20 / 03 / 26 BRICS กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ได้แก่ Brazil Russia India China และ South Africa ได้จัดการประชุม ระหว่าง เครือข่ายขึ้นในประเทศไทย
ซึ่งเป็นครั้งแรกของ เครือข่าย BRICS ที่เลือกประเทศไทย เป็นเวทีการประชุม ภายใต้ชื่องาน BRICS Forum Thailand 2026 ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ โดย BRICS Thailand International Alliance (BTIA) นำโดย ดร.มีชัย เถาเจริญ รับเป็นเจ้าภาพ ท่ามกลางการจับตาของนักลงทุนและนักการทูต ว่า นี่คือสัญญาณของการที่จะดึงประเทศไทยเข้าหาขั้วอำนาจเศรษฐกิจใหม่ที่มีประชากรรวมกันกว่าครึ่งโลก อย่าง BRICS ใช่ หรือ ไม่
ภายในงานมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกัน ระหว่างเครือข่ายของ ไทย กับ จีน เพื่อเสริมทัพความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยมีบุคคลชั้นนำในเครือข่ายของ BRICS ร่วมเป็นสักขีพยาน อาทิ
นางลาริสา เซเลนโซวา: ชาวรัสเซีย ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มพันธมิตรระหว่างประเทศของ BRICS Strategic Projects, พล.อ.ดร.รังษี กิตติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ , นายหลี่ เช็ง เง็ง รองประธานบริหารกลุ่มพันธมิตรระหว่างประเทศ BRICS Strategic Projects (Thailand) ,นายจาซีรี อัลคาฟ อดีตวุฒิสมาชิกจากมาเลเซีย

3 ประเด็นที่ต้องจับตา จากเวที BRICS FORUM ครั้งนี้
1. สถานะของ ประเทศไทยใน BRICS : จะ อยู่ในสถานะใด ระหว่าง Partner หรือ Member ?
สำหรับสถานะของประเทศไทย ใน BRICS : ไทยได้ยื่นสมัครเป็นสมาขิกและ ได้รับการยอมรับในฐานะ “ประเทศหุ้นส่วน” (Partner Country) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ซึ่งถือเป็นสถานะกึ่งกลาง (Buffer Zone) ก่อนการเป็นสมาชิกเต็มตัว
สถานะ Partner นี้ช่วยให้ไทยสามารถ “หยั่งเชิง” ผลประโยชน์ และ ผลกระทบได้ โดยไม่เสียความสัมพันธ์กับกลุ่มขั้วอำนาจเดิม (G7)
อย่างไรก็ตาม การจัด Forum ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ภาคเอกชน และ เครือข่ายความร่วมมือ (Strategic Projects) กำลังรุดหน้าไปเร็วกว่ากลไกทางการทูตแบบทางการ
2. ข้อมูล : BRICS คือ “รัฐ” หรือ “เครือข่าย” ?
ในเชิงโครงสร้าง BRICS ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกก่อตั้งคือ บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย , จีน , แอฟริกาใต้ และ มีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาอีกในภายหลัง คือ อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ อินโดนีเซีย
แต่ การจัดงานในไทยครั้งนี้ ดำเนินการโดย BRICS Thailand International Alliance (BTIA) ซึ่งมีลักษณะเป็นองค์กรเครือข่าย (Alliance)
จึงต้องแยกให้ออกระหว่าง การประชุมสุดยอดผู้นำระดับรัฐ กับ เวทีเครือข่าย ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ทางธุรกิจของภาคเอกชน
อย่างไรก็ตาม งานนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจน ว่า BRICS กำลังขยายอิทธิพลผ่าน ภาคเอกชน ซึ่งเป็น Soft Power ทางเศรษฐกิจของประเทศ และ เครือข่ายตัวแทนในท้องถิ่น (Local Chapters) มากกว่าการใช้วิธีเดินตามระเบียบ กฎเกณฑ์จากศูนย์กลางเพียงอย่างเดียว
3. นัยสำคัญของการลงนามระหว่าง เครือข่ายของไทย-จีน ครั้งนี้
มิอาจมองข้าม…ในบริบท BRICS ได้ว่าจีน คือ พี่ใหญ่ของกลุ่ม BRICS การที่เครือข่ายในไทย ร่วมลงนาม MOU บนเวทีนี้ คือ การส่งสัญญาณว่า ภาคธุรกิจเอกชนของไทย พร้อมเปิดประตูสู่บริบทเศรษฐกิจโลกใหม่
ขณะเดียวกัน ไทยก็ได้ประโยชน์จากการเข้าถึงแหล่งทุนและ ตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South) เพื่อลดการพึ่งพาตลาดตะวันตกที่มีความผันผวนสูง
บทสรุป : สมดุลเชิงยุทธศาสตร์ ของประเทศไทย งาน BRICS Forum Thailand 2026 ไม่ได้อยู่แค่ประเด็นของการจับคู่ทางธุรกิจ แต่…คือการประกาศตัวของไทยในฐานะ “พื้นที่เป็นกลาง” (Neutral Ground) ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

ความท้าทายที่ต้องระวัง :แรงกดดันจากตะวันตกการใกล้ชิดกับกลุ่มที่มี รัสเซียและอิหร่าน อาจนำมาซึ่ง การยิ่งต้องระมัดระวังในภาคการเงิน และ ระบบธุรกรรม ระหว่างประเทศ (SWIFT)
ความยั่งยืน ของข้อตกลง : MOU ที่เกิดขึ้น จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ได้จริงหรือไม่ ? หรือ เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางการเมือง
ท้ายที่สุด การเดินเกมครั้งนี้ ของภาคธุกิจเอกชนไทย คือการ “แทงกั๊ก” ที่ชาญฉลาด หรือการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในจุดเสี่ยง ?
คำตอบ อยู่ที่ว่าไทยจะสามารถรักษาความเป็นกลางไปพร้อมกับการแสวงหาผลประโยชน์จาก “โลกเศรษฐกิจใหม่” นี้ได้สมดุล มากเพียงใด
#BRICS #BRICS Forum Thailand 2026
Thaitribune



