หน้าแรกเสียงอิสระประชาชน‘เจฟฟรีย์ แซคส์’ ผู้ลั่นระฆังเตือนภัยสงครามโลกครั้งที่ 3

‘เจฟฟรีย์ แซคส์’ ผู้ลั่นระฆังเตือนภัยสงครามโลกครั้งที่ 3

เผยแพร่

spot_img

“เราอาจกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 3”

จากอดีตอัจฉริยะฮาร์วาร์ด เจ้าของฉายา ‘ร็อคสตาร์ทางเศรษฐศาสตร์’ ผู้ร่วมออกแบบวางรากฐานระบบทุนนิยมให้แก่โลกหลังสงครามเย็น สู่การเป็นนักวิพากษ์นโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ อย่างเผ็ดร้อนที่สุดในปัจจุบัน

‘เจฟฟรีย์ แซคส์’ (Jeffrey Sachs) ผู้อำนวยการสถาบัน Earth Institute มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งดูแลบุคลากรวิชาการกว่า 850 คน เคยเป็นที่ปรึกษาให้แก่รัฐบาลมากกว่า 140 ประเทศ และยังเป็นที่ปรึกษาพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) เขาคือชายผู้เคยพยายามเปลี่ยนโลกด้วย ‘ยาแรง’ มาก่อน แต่ในวันนี้เขากลับก้าวออกมาส่งเสียงเตือนถึงความเย่อหยิ่งของมหาอำนาจ และรอยร้าวของระเบียบโลกที่เขาเคยมีส่วนร่วมสร้างขึ้นมากับมือ

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1990s แซคส์ในวัย 20 ปลาย ๆ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ออกแบบแผนปฏิรูปเศรษฐกิจขนานใหญ่ ที่รู้จักกันในชื่อ ‘ช็อกเทอราปี’ (Shock Therapy) เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจของประเทศในยุโรปตะวันออกและรัสเซียจากสังคมนิยมสู่ตลาดเสรี เขาคือคนในที่ทำงานใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจและองค์กรระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ท่ามกลางความขัดแย้งที่ขยายตัวทั้งในยูเครนและตะวันออกกลาง แซคส์ กลับเลือกที่จะยืนอยู่ในจุดที่ตรงข้ามกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาอย่างชัดเจน เขาส่งสัญญาณเตือนด้วยการระบุว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ ‘ช่วงเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 3’ (World War III) โดยชี้ให้เห็นว่า สาเหตุหลักมาจากนโยบาย ‘ความเป็นเจ้าโลก’ (Hegemony) และการขยายอิทธิพลของนาโต้ (NATO) ซึ่งเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งแทนที่จะเป็นการสร้างสันติภาพ

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้บุคคลซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นกลไกสำคัญ ในฐานะผู้ร่วมวางโครงสร้างระบบโลก มาเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์รากฐานความเชื่อของมหาอำนาจตะวันตกเสียเอง

รากเหง้าของวิกฤตและความเชื่อเรื่องอำนาจเดี่ยว

ในการวิเคราะห์สถานการณ์โลกผ่านมุมมองของ เจฟฟรีย์ แซคส์ สิ่งที่เขามักจะชี้ให้เห็นเป็นลำดับแรก คือการที่ต้นตอของความขัดแย้ง ไม่ได้อุบัติขึ้นจากพฤติกรรมของมหาอำนาจใหม่เพียงลำพัง หากแต่มีรากฐานลึกซึ้งมาจากสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ลัทธิยกเว้นของอเมริกา’ (American Exceptionalism) ซึ่งเป็นฐานคิดที่หล่อหลอมนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน 

ความเชื่อที่ว่าตนมีสิทธิชอบธรรมเหนือรัฐอธิปไตยอื่นในการกำหนดระเบียบโลก ทำให้สหรัฐฯ ตกอยู่ในกับดักของการรักษาความเป็นเจ้าโลก (Hegemony) ผ่านการแทรกแซง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและทางทหาร แซคส์ มองว่าความพยายามที่จะเป็นผู้กุมบังเหียนโลกเพียงหนึ่งเดียวนั้น กลับเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดแรงต้านและสร้างความแตกแยกในระดับสากล

โดยเฉพาะในยุโรปที่เขาเปรียบเปรยว่า เป็นดั่งรัฐบริวารซึ่งกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นและตกอยู่ในสภาวะสับสนจากการต้องแบกรับผลกระทบของนโยบายมหาอำนาจที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทูตอย่างแท้จริง

 วิเคราะห์ 3 สมรภูมิผ่านมุมมองของแซคส์

เมื่อพิจารณาไล่เรียงไปตามพิกัดภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงในปัจจุบัน แซคส์ ฉายภาพให้เห็นถึงจุดเปราะบางที่อาจนำไปสู่หายนะในวงกว้าง โดยเริ่มจากในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเขาวางน้ำหนักไปที่การประณามนโยบายที่มุ่งเป้าทำลายเสถียรภาพของอิหร่าน เขาเห็นว่าความพยายามเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime Change) ไม่ใช่เพียงการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่คือการเปิดประตูสู่สงครามระดับภูมิภาคที่ไม่อาจควบคุมได้ 

ในขณะที่สมรภูมิยูเครนและรัสเซีย แซคส์ วางตัวเป็นนักวิชาการส่วนน้อยที่กล้ายืนยันว่าสงครามครั้งนี้มีจุดกำเนิดจากการเพิกเฉยต่อ ‘เส้นแดง’ (Red Lines) ของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการขยายอิทธิพลของนาโต้ไปทางตะวันออก ซึ่งเขาถือว่าเป็นความล้มเหลวของการทูตที่จงใจละเลยความมั่นคงของอีกฝ่าย 

ความกังวลเหล่านี้ยังครอบคลุมไปถึงสถานการณ์ในเอเชียตะวันออก เมื่อเขาเตือนว่าสหรัฐฯ กำลังใช้วิธีการยั่วยุแบบเดียวกันกับจีนและไต้หวัน แซคส์ มองว่าแนวคิดที่จะดึงนาโต้เข้ามามีบทบาทในเอเชีย คือสัญญาณของความบ้าคลั่งทางนโยบายต่างประเทศ ที่สะท้อนถึงความเย่อหยิ่งอันหลงผิดของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ซึ่งอาจนำไปสู่จุดจบของความมั่งคั่งและสันติภาพที่โลกเคยสั่งสมมา

 พลิกปูมหลัง: จาก ‘Dr. Shock’ สู่ ‘Mr. Aid’

แซคส์ เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1954 ที่เมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ในครอบครัวชาวยิว เติบโตมาในย่านโอ๊คพาร์ค ซึ่งเป็นย่านชานเมืองของดีทรอยต์ ด้วยพรแสวงและสภาพแวดล้อมในวัยเด็ก หล่อหลอมให้เขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นสูง โดยมีคุณพ่อเป็นทนายความด้านแรงงานที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาซึมซับเรื่องความยุติธรรมในสังคมมาตั้งแต่เด็ก

แซคส์ สนใจในเรื่องโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน เป็นเด็กเรียนเก่งระดับหัวกะทิ และมีความสามารถโดดเด่นในวิชาคณิตศาสตร์และสังคมศาสตร์ เขาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ตั้งแต่เป็นนักศึกษาปริญญาตรี โท และเอก จนกระทั่งได้เป็นศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของฮาร์วาร์ด ด้วยวัยเพียง 28 ปี

ในทศวรรษ 1980s และ 1990s ชื่อเสียงของเขาพุ่งทะยานถึงขีดสุดจากบทบาทการนำเสนอแผนปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบเฉียบพลัน หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ช็อกเทอราปี’ (Shock Therapy) 

โดยหลักการของ ช็อกเทอราปี คือการเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจาก ‘ระบบวางแผนจากส่วนกลาง’ (Socialism/Statism) ไปสู่ ‘ระบบตลาดเสรี’ (Free Market) แบบฉับพลัน แทนที่จะค่อยเป็นค่อยไป แซคส์ มองว่าเศรษฐกิจที่ป่วยหนักก็เหมือนคนไข้ในห้องไอซียู ไม่สามารถรักษาด้วยยาค่อย ๆ กินได้ แต่ต้อง ‘ช็อก’ ด้วยมาตรการรุนแรงพร้อมกัน 3 ด้าน นั่นคือ ‘Liberalization’ ปล่อยให้ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาดทันที, ‘Privatization’ รีบขายรัฐวิสาหกิจให้เอกชนโดยเร็ว และ ‘Stabilization’ หยุดการพิมพ์เงินและตัดงบประมาณภาครัฐเพื่อคุมเงินเฟ้อ

แซคส์ เดินทางไปยังโบลิเวีย โปแลนด์ และรัสเซีย เพื่อรังสรรค์แผนการปรับโครงสร้างที่เน้นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการเปิดเสรีตลาดอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาอาการเงินเฟ้อรุนแรงและวิกฤตเศรษฐกิจ ทว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในรัสเซียหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตกลับกลายเป็นบาดแผลสำคัญในทางวิชาการ เมื่อนโยบายที่เขาออกแบบไม่ได้นำไปสู่ความมั่งคั่งที่กระจายตัว แต่กลับเปิดช่องให้กลุ่มอภิสิทธิ์ชนยึดครองทรัพยากรประเทศจนเกิดความเหลื่อมล้ำสุดโต่ง 

เริ่มต้นจากโบลิเวีย ในปี 1985 ขณะนั้นประเทศนี้กำลังเผชิญเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 24,000% แซคส์ ในวัยเพียง 30 ปี เข้าไปเป็นที่ปรึกษาและใช้ Shock Therapy จนสามารถหยุดเงินเฟ้อได้ในเวลาไม่กี่เดือน

ต่อมาที่โปแลนด์ ช่วงปี 1989-1990 หลังการล่มสลายของคอมมิวนิสต์ แซคส์ ช่วยออกแบบแผน ‘Balcerowicz Plan’ ซึ่งแม้ในช่วงแรกจะทำให้คนตกงานและข้าวยากหมากแพง แต่ในระยะยาว โปแลนด์กลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดในยุโรปตะวันออก ความสำเร็จสองที่นี้ ทำให้เขากลายเป็น ‘ด็อกเตอร์ช็อก’ (Dr. Shock) ที่หลายประเทศต้องการตัว

แต่ความเกี่ยวข้องที่อื้อฉาวที่สุด อยู่ที่รัสเซีย ในช่วงปี 1991-1993 ภายใต้ประธานาธิบดี ‘บอริส เยลต์ซิน’ แซคส์ พยายามนำพิมพ์เขียวเดิมไปใช้ แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม การปล่อยราคาสินค้าเสรีและการเร่งแปรรูปรัฐวิสาหกิจในรัสเซีย ไม่ได้สร้างตลาดเสรีที่โปร่งใส แต่กลับเปิดทางให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือ ‘โอลิการ์ช’ (Oligarchs) เข้ามาฮุบทรัพยากรของชาติ

เศรษฐกิจรัสเซียล่มสลาย ค่าเงินรูเบิลไร้ค่า และประชาชนตกอยู่ในความยากแค้นอย่างแสนสาหัส แซคส์ มักจะแก้ต่างว่าความล้มเหลวนี้ไม่ได้เกิดจากตัวทฤษฎี แต่เกิดจาก ‘การเมืองรัสเซียที่คอร์รัปชัน’ และ ‘ตะวันตก’ (โดยเฉพาะสหรัฐฯ) ที่ไม่ยอมส่งความช่วยเหลือทางการเงินตามที่เขาร้องขอ เหมือนที่เคยช่วยโปแลนด์

จากความล้มเหลวในครั้งนั้น มีการวิเคราะห์กันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านทางความคิดของแซคส์ จากความเชื่อมั่นในกลไกตลาดแบบสุดทาง ไปสู่การให้ความสำคัญกับมนุษยธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น จนได้รับฉายาใหม่ว่า ‘มิสเตอร์เอด’ (Mr. Aid) ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังโครงการขจัดความยากจนระดับโลกของสหประชาชาติ 

นอกจากบทบาททางวิชาการ แซคส์ ยังเป็นผู้อำนวยการเครือข่าย UN Sustainable Development Solutions Network และเป็นประธานคณะกรรมาธิการของ UN ด้านสุขภาพ การพัฒนา และความสุข เขาเป็นผู้ริเริ่มโครงการ ‘หมู่บ้านแห่งสหัสวรรษ’ (Millennium Villages) ซึ่งดำเนินการใน 10 ประเทศในภูมิภาคซับซาฮาราของแอฟริกา และเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก

 เสียงวิพากษ์และข้อโต้แย้งในพื้นที่วิชาการ

อย่างไรก็ดี การที่ แซคส์ หันมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ อย่างรุนแรงในระยะหลัง ทำให้เขากลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งในแวดวงวิชาการอีกครั้ง ประเด็นที่แหลมคมที่สุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2023 เมื่อกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์กว่า 300 คน ในนาม ‘นักเศรษฐศาสตร์เพื่อยูเครน’ (Economists for Ukraine) ร่วมกันลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกเพื่อประณามท่าทีของเขาที่มีต่อสงครามรัสเซีย-ยูเครน 

ข้อกล่าวหาหลักระบุว่า ข้อวิเคราะห์ของ แซคส์ เป็นการผลิตซ้ำชุดคำอธิบายของฝ่ายรัสเซีย และเป็นการละเลยต่ออำนาจอธิปไตยรวมถึงเจตจำนงของประชาชนชาวยูเครน โดย แซคส์ ได้ตอบโต้ข้อกล่าวหาเหล่านี้ด้วยการยืนยันว่า จุดยืนของเขาไม่ใช่การต่อต้านยูเครน แต่เป็นการต่อต้านการใช้กำลังทหารที่ไร้จุดสิ้นสุด และความเข้าใจผิดต่อจุดยืนของเขานั้น เกิดจากการที่ผู้คนตกอยู่ภายใต้โฆษณาชวนเชื่อของสงคราม จนหลงลืมความสำคัญของการทูตซึ่งเป็นเครื่องมือเดียวที่จะหยุดยั้งหายนะได้ 

ความขัดแย้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าในโลกที่แบ่งขั้วอย่างชัดเจน แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการถูกตราหน้า เมื่อเขาเลือกที่จะส่งเสียงที่ต่างออกไปจากความมั่นคงของกระแสหลัก

 ทางออกเดียวคือการทูตและสันติภาพ

บทเรียนจากการเดินทางของ เจฟฟรีย์ แซคส์ ตั้งแต่ยุคที่เขาพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจด้วย ‘ยาแรง’ มาจนถึงวันที่เขาส่งเสียงเตือนเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 3 คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านในระเบียบโลกที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น 

ข้อเสนอสุดท้ายของเขาสมเหตุสมผลในเชิงทฤษฎี แต่กลับท้าทายยิ่งในทางปฏิบัติ นั่นคือการเรียกร้องให้มหาอำนาจยอมรับ ‘ความเป็นพหุขั้ว’ (Multipolarity) ของอำนาจโลกในปัจจุบัน แซคส์ เชื่อว่าทางออกเดียวที่จะดึงมนุษยชาติออกจากปากเหวของหายนะ คือการปฏิรูปกลไกสหประชาชาติ (UN 2.0) ให้กลับมาเป็นพื้นที่แห่งการเจรจาที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงเวทีเพื่อการข่มขู่ทางพหุภาคี

เขาย้ำเตือนว่าเป้าหมายทางนโยบายต่างประเทศที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด คือการกันสหรัฐอเมริกาและมหาอำนาจอื่น ๆ ให้ออกห่างจากวังวนของสงครามครั้งใหม่ เพราะในยุคสมัยของอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงเช่นปัจจุบัน ‘ชัยชนะ’ อาจเป็นเพียงนิยามที่ไม่มีอยู่จริงสำหรับใครเลย 

จุดยืนทางความคิดของแซคส์ในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือเสียงสะท้อนจากคนวงในที่เคยเห็นความล้มเหลวของนโยบายจากเบื้องบน และกำลังพยายามเตือนให้โลกตระหนักว่า สันติภาพไม่ได้สร้างขึ้นจากการเอาชนะ แต่สร้างขึ้นจากการยอมรับในความแตกต่างและการหันหน้าเข้าสู่โต๊ะเจรจาอย่างจริงใจ

ท่ามกลางโลกที่กำลังสับสนและหวาดกลัวต่อสงครามโลกครั้งใหม่ เรื่องราวของชายผู้นี้อาจเป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญที่สุดว่า บางครั้งชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ไม่ใช่การพิชิตดินแดนหรือศัตรู แต่คือการเอาชนะ ‘ความเย่อหยิ่ง’ ในใจเราเอง เพื่อรักษาบ้านหลังเดียวที่เรามีร่วมกันนี้ไว้ให้พ้นจากเปลวเพลิงแห่งความขัดแย้ง.

เรื่อง: เอกประภู บรรณสรณ์ ภาพ: Getty Images 

#ThePeople #TheLegend #เจฟฟรีย์แซคส์ #JeffreySachs #Geopolitics #WorldWar3 #ShockTherapy #PeaceDiplomacy #USForeignPolicy #ภูมิรัฐศาสตร์

ข่าวล่าสุด

วันนี้    “วิสาขบูชาสากลโลก”  2569  พลวัตแห่งศรัทธาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประชาคมโลกต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงภูมิรัฐศาสตร์อันสลับซับซ้อนและวิถีทุนนิยมที่เร่งรัด วันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2569 ยิ่งทวีความสำคัญในฐานะหมุดหมายเชิงอุดมการณ์ที่เตือนใจให้มนุษยชาติหันกลับมาพิจารณาถึงความสงบภายในอันเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่แท้จริง

“A Spectacular Convergence of Faith and Culture: Wat Sarod Celebrates New Preceptor”

"Bangkok’s historic Wat Sarod, located in the Rat Burana District, is set to host an extraordinary cultural and religious milestone on May 30, 2026.

โปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำเวียตนาม เข้าเฝ้าฯ  มุ่งเจรจาการค้าพลิกฟื้น…เสถียรภาพอินโดจีน

ในวโรกาสอันเป็นนิมิตหมายอันดีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายโต เลิม และคณะผู้แทนเวียดนาม เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

หรือ…ตราชั่งชำรุดที่จุดเริ่มต้น ?  เมื่อศาลตัดสินจำคุกอดีต ประธาน ปปช.กับพวก

วานนี้ คำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่สั่งจำคุกอดีตประธาน ปปช. และกรรมการ กรณีปกปิดข้อความเอกสารคดีนาฬิกาหรู แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวแรกของกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลต้นที่ยังไม่ถึงที่สุด

ข่าวอื่นๆ

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ตั้ง 10 คำถามที่รัฐบาลต้องตอบ แลนด์บริดจ์ ก้าวสู่ความรุ่งเรือง หรือกับดักอธิปไตยที่ผูกมัดอนาคตลูกหลาน?

ตั้งคำถามที่น่ากังวลของโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อให้รัฐบาลไขความกระจ่างให้ประชาชนรับทราบ ก่อนที่จะกลายเป็นภาระผูกพันชั่วชีวิตของคนรุ่นหลาน