ข้าวแช่ถือเป็นหัวใจสำคัญของประเพณีสงกรานต์ของชาวมอญ โดยเชื่อกันว่าเป็นอาหารวิเศษ มีความสะอาดและบริสุทธิ์กว่าอาหารอื่น ๆ และปรุงขึ้นเพื่อบูชาเทวดา รวมถึงแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษและสร้างบุญกุศล อีกทั้งยังนำไปถวายพระสงฆ์ และแบ่งไปส่งผู้หลักผู้ใหญ่ที่นับถือ ส่วนที่เหลือจึงนำมาตั้งวงแบ่งรับประทานกันภายในครัวเรือน โดยคนมอญในไทยจะเรียกว่า “เปิงซังกราน” ส่วนคนมอญแท้ ๆ นิยมเรียกว่า “เปิงด้าจก์” (ข้าวสงกรานต์)
วัฒนธรรมการกินข้าวแช่ของชาวมอญมีมานานแล้ว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าเกิดขึ้นในสมัยใด อย่างไรก็ตาม มีตำนานเรื่องข้าวแช่ที่สืบเนื่องมาจากตำนานสงกรานต์ของมอญ ดังที่ปรากฏในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โดยกล่าวถึงเศรษฐีผู้หนึ่งที่ไม่มีบุตรธิดา อันเป็นที่อับอายแก่ชาวบ้าน และเกิดความทุกข์ใจที่ตนยังขาดผู้สืบทอดมรดก จึงได้บวงสรวงบูชาแด่พระอาทิตย์และพระจันทร์ แต่เมื่อผ่านไป 3 ปีก็ยังไม่มีบุตร
ครั้นถึงเทศกาลปีใหม่ทั่วทั้งชมพูทวีป อันถือเป็นวันมหาสงกรานต์ เศรษฐีจึงพาบริวารไปยังต้นไทรใหญ่ริมน้ำ ซึ่งเป็นที่อยู่ของรุกขเทวดาทั้งหลาย แล้วนำข้าวสารมาล้างน้ำ 7 ครั้ง ก่อนนำไปหุงบูชารุกขเทวดาประจำต้นไทร พร้อมตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร รุกขเทวดาจึงไปทูลขอต่อพระอินทร์ และพระอินทร์ก็ได้ให้เทพบุตรมาจุติเป็นบุตรของเศรษฐีสมความปรารถนา โดยตั้งชื่อว่า “ธรรมบาลกุมาร”
ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึงมีความเชื่อสืบต่อกันมาว่าหากได้กระทำพิธีเช่นว่านี้บูชาต่อเทวดาในวันสงกรานต์ และตั้งจิตอธิษฐานสิ่งใด ๆ ย่อมมีโอกาสสมหวัง
ส่วนข้าวแช่ในประเทศไทย ปรากฏหลักฐานชัดเจนที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยกวีเอกของไทย คือ สุนทรภู่ ยังได้กล่าวถึง “ข้าวแช่” ไว้ในบทกวีว่า “…ฤดูร้อนก่อนเก่าทำข้าวแช่ น่าชมแต่เครื่องกับสำรับฉัน ช่างทำเป็นดอกจอกและดอกจันทน์ งามจนชั้นกระชายทำเหมือนจำปา มะม่วงดิบหยิบดูจึ่งรู้จัก ช่างน่ารักทำเป็นเช่นมัจฉา…”

ข้าวแช่เข้าสู่ราชสำนักสยาม: สืบเนื่องมาจากการเสด็จฯ แปรพระราชฐานของรัชกาลที่ 4 ไปประทับที่พระราชวังพระนครคีรี (เขาวัง) ในครั้งนั้นมีเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น ผู้มีเชื้อสายมอญทางเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง คชเสนี) ซึ่งหลบหนีพม่ามาในสมัยกรุงธนบุรี ได้ติดตามไปถวายงาน ณ พระราชวังพระนครคีรีด้วย
สันนิษฐานว่าในครั้งนั้นเองข้าวแช่ของเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นได้รับการถ่ายทอดไปยังห้องเครื่อง จนบ่าวไพร่สนมกำนัลได้เรียนรู้ และแพร่หลายไปยังสามัญชนในย่านเมืองเพชรบุรีในที่สุด ข้าวแช่สูตรมอญดั้งเดิมของเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นยังคงจับใจผู้ที่ได้ลิ้มลอง แม้แต่รัชกาลที่ 5 ยังทรงกล่าวถึงไว้ว่าหากจะเสวยข้าวแช่ ก็ต้องเป็นข้าวแช่ของเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น
แม้แต่รัชกาลที่ 6 ก็ยังทรงเคารพรักและติดพระทัยในรสมือของเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น และเสด็จมาเยี่ยมเยียนถึงวัง (กรมพระนเรศร์ฯ) อยู่เสมอ โดยเฉพาะในเทศกาลสงกรานต์ ที่ทรงเสด็จมาอวยพรและรดน้ำทุกปีมิได้ขาด.



