สร้างประวัติศาสตร์ผู้บริโภคฟ้อง META (Facebook)
เมื่อประชนต้องออกรบเอง ชำแหละรอยร้าวกลไกรัฐที่ปล่อยให้ประชาชนเผชิญหน้ามาเฟียดิจิทัล
หมุดหมายวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) จะนำทีมผู้เสียหายฟ้องบริษัท เมตา (Meta Platforms, Inc.) ต่อศาลแพ่ง ในคดีผู้บริโภคแบบกลุ่ม จากปมสินค้าไม่ตรงปกและเพจหลอกลวง ถือเป็นมหากาพย์ “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” ภาคปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริงบนแผ่นดินไทย การลุกขึ้นสู้ของภาคประชาชนครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การประกาศสงครามกับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลกที่โกยรายได้โฆษณาบนคราบน้ำตาคนไทยเท่านั้น แต่เป็นป้ายประจานขนาดใหญ่ที่ส่งไปถึง “กลไกรัฐไทย” ที่ต่างคนต่างทำจนไร้พลัง ปล่อยปละละเลยจนทำให้ประชาชนผู้เสียภาษีต้องตกอยู่ในสภาพถูกโดดเดี่ยว และต้องกลายร่างเป็น “แจ็คตัวเล็ก ๆ” ที่ออกไปกวัดแกว่งดาบสู้กับยักษ์ข้ามชาติตามลำพัง
การลุกขึ้นสู้ของภาคประชาชนครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การประกาศสงครามกับทุนเทคโนโลยีข้ามชาติที่โกยรายได้โฆษณาบนคราบน้ำตาคนไทยเท่านั้น แต่เป็นป้ายประจานขนาดใหญ่ที่ส่งไปถึง “กลไกรัฐไทย” ที่ปล่อยปละละเลย ขาดการบูรณาการ จนทำให้ประชาชนผู้เสียภาษีต้องตกอยู่ในสภาพ “ถูกโดดเดี่ยวให้ไปออกรบกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกตามลำพัง”
จากคำแถลงของสภาผู้บริโภคเมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา พบว่าสถิติความเสียหายจากการซื้อสินค้าออนไลน์แล้วไม่ตรงปกหรือไม่ได้รับสินค้า มีการร้องเรียนเข้ามาสูงถึงกว่า 6,100 เรื่อง และในจำนวนนี้เป็นภัยที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก (Facebook) สูงถึงเกือบ 3,800 เรื่อง หรือคิดเป็นร้อยละ 61 ของความเสียหายทั้งหมด ตัวเลขนี้สอดรับกับรายงานของศูนย์ปราบปรามภัยออนไลน์ที่ชี้ว่า เพียงแค่ 4 เดือนแรกของปี 2569 นี้ มูลค่าความเสียหายรวมของคนไทยพุ่งสูงทะลุ 7,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นหลักฐานว่านี่ไม่ใช่เรื่องร้องเรียนกระจุกกระจิก แต่เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจระดับครัวเรือนที่เกิดขึ้นทุกนาที
เมื่อหันมามองฝั่งหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง คำถามสำคัญคือ “รัฐไทยทำอะไรอยู่?” แม้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จะมีศูนย์ AOC 1441 และพยายามประสานงานปิดเพจปลอม หรือสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) จะมีกฎหมาย DPS บังคับให้แพลตฟอร์มมาแจ้งข้อมูล แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นเพียงการ “วิ่งไล่ตามมิจฉาชีพ” เช่นเดียวกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่แม้ออกมาตรการควบคุมระบบเก็บเงินปลายทาง แต่ก็คุมได้แค่บริษัทขนส่งปลายเหตุ ขณะที่ตำรวจไซเบอร์ก็จมอยู่กับกองสำนวนคดีบัญชีม้า โดยไม่มีหน่วยงานรัฐใดสามารถใช้อำนาจทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดในการ “กดดันหรือลงดาบ” ตัวแพลตฟอร์มต้นตออย่างเมตาให้ลุกขึ้นมารับผิดชอบได้เลย
การที่หน่วยงานรัฐต่างคนต่างทำหน้าที่ตามกรอบกฎหมายของตัวเอง โดยไม่มีเจ้าภาพหลักที่ลุกขึ้นมาตั้งโต๊ะเจรจาเชิงนโยบายระดับประเทศเพื่อบีบให้เมตาตั้งระบบคัดกรองโฆษณาตั้งแต่ต้นทาง ได้ทำให้เกิดสุญญากาศขนาดใหญ่ ผลลัพธ์คือกลไกรัฐทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแค่การเป็น “ผู้รับแจ้งความและคอยปลอบใจเหยื่อ” เหล่ามิจฉาชีพสัญชาติไหนก็ได้จึงหาช่องทางหอบเงินมาซื้อโฆษณา เจาะระบบสแกนกระเป๋าเงินคนไทยอย่างเสรี
การที่สภาผู้บริโภคต้องหันไปพึ่งกระบวนการศาลเพื่อทำคดีกลุ่มในครั้งนี้ จึงเป็นหลักฐานชัดเจนว่าประชาชนหมดที่พึ่งจากกลไกบริหารของรัฐบาล และต้องลุกขึ้นมาสร้างอำนาจต่อรองด้วยตัวเอง
ในสหภาพยุโรป รัฐบาลร่วมมือกันบังคับใช้กฎหมาย DSA (Digital Services Act) จน” เมตา“ต้องยอมสยบ ตั้งระบบตรวจสอบผู้ยิงโฆษณาอย่างเข้มงวด หรือในออสเตรเลียและสหรัฐฯ หน่วยงานรัฐเป็นผู้เปิดหน้าชก ยื่นฟ้องแพลตฟอร์มข้ามชาติด้วยตัวเองเพื่อปกป้องพลเมืองของเขา แต่ในประเทศไทย เมตากลับสามารถลอยตัวเหนือปัญหา เพิกเฉยต่อข้อเสนอและหนังสือเตือนของสภาผู้บริโภคที่ส่งไปนานเกือบสองปี เพราะพวกเขารู้ดีว่ากลไกรัฐไทยไม่มีบทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรงพอที่จะทำอะไรทุนระดับแสนล้านดอลลาร์เช่นนี้ได้
สื่อโซเชียลต่างอัศจรรย์ใจในความอัจฉริยะแบบกึ่งสำเร็จรูปของปัญญาประดิษฐ์ AI ค่ายเมตา ยามที่ผู้ใช้บริการชาวไทยเผลอโพสต์รูปภาพล้อเลียนการเมือง เขียนคำประชดประชันขำ ๆ หรือแบ่งปันภาพวิถีชีวิตชาวบ้านที่แฝงความเซ็กซี่เล็กน้อย ระบบคัดกรองเนื้อหาของเฟซบุ๊กกลับทำงานได้อย่างเฉียบคม ว่องไว ดั่งตาสับปะรด สามารถสั่ง “แบน” ลบโพสต์ และปิดกั้นการมองเห็นได้ภายในเสี้ยววินาที ราวกับมีจริยธรรมอันสูงส่งคอยพิทักษ์โลก
การบริหารจัดการเนื้อหา ของแพลตฟอร์มเมตา มีความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างอย่างเด่นชัด ในแง่หนึ่ง ระบบปัญญาประดิษฐ์ AI สามารถตรวจจับและจำกัดการเข้าถึงข้อความหรือรูปภาพทั่วไปของผู้ใช้งานปกติได้อย่างรวดเร็วตามมาตรฐานชุมชน แต่ในอีกแง่หนึ่ง ระบบตรวจสอบสิทธิ์กลับมีช่องโหว่ในการคัดกรองบัญชีโฆษณาเชิงพาณิชย์ ที่กลุ่มมิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางกระจายสินค้าไม่ตรงปกและข้อเสนอหลอกลวง ซึ่งกรณีดังกล่าวสร้างข้อกังขาอย่างรุนแรงเกี่ยวกับความโปร่งใสและบรรษัทภิบาล ขององค์กรเทคโนโลยีข้ามชาติ
ในการคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคในระดับท้องถิ่น
การใช้สิทธิทางศาลครั้งนี้ เป็นสัญญาณให้รัฐบาลไทยและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สคบ. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าจำเป็นต้องยกระดับการบูรณาการทางกฎหมายร่วมกันอย่างเร่งด่วน เพื่อจัดทำกรอบมาตรการเชิงรุกในการควบคุมและปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของพลเมืองอย่างเป็นรูปธรรม แทนการปล่อยให้กลไกภาคประชาชนต้องเผชิญความเสี่ยงและแบกรับภาระทางคดีความตามลำพังในสมรภูมิดิจิทัลระดับสากล
2569-06-08 “ชัยทัศน์”



