สงเคราะห์เกษตรกร หรือ สงครามราคาที่ฆ่าแม่ค้ารายย่อย ?
ท่ามกลางสภาวะผลผลิตทุเรียนปี 2569 ที่ทะลักล้นตลาดเพิ่มขึ้นกว่า 30% จากปีก่อนหน้า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงตัดสินใจใช้กลยุทธ์รวดเร็วแบะดุเดือด Fast & Furious ด้วยการดึงตัวแม่วงการ Live Commerce อย่าง ‘พิมรี่พาย’ มาเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันระบายสินค้าเกรดรองในราคา “ลูกละ 100 บาท” เพื่อแก้ปัญหาสินค้าค้างสวนทับถมประชาชน
ทว่าการขยับตัวครั้งนี้กลับจุดชนวนความขัดแย้งกับพ่อค้าแม่ค้าปลีกทั่วประเทศที่มองว่า รัฐกำลังใช้อำนาจและทุนใหญ่ลงมาดัมพ์ราคาสู้กับประชาชนเสียเอง
ต้นตอของโปรเจกต์นี้เริ่มจาก “โจทย์หิน” ที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเผชิญ เมื่อปริมาณทุเรียนพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การรอคอยคำสั่งซื้อจากต่างประเทศหรือกลไกตลาดปกติอาจไม่ทันการ นางศุภจี จึงเลือกทางลัดผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งหวังให้เกิดการระบายทุเรียนกลุ่ม “เกรดรอง” ที่มักจะเป็นปัญหาคอขวดในตลาด แต่ราคาที่ประกาศออกไปกลับกลายเป็น “มีดสองคม” ที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงโครงสร้างราคาขายปลีกในระดับชุมชน
ในขณะที่ราคาตลาดทั่วไปทรงตัวอยู่ที่กิโลกรัมละ 120-150 บาท การโผล่มาของทุเรียน “ลูกละร้อย” ได้สร้างความสับสนอย่างรุนแรงต่อผู้บริโภค แม้ในข้อเท็จจริงจะเป็นสินค้าคนละเกรดและใช้วิธีการชั่งตวงวัดที่ต่างกัน แต่ในเชิงจิตวิทยาการตลาด “ราคา 100 บาท” ได้กลายเป็นฐานอ้างอิงใหม่ที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้าปลีกรายย่อยถูกมองว่าเป็นผู้ค้ากำไรเกินควรทันที
สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐอาจลืมคำนวณ “ค่าเสียโอกาส” และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานเดิมที่ประคองเศรษฐกิจฐานรากมาโดยตลอด
การร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์สะท้อนภาพลักษณ์ความทันสมัยของกระทรวงพาณิชย์ยุคใหม่ แต่มันกลับตอกย้ำปัญหาการจัดการผลผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพในระยะยาว การเลือกพึ่งพา “ทางลัด” ผ่านช่องทางส่วนบุคคลมากกว่าการสร้างระบบสหกรณ์หรือตลาดกลางที่แข็งแกร่ง กำลังถูกตั้งคำถามว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน หรือเป็นเพียงการสร้าง “อีเวนต์ข่าว” เพื่อกลบภาพความล้มเหลวในการบริหารจัดการล่วงหน้าก่อนที่ผลผลิตจะล้นตลาด
หากโมเดลนี้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ ความเสี่ยงจะตกอยู่ที่เกษตรกรในระยะยาว เพราะเมื่อใดที่อินฟลูเอนเซอร์เลิกให้ความสนใจ หรือกระแสความนิยมเปลี่ยนไป เกษตรกรจะไม่มีอำนาจต่อรองเหลืออยู่ในมือ เนื่องจากโครงสร้างตลาดขายปลีกรายย่อยถูกทำลายลงไปแล้วจากการดัมพ์ราคาครั้งนี้
การที่รัฐสนับสนุนให้เกิดการผูกขาดการกระจายสินค้าผ่านมืออาชีพเพียงไม่กี่คน จึงเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่น่ากังวลยิ่งกว่าราคาผลผลิตตกต่ำเพียงฤดูกาลเดียว
ท้ายที่สุด ปรากฏการณ์ “ทุเรียนศุภจี-พิมรี่พาย” อาจจบลงด้วยตัวเลขยอดขายที่สวยหรูในรายงานสรุปการประชุมของกระทรวงฯ แต่ในโลกความเป็นจริง พ่อค้าแม่ค้ารถเข็นและแผงทุเรียนข้างทางกำลังนั่งมองกองผลไม้ของตนด้วยสายตาสิ้นหวัง เพราะราคา “ลูกละร้อย” ได้ทำลายมนต์ขลังของ “ราชินีผลไม้” ให้กลายเป็นเพียง “สินค้าตัดราคา” ในตลาดสดออนไลน์ไปเสียแล้ว และหากปีหน้าผลผลิตพุ่งสูงขึ้นอีก 30% รัฐอาจต้องเตรียม “ไลฟ์สดขายเอง” เพื่อแข่งขันกับประชาชนอย่างเต็มรูปแบบเสียที
2569-04-29 “ชัยทัศน์”



