ครป. แถลงการณ์จี้เปิดเวทีฟังภาคประชาสังคม
ตีแผ่ปัญหาความเหลื่อมล้ำและผลประโยชน์ทับซ้อน
เมื่อเสียงของกลุ่มทุนส่งผลต่อนโยบายรัฐมากกว่าเสียงของประชาชน และความท้าทายในการบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล
เหตุการณ์ที่ผู้นำรัฐบาลเปิดห้องประชุมร่วมหารือแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจกับผู้แทนจาก 38 กลุ่มประเภทธุรกิจชั้นนำของประเทศ กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกมาเคลื่อนไหวส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจัง ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลมักเน้นการรับฟังกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทว่ากลับละเลยเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและกลุ่มแรงงานอย่างเห็นได้ชัด นอกเหนือจากประเด็นความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงผู้กำหนดนโยบายแล้ว เหตุการณ์นี้ยังเชื่อมโยงไปถึงทัศนคติของคนในรัฐบาลต่อเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญว่า นโยบายสาธารณะของประเทศกำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นธรรมและธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน
ชนวนเหตุของประเด็นข่าวในครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นจากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดทำเนียบรัฐบาลเพื่อร่วมหารืออย่างเป็นทางการกับผู้แทนจาก 38 กลุ่มประเภทธุรกิจชั้นนำของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันหาแนวทางยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนการลงทุน
ทว่าหลังจากภาพการประชุมดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปแค่ข้ามวัน นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ได้ออกมาเคลื่อนไหวทันที โดยแถลงการณ์จี้ให้รัฐบาลเร่งจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนและกลุ่มแรงงานในลักษณะเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะการรับฟังความข้างเดียวจากกลุ่มทุนที่อาจนำไปสู่ปัญหาการผูกขาดทางการค้า
แรงสะท้อนกลับจากภาคประชาสังคมโดย ครป. ได้เปิดเผยให้เห็นถึงปัญหาสำคัญในเรื่องความเท่าเทียมในการรับฟังความคิดเห็น การที่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงผู้กำหนดนโยบายระดับสูงสุดได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ภาคแรงงาน ภาคเกษตรกรรม และผู้ประกอบการรายย่อยกลับยังไม่มีพื้นที่ในลักษณะดังกล่าว สะท้อนถึงปัญหา “ความไม่สมมาตรของอำนาจในการต่อรอง” ซึ่งส่งผลให้นโยบายเศรษฐกิจหลังจากนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะตอบสนองเพียงความต้องการของกลุ่มทุน มากกว่าการแก้ไขปัญหาปากท้องและความเดือดร้อนของคนส่วนใหญ่ในชาติ
ประเด็นที่ ครป. หยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ควบคู่กัน คือความเข้าใจเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองบางคน ซึ่งมักแสดงออกผ่านทัศนคติที่มองเพียงแง่มุมทางกฎหมาย เช่น คำชี้แจงเมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของเครือญาติในทำนองว่า ญาติไปกว้านซื้อที่ดินแล้วเกี่ยวอะไรกับเขา ประโยคนี้ถูกมองว่า สะท้อนความคิดที่ยังขาดความตระหนักรู้เชิงจริยธรรม เนื่องจากนโยบายหรือข้อมูลภายในของรัฐไม่ควรถูกนำไปเอื้อประโยชน์ให้แก่เครือข่ายพวกพ้อง ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม
เมื่อนำปัจจัยทั้งหมดมาเชื่อมโยงกัน ปัญหาใหญ่ของชาติที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังข่าวนี้คือ ปรากฏการณ์ของ “กลุ่มทุนที่ผงาดและมีอำนาจเหนือตลาด” จนอาจสามารถส่งอิทธิพลต่อทิศทางนโยบายรัฐได้ โครงสร้างเศรษฐกิจที่ปล่อยให้ทุนไม่กี่กลุ่มเติบโตและกินรวบธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่เพียงแต่จะทำลายระบบการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม แต่ยังเป็นการปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่และกลุ่ม SMEs ส่งผลให้กลไกทางเศรษฐกิจของประเทศสูญเสียความยืดหยุ่นและเผชิญกับวิกฤตความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น
นักวิชาการหลายกลุ่ม มีความเห็นว่า รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ไขปัญหานี้ด้วยมาตรการที่เด็ดขาด ประการแรกคือการปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้าให้มีประสิทธิภาพในการควบคุมพฤติกรรมการผูกขาดและการใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างแท้จริง ประการต่อมาคือการยกระดับมาตรฐานทางจริยธรรมและกฎหมายเกี่ยวกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยต้องขยายขอบเขตการตรวจสอบให้ครอบคลุมถึงพฤติกรรมและการถือครองสินทรัพย์ของเครือญาติสนิทของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อป้องกันการใช้ช่องว่างทางนโยบายแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องกล้าดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างภาษี โดยเฉพาะภาษีทรัพย์สินและภาษีความมั่งคั่งในอัตราก้าวหน้า เพื่อนำกำไรส่วนเกินจากกลุ่มทุนใหญ่กลับคืนมาจัดสรรเป็นสวัสดิการและการศึกษาให้แก่ประชาชน และสิ่งสำคัญที่ต้องทำทันทีคือการสร้าง “ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ” ด้วยการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคมและกลุ่มแรงงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เสียงของภาคประชาชนทำหน้าที่คานงัดและร่วมกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศให้มีความสมดุล
ความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่อาจขับเคลื่อนผ่านการจัดสรรทรัพยากรให้แก่กลุ่มทุนส่วนบนเพียงอย่างเดียวได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยการเติบโตที่ครอบคลุมและเป็นธรรม ซึ่งต้องตระหนักว่า ภาคประชาสังคมและกลุ่มแรงงานไม่ใช่เพียงผู้รับผลกระทบจากนโยบาย แต่คือฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนอุปสงค์ภายในประเทศและการสร้างผลิตภาพ การละเลยเสียงสะท้อนจากฐานราก ย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อการเกิดวิกฤตความเหลื่อมล้ำและเสถียรภาพทางการเมือง
ดังนั้น การเร่งจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อแสวงหาจุดสมดุลระหว่างรัฐ ทุน และประชาชน จึงไม่ใช่ทางเลือกเชิงนโยบาย แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน
2569-05-18 “ชัยทัศน์”



