ทำน้ำมันโลกพุ่งกระฉูด บททดสอบความมั่นคงพลังงานไทยภายใต้เปลวไฟสงคราม
จี้รัฐบาลเลิกอุ้มดีเซลแบบชั่วคราว ดัน “โซลาร์เซลล์ถ้วนหน้า” ผ่าทางตันพลังงานแพง
โลกเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากถล่มอิหร่าน จนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอมุส เส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก ส่งผลราคาน้ำมันโลกทะยานทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที
สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลักกำลังตกที่นั่งลำบาก ค่าครองชีพพุ่งสูงและเศรษฐกิจเสี่ยงชะงักตัว แม้รัฐบาลจะเร่งใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้าอุดหนุนเพื่อประคองราคาดีเซล แต่เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและอาจสร้างภาระหนี้สาธารณะมหาศาล
เสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการผลักดัน “นโยบายโซลาร์เซลล์ครัวเรือน” อย่างเต็มสูบ เพื่อสร้างความมั่นคงพลังงานจากแสงแดดเมืองไทย แทนการง้อน้ำมันดิบจากสมรภูมิสงครามที่คุมราคาไม่ได้อีกต่อไป
จุดเริ่มต้นของวิกฤตและการปิดตายเส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นจากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดปฏิบัติการทางทหารโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งผลให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายอย่างรวดเร็ว อิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศปิด “ช่องแคบฮอมุส” ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลกในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) โดยมีการข่มขู่จะทำลายเรือทุกลำที่ฝ่าฝืน ส่งผลให้เส้นทางเดินเรือที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลกกลายเป็นอัมพาตในทันที
ผลกระทบนี้กระจายตัวไปทั่วโลกประดุจคลื่นยักษ์ ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี และมีแนวโน้มจะพุ่งสูงถึง 125-150 ดอลลาร์ หากการปิดช่องแคบยืดเยื้อ ไม่เพียงแต่น้ำมันเท่านั้น แต่ก๊าซ LNG ซึ่งยุโรปและเอเชียพึ่งพาอย่างหนักก็มีราคาสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้เกิดความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อรุนแรงทั่วโลก และต้นทุนการขนส่งสินค้าทางเรือที่ต้องอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งใช้เวลานานขึ้นและค่าใช้จ่ายสูงขึ้นมหาศาล
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบนั้นชัดเจนและรุนแรงเนื่องจากเราพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสูง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าหากสงครามยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือน อาจฉุด GDP ไทยให้ลดลงเหลือเพียง 1.3% และดันเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น 1% ทันที ค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันจะกลายเป็นภาระหนักอึ้งของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SME ขณะที่ค่าเงินบาทเริ่มผันผวนอ่อนค่าลงจากการที่นักลงทุนย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลซ้ำเติมต่อต้นทุนการนำเข้าพลังงานให้แพงขึ้นไปอีก
ปัจจุบัน รัฐบาลภายใต้การนำของรักษาการนายกรัฐมนตรีได้สั่งการด่วนให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตรเป็นเวลา 15 วัน และใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าแทรกแซง พร้อมทั้งสั่งการให้เร่งจัดหาพลังงานจากแหล่งอื่น เช่น สหรัฐฯ และมาเลเซีย รวมถึงเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซในอ่าวไทย อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ถือเป็นการ “ซื้อเวลา” และ “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” ซึ่งหากสถานการณ์ลากยาว กองทุนน้ำมันอาจแบกรับภาระหนี้ไม่ไหว และการนำเข้าพลังงานจากแหล่งที่ไกลกว่าเดิมย่อมมีต้นทุนที่สูงกว่าเดิมอย่างเลี่ยงไม่ได้
มีแนวทางรีบด่วนที่เป็นไปได้ ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนวิกฤตนี้เป็นโอกาสในการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานอย่างจริงจัง แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการหาแหล่งฟอสซิลใหม่ รัฐบาลควรผลักดัน “นโยบายโซลาร์รูฟท็อปถ้วนหน้า” และ “พลังงานทางเลือกระดับชุมชน” ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยการยกเว้นภาษีนำเข้าอุปกรณ์แผงโซลาร์และแบตเตอรี่ทั้งหมด และเพิ่มราคาสัญญาซื้อคืนไฟฟ้า (Feed-in Tariff) ให้จูงใจประชาชน เพื่อเปลี่ยนบ้านทุกหลังให้เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ลดภาระการนำเข้าก๊าซราคาแพงเพื่อผลิตไฟฟ้าในอนาคต
การแก้ปัญหาจะได้ผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความโปร่งใสและการบริหารจัดการวินัยการเงินการคลัง รัฐบาลต้องสื่อสารความจริงกับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานที่ยากลำบาก ขณะเดียวกันต้องเร่งปลดล็อกกฎหมายที่ล้าหลังเพื่อเปิดทางให้พลังงานสะอาดเติบโตได้ทันที หากรัฐบาลยังคงติดกับดักการใช้เงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤตหนี้สาธารณะควบคู่ไปกับวิกฤตพลังงาน ซึ่งจะเป็นภาระที่หนักเกินกว่าที่ระบบเศรษฐกิจไทยจะรับไหวในระยะยาว
2569-03-10 “ชัยทัศน์”



