. ปรากฏตัวในพื้นที่เพื่อระงับเหตุหรือทำความเข้าใจกับมวลชนตั้งแต่จุดเริ่มของปัญหา    หรือพยายามที่จะคลี่คลายปัญหา ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการสื่อสาร ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการต้องเผชิญหน้ากับความโกรธเคืองของประชาชนตามลำพัง จนสถานการณ์ลุกลามกลายเป็นการปะทะและความขัดแย้งในเชิงคดีความ

                                ในส่วนของการดำเนินคดีกับประชาชนในข้อหา “ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่” นั้น เป็นประเด็นที่สังคมกำลังตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลและระดับของการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากโดยวิสัยของประชาชนทั่วไปย่อมมีความระมัดระวังในการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ประชาชนต้องการใช้สิทธิในการตรวจสอบความโปร่งใสตามรัฐธรรมนูญ    ทาง กกต. ในฐานะหน่วยงานหลักจึงควรพิจารณาว่า การใช้มาตรการทางอาญาเข้าจัดการนั้นเป็นการแก้ปัญหาขององค์กรอิสระอย่าง กกต.หรือไม่  เป็นทางออกที่เหมาะสมในการลดความขัดแย้งหรือไม่ หรืออาจเป็นการเพิ่มช่องว่างระหว่างองค์กรกับภาคประชาชนให้ขยายตัวมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ความเที่ยงธรรมในระยะยาว

                                ผลกระทบที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความล่าช้าในการประกาศผล สส. บัญชีรายชื่อ แต่กำลังส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการยอมรับผลการเลือกตั้งในภาพรวม หาก กกต. ยังคงสื่อสารผ่านเพียงเอกสารแถลงการณ์โดยไม่เปิดพื้นที่การตรวจสอบที่เป็นรูปธรรม ความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจนำไปสู่การโต้แย้งผลเลือกตั้งในชั้นศาลจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนมหาศาลที่ประเทศต้องจ่ายเพียงเพราะการบริหารจัดการความขัดแย้งที่ขาดความยืดหยุ่นตั้งแต่วันแรก

                               ในทางหลักวิชาการและธรรมาภิบาลภาครัฐ ทางออกที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนจาก “ผู้คุมกฎ” มาเป็น “ผู้จัดการความโปร่งใส”  องค์กร กกต. ต้องตระหนักว่าระเบียบปฏิบัติที่อ้างว่าทำตามกฎหมายนั้น หากไม่สามารถตอบสนองต่อข้อกังขาของประชาชนได้ทันท่วงที ระเบียบนั้นอาจถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อความยุติธรรมเสียเอง 

                              การเปิดเผยข้อมูลดิบ (Open Data) และการที่ผู้นำองค์กรกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา คือ“เครื่องมือเดียว”ที่จะสามารถหยุดยั้งโดมิโนแห่งวิกฤตศรัทธาครั้งนี้ได้

                             ความเที่ยงธรรมไม่ได้เกิดจากการประกาศว่าตนเองทำถูกต้องตามระเบียบ แต่เกิดจากการที่สังคมสามารถ “มองเห็นและสัมผัสได้” ถึงความโปร่งใสนั้น     หาก กกต. ยังคงบริหารงานในลักษณะหอคอยงาช้างและใช้กฎหมายเป็นกำแพงปิดกั้นการตรวจสอบ บทเรียนจากการเลือกตั้ง 2569 จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่อันตรายต่อการออกแบบองค์กรอิสระในอนาคต   และความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อระบอบประชาธิปไตยจะยากเกินกว่าจะเยียวยาด้วยเพียงแค่การประกาศรับรองผลเลือกตั้งให้ครบตามจำนวน

2569-02-27  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

จาก One Bangkok ถึง Dusit Central Park ไทยประกาศศักดามหาอำนาจไลฟ์สไตล์โลก

การเกิดขึ้นของอภิมหาโครงการอย่าง One Bangkok และการกลับมาของ Dusit Central Park ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่ค้าปลีก แต่คือการประกาศชัดว่ากรุงเทพฯ ได้วิวัฒนาการสู่ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับโลกที่นานาชาติยอมรับในเชิงรสนิยม

รถพลังงานไฮโดรเจน: รถในอนาคตอันใกล้

Toyota Crown FCEV จะเปิดตัวรุ่นขุมพลัง FCEV หรือ Hydrogen Fuel-Cell วิ่งไกล 820 กม. เติมเต็มถังใน 3 นาทีราคาเริ่มต้นที่ 8.3 ล้านเยน หรือประมาณ 1,970,719 บาท

เบื้องหลังเจ้าของปั๊มน้ำมันที่แท้จริง

เชลล์ ตราหอย คือ ผู้ประกอบการของกลุ่มต่างชาติในไทย โดยต่างชาติ แบรนด์นี้พวกอังกฤษ ถือหุ้นใหญ่

ยูเนสโก …มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

ขึ้นทะเบียน สงกรานต์ในประเทศไทย เทศกาลปีใหม่ไทยดั้งเดิม ในบัญชีรายชื่อตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

ข่าวอื่นๆ

จาก One Bangkok ถึง Dusit Central Park ไทยประกาศศักดามหาอำนาจไลฟ์สไตล์โลก

การเกิดขึ้นของอภิมหาโครงการอย่าง One Bangkok และการกลับมาของ Dusit Central Park ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่ค้าปลีก แต่คือการประกาศชัดว่ากรุงเทพฯ ได้วิวัฒนาการสู่ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับโลกที่นานาชาติยอมรับในเชิงรสนิยม

อย่าปล่อย ..“คนแก่ 14 ล้าน”  ในกรงขังดิจิทัล

“วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” ประจำปี 2569 ข้อมูลระบุชัดว่าไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์โดยมีประชากรอายุเกิน 60 ปี กว่า 14 ล้านคน หรือร้อยละ 20 ของประเทศ

“สงกรานต์”  จากหยดน้ำแห่งศรัทธาสู่“มหาเทศกาลโลก”

สถิติล่าสุดพบว่ามีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาสัมผัสบรรยากาศปีใหม่ไทยพุ่งสูงกว่า 6.6 แสนคนภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว สะท้อนให้เห็นว่าเสน่ห์ของ "เทศกาลน้ำ" แห่งอุษาคเนย์นี้ได้กลายเป็น "คานิวัลระดับโลก" ที่สร้างรายได้หมุนเวียนมหาศาล