หวูดเรือทอดเสียงยาว เตือนให้รีบขึ้นเรือ….
เรือสำราญขนาดใหญ่จอดนิ่งอยู่ที่ท่า ท่ามกลางแสงไฟยามค่ำที่สะท้อนเป็นริ้วสั่นไหวบนผิวน้ำ ผู้โดยสารกำลังทยอยขึ้นเรือทีละกลุ่ม
เสียงล้อกระเป๋าลากครูดไปกับพื้นสะพานเหล็กสลับกับเสียงพูดคุยของนักท่องเที่ยวที่กำลังเริ่มต้นการเดินทางยาวหลายวันกลางทะเล พนักงานของเรือยืนต้อนรับอยู่สองข้างทางด้วยท่าทีสุภาพและรอยยิ้มที่ฝึกมาอย่างดี
หนุ่มใหญ่ท่าทางทะมัดทะแมงก้าวขึ้นมาพร้อมกับผู้โดยสารกลุ่มนั้น เขาแต่งตัวเรียบง่ายไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไป พนักงานรับกระเป๋าเดินทางส่งไปยังห้องพักแล้ว เหลือเพียงกระเป๋าถือใบเล็กที่เขายังถือไว้ติดตัว

เขาเดินผ่านล็อบบีกว้างเหมือนสนามฟุตบอลของเรือยักษ์ที่สว่างด้วยโคมไฟระย้า ก่อนจะหยุดยืนใกล้ราวระเบียงชั้นสองซึ่งสามารถมองลงไปเห็นผู้โดยสารที่ยังเดินขึ้นเรือไม่ขาดสาย
การเดินทางของเรือลำนี้จะใช้เวลาหกคืนก่อนกลับเข้าฝั่ง ผู้โดยสารส่วนใหญ่กำลังพูดถึงอาหารค่ำ โปรแกรมการแสดง หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่เรือจะจอดแวะระหว่างทาง บางคนยืนถ่ายรูป บางคนรีบตรงไปยังลิฟต์เพื่อหาห้องพักของตน บรรยากาศเต็มไปด้วยความผ่อนคลายของผู้คนที่กำลังจะเริ่มต้นวันท่อบเที่ยวอันสนุกสนานท่ามกลางใต้น่านฟ้าเหนือทะเลลึก

ชายหนุ่มมองภาพทั้งหมดนั้นเงียบ ๆ สายตาของเขาไม่ได้สนใจทิวทัศน์หรือความหรูหราของเรือสำราญ แต่กำลังพิจารณาผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างละเอียด เหมือนกำลังจดจำใบหน้าและท่าทางของแต่ละคน
คนแล้วคนเล่าที่เดินผ่าน เหมือนเขาจะเก็บภาพเหล่านั้นไว้ในความจำ…
ก่อนออกเดินทาง เขาได้รับข้อมูลเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับภารกิจครั้งนี้
“เหรียญวิเศษ” ..เครื่องรางโบราณจากอียิปต์ชิ้นหนึ่งได้หายไปจากองค์กรสะสมของเก่า มันเป็น“รูปสลักหิน” สีทองอร่ามขนาดเล็ก แกะเป็นรูปสัญญลักษณ์เทพเจ้าจากสุสานโบราณในดินแดนลุ่มแม่น้ำไนล์
ผู้ที่เชื่อในเรื่องอำนาจของมันกล่าวว่ามันเป็นของศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์ในการดลบันดาลเรื่องโหดร้ายกลายเป็นดีมาแล้ว ขณะที่ในตลาดมืดราคาของมันสูงพอจะทำให้คนจำนวนไม่น้อยยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อครอบครอง
ผู้ที่ส่งเขามาไม่ได้บอกว่าเครื่องลางนั้นอยู่กับใคร หรืออยู่ที่ใดบนเรือลำนี้ เขาได้รับเพียงคำบอกสั้น ๆ ว่า คนที่เกี่ยวข้องกับมันกำลังเดินทางไปกับเรือลำเดียวกัน และหากติดตามคนผู้นั้นอย่างใกล้ชิด สักวันหนึ่งก็จะนำไปสู่ที่ซ่อนของเครื่องลาง
นั่นคือเหตุผลที่เขายืนมองผู้โดยสารทุกคนที่กำลังก้าวขึ้นเรือในคืนนี้

วู๊ด ดดดด….ดด !
เสียงหวูดเรือดังขึ้นยาวและทุ้ม สะพานเหล็กเริ่มถูกยกเก็บ ลูกเรือบางคนเดินตรวจตราบริเวณดาดฟ้า ผู้โดยสารกลุ่มสุดท้ายรีบก้าวขึ้นมา ก่อนที่การเดินทางกลางทะเลจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ
ชายหนุ่มยังคงยืนอยู่ตรงระเบียง มองผู้คนที่ค่อย ๆ กระจายตัวหายไปตามทางเดินและบันไดของเรือสำราญ เขารู้ดีว่าตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์จากนี้ เขาจะต้องเฝ้าสังเกต ติดตาม และอดทนรอจังหวะที่เหมาะสม…
จะโหดร้ายเลือดตกยางออก หรือล้มหายตายจาก…ก็ได้ !
แต่..ไม่ว่ามันจะซ่อนอยู่ที่ใด ?
หรืออยู่ในมือ…ของใคร ?
เขาจะต้องตามหาเครื่องลางจากอียิปต์ชิ้นนั้นให้พบ และนำมันกลับไปให้ได้ ไม่ว่าการเดินทางครั้งนี้จะยากลำบากเพียงใดก็ตาม
คืนแรกของการเดินทางผ่านไปอย่างช้า ๆ เรือสำราญแล่นออกสู่ทะเลเปิดจนแสงไฟจากฝั่งเลือนหายไปในความมืด รอบตัวมีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่สั่นสะเทือนอยู่ลึกใต้พื้นเรือ และเสียงคลื่นกระทบลำเรือเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ตลอดสองวันแรก เขาใช้เวลาส่วนใหญ่เดินสำรวจเรือ เขาไปแทบทุกแห่งที่ผู้โดยสารนิยมไปพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นดาดฟ้า ห้องชมภาพยนตร์ ห้องเล่นไพ่ หรือบาร์ที่เปิดเพลงเบา ๆ ในตอนกลางคืน เขาไม่เคยอยู่ที่ใดนานเกินไป และไม่เคยทำตัวโดดเด่นพอให้ใครจดจำ
สิ่งที่เขาทำมีเพียงอย่างเดียว
เฝ้าดูผู้คน….!
บางครั้งเขานั่งอยู่มุมหนึ่งของบาร์ ฟังเสียงแก้วกระทบกันและเสียงหัวเราะของนักท่องเที่ยว บางครั้งเขาเดินผ่านโรงภาพยนตร์เล็ก ๆ ที่กำลังฉายหนังเก่าให้ผู้โดยสารดูในยามค่ำ หรือยืนอยู่ตรงระเบียงดาดฟ้าซึ่งมองเห็นทะเลดำมืดสุดสายตา
แต่เขายังไม่พบใครที่ดูเกี่ยวข้องกับเครื่องลางที่เขาตามหา …

ยามเย็นวันที่สาม …….
เขาเข้าไปนั่งในห้องอาหารหลักของเรือ ห้องนั้นกว้างและสว่างด้วยโคมไฟระย้า โต๊ะอาหารเรียงเป็นระเบียบ พนักงานเสิร์ฟเดินไปมาพร้อมถาดเงินที่มีจานอาหารเรียงอย่างประณีต กลิ่นเนื้อย่างและไวน์ลอยอยู่ในอากาศ
ชายหนุ่มนั่งอยู่โต๊ะเล็กใกล้ผนัง มองดูผู้คนที่กำลังรับประทานอาหารค่ำอย่างสบายอารมณ์
ในระหว่างนั้นเอง สายตาของเขาหยุดอยู่ที่โต๊ะหนึ่งไม่ไกลนัก
ใจระทึก…เหมือนจะได้พบสิ่งที่ค้นหา
ชายอ้วนหัวล้านคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ที่นั่น ชุดลำลองของเขาตัดเย็บอย่างดี และท่าทางดูเป็นคนคุ้นเคยกับการได้รับการดูแล เขาไม่ได้มาคนเดียว ชายร่างแข็งแรงสองคนยืนอยู่ไม่ห่างจากโต๊ะนัก พวกเขาไม่ได้กินอาหาร เพียงยืนเงียบ ๆ คอยสังเกตคนรอบข้าง
ภาพนั้นทำให้ชายหนุ่มสนใจทันที !!
เขาไม่รู้ว่าชายหัวล้านคนนี้เกี่ยวข้องกับเครื่องรางเหรียญวิเศษหรือไม่ แต่การมีคนคอยคุ้มกันบนเรือสำราญที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวธรรมดา ทำให้เขาดูแตกต่างจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ชายหนุ่มพยายามไม่มองตรง ๆ เขาก้มหน้ารับประทานอาหารช้า ๆ และเงยหน้าขึ้นเป็นครั้งคราวเหมือนนักท่องเที่ยวที่กำลังสังเกตบรรยากาศรอบตัว
แต่ระยะห่างระหว่างโต๊ะทำให้เขาไม่ได้ยินบทสนทนา และชายสองคนที่ยืนคุ้มกันก็ทำให้การเข้าไปใกล้เป็นเรื่องยาก
เขาจึงใช้วิธีเลียบเคียงแทน
หลังจากพนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟ เขาถามเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับเรือ เช่นชั้นของห้องพักและทางเดินต่าง ๆ เหมือนผู้โดยสารที่เพิ่งขึ้นเรือครั้งแรก ระหว่างพูดคุยนั้น เขาเอ่ยถึงโต๊ะของชายหัวล้านอย่างเป็นกันเอง ถามว่าผู้โดยสารระดับนั้นมักพักอยู่ชั้นไหนของเรือ
พนักงานเสิร์ฟฟังคำถามนั้นเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบเลี่ยง ๆ ว่าผู้โดยสารของเรือมีหลายระดับและห้องพักก็อยู่กระจายกันไปหลายชั้น
คำตอบนั้นไม่ได้บอกอะไร
แต่สายตาของพนักงานเสิร์ฟเหมือนกำลังพิจารณาเขาอยู่
เมื่อเก็บจานอาหารเสร็จ พนักงานคนนั้นหยุดยืนใกล้โต๊ะเล็กน้อยแล้วพูดด้วยเสียงเบาว่า หากชายหนุ่มต้องการให้ช่วยดูความเคลื่อนไหวของใครบางคนบนเรือ การมีข้อมูลเพิ่มเล็กน้อยอาจช่วยให้เรื่องง่ายขึ้น
ชายหนุ่มมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบธนบัตรพับเล็ก ๆ วางไว้ใต้จาน
พนักงานเสิร์ฟรับมันไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น
เขายังคงนั่งยืดตัวตรง ชำเลืองชายหัวล้านทุกอิริยาบถ
การเดินทางกลางทะเลผ่านไปสามวัน ดูเหมือนว่าในที่สุด……
เขาอาจพบคนที่ควรเริ่มติดตามแล้ว
หลังจากคืนที่สามผ่านไป ชายหนุ่มเริ่มเห็นผลของเงินที่เขาวางไว้ใต้จานอาหารอย่างเงียบ ๆ พนักงานเสิร์ฟคนนั้นไม่ได้เข้ามาพูดคุยกับเขาบ่อยนัก แต่บางครั้งเมื่อเดินผ่านโต๊ะหรือผ่านทางเดิน เขาจะหยุดเพียงชั่วครู่เหมือนกำลังตรวจดูว่ามีอะไรต้องบริการ ก่อนจะบอกข้อมูลสั้น ๆ เพียงไม่กี่คำ
ชายหัวล้านมักใช้เวลาช่วงเช้าอยู่ที่ดาดฟ้า ตอนบ่ายบางครั้งจะเข้าไปในห้องชมภาพยนตร์ และตอนค่ำแทบทุกวันจะปรากฏตัวที่บาร์หรือห้องอาหารใหญ่
ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้มากพอจะทำอะไรได้ทันที แต่ก็ช่วยให้ชายหนุ่มรู้ว่าควรไปอยู่ที่ใดและเวลาใด
หลายครั้งเขานั่งอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะของชายหัวล้าน บางครั้งก็ยืนพิงราวระเบียงดาดฟ้า มองทะเลมืดกว้างใหญ่ขณะที่ชายคนนั้นเดินผ่านไปพร้อมผู้คุ้มกันสองคนที่แทบไม่เคยห่างจากตัว
มันทำให้การเข้าใกล้เป็นเรื่องยาก
เขาเริ่มสังเกตว่าบอดี้การ์ดสองคนนั้นระมัดระวังตัวมาก พวกเขามักยืนห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว แต่สายตากวาดมองผู้คนรอบตัวตลอดเวลา และเมื่อใดก็ตามที่มีคนเดินเข้าใกล้เกินไป พวกเขาจะขยับตัวเล็กน้อยทันที
สามวัน…ผ่านไปโดยที่ชายหนุ่มยังหาโอกาสไม่ได้
จนกระทั่งคืนที่สี่…. ขณะที่เรือแล่นอยู่กลางทะเลลึก ลมแรงพัดผ่านดาดฟ้าชั้นบนจนผู้โดยสารส่วนใหญ่เลือกจะอยู่ในห้องด้านในแทน
ชายหนุ่มออกมาเดินที่ดาดฟ้านั้นเพราะพนักงานเสิร์ฟบอกเขาเมื่อครู่ก่อนว่า ชายหัวล้านเพิ่งเดินออกมาทางนี้
แสงไฟบนดาดฟ้าไม่สว่างนัก เสียงลมทะเลพัดผ่านราวเหล็กเป็นเสียงครางต่ำ ทะเลรอบตัวมืดสนิทจนแทบแยกไม่ออกว่าขอบฟ้าอยู่ที่ใด


ชายหนุ่มเดินช้า ๆ ไปตามทางเดินริมกราบเรือ กำหมัดแน่นจนเหงื่อชุ่ม…
แล้วเขาก็เห็นชายหัวล้านยืนอยู่ไม่ไกลนัก
คราวนี้เขาอยู่คนเดียว
บอดี้การ์ดสองคนไม่อยู่ใกล้เหมือนทุกครั้ง อาจยืนรออยู่ด้านในหรือหลบลมอยู่ที่อื่น
ชายหัวล้านกำลังยืนพิงราวเรือ มองออกไปยังทะเลมืดเบื้องหน้า
นี่เป็นโอกาสแรกในหลายวันที่ผ่านมา…!
ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้เหมือนผู้โดยสารที่ออกมารับลมทะเล เขายืนห่างออกไปไม่กี่ก้าวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีก…
ชายหัวล้านหันมามองเขาเพียงแวบเดียว
วินาทีนั้นเอง ชายหนุ่มตัดสินใจ พุ่งเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว มือหนึ่งคว้าปกเสื้อของชายหัวล้าน อีกมือพยายามดึงตัวเขาออกจากราวเรือเหมือนต้องการค้นอะไรบางอย่าง
ชายหัวล้านตกใจและผลักกลับทันที ร่างใหญ่ของเขาแม้จะอ้วนแต่ก็แข็งแรงกว่าที่คิด ทั้งสองคนเสียหลักกระแทกเข้ากับราวเหล็กอย่างแรงแล้วล้มลงไปที่พื้นทางเดิน
เสียงการต่อสู้ดังขึ้นท่ามกลางเสียงลมทะเล
ชายหัวล้านพยายามผลักเขาออก ขณะที่ชายหนุ่มพยายามจับตัวกดไว้ และล้วงหาอะไรบางอย่างตามเสื้อผ้าของอีกฝ่าย
ชายหัวล้านขยับตัวจนใช้สองมือรัวหน้าอก ชายหนุ่มสวนไปทันทีพร้อมจับไหล่กระแทกกราบเรือจนมีเสียงร้อง
แต่การต่อสู้กินเวลาได้ไม่นาน
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ วิ่งเข้ามาจากทางเดินด้านใน บอดี้การ์ดสองคนพุ่งออกมาพร้อมกับลูกเรืออีกสองสามคน
พวกเขารีบเข้ามาแยกทั้งสองคนออกจากกัน
ชายหนุ่มถูกดึงถอยหลังไปหลายก้าว ขณะที่ชายหัวล้านยังหอบหายใจอยู่ใกล้ราวเรือ เสื้อสูทของเขายุ่งเหยิงแต่ดูเหมือนจะไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง
ลูกเรือคนหนึ่งถามด้วยเสียงเข้มว่าเกิดอะไรขึ้น
ชายหนุ่มเพียงยกมือขึ้นเหมือนขอโทษ บอกว่าเป็นความเข้าใจผิดเล็กน้อยระหว่างผู้โดยสาร
เหตุการณ์จบลงอย่างรวดเร็วเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น
แต่เมื่อเขาถูกปล่อยให้เดินกลับเข้าไปในตัวเรือ
เขารู้คำตอบอย่างหนึ่งแล้ว หลังจากการต่อสู้เมื่อครู่
เขาแน่ใจว่าของที่เขาตามหา
ต้องอยู่ที่นี่…!
หลังเหตุการณ์ที่ดาดฟ้าในคืนนั้น ชายหนุ่มกลับไปที่ห้องของตนด้วยความผิดหวัง เขาไม่ได้อะไรเลยจากการปะทะสั้น ๆ นอกจากความมั่นใจอย่างหนึ่ง ระหว่างที่พยายามจับตัวและค้นเสื้อผ้าของชายหัวล้าน เขาไม่พบสิ่งใดที่อาจเป็นเครื่องลางชิ้นนั้นเลย
แต่ความรู้สึกของเขากลับยิ่งชัดขึ้น
ชายหัวล้านคนนั้น ต้องเกี่ยวข้องกับมัน เหรียญวิเศษที่เขาต้องติดตามเอามาให้ได้
ถ้าเครื่องลางไม่ได้อยู่กับตัว ก็น่าจะถูกซ่อนไว้ที่ใดที่หนึ่งซึ่งปลอดภัยกว่านั้น และสถานที่ที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือห้องพักส่วนตัวของเขา
ปัญหาคือ ห้องพักของผู้โดยสารบนเรือสำราญไม่ใช่ที่ที่ใครจะเดินเข้าไปค้นได้ง่าย ๆ ทางเดินแต่ละชั้นมีพนักงานผ่านไปมาตลอด และผู้โดยสารแปลกหน้าที่เดินวนอยู่หน้าห้องของคนอื่นย่อมสะดุดตา
เขารอจังหวะและโอกาสในขณะเวลาลดน้อยลง…
5 วันผ่านไป ชายหนุ่มยังคงเฝ้าดูชายหัวล้านอย่างอดทน เขาเห็นชายคนนั้นไปที่บาร์แทบทุกคืน นั่งดื่มกับแขกคนอื่นหรือบางครั้งก็เพียงนั่งฟังดนตรีเบา ๆ ขณะที่บอดี้การ์ดสองคนยืนอยู่ไม่ห่าง
เขารอด้วยควาากระวนกระวาย….
คืนที่ 6 แล้ว….. มันเป็นคืนสุดท้ายของการเดินทาง
เหลือความหวังครั้งสุดท้าย
พนักงานเสิร์ฟคนนั้นเดินผ่านโต๊ะของเขาแล้วหยุดเพียงครู่เดียวเหมือนจะถามว่าเขาต้องการอะไรเพิ่มหรือไม่ จากนั้นจึงพูดเสียงเบาแทบไม่ได้ยิน
ชายหนุ่มหูผึ่ง…เลือดในร่างกายสูบฉีดทั่วกายจนหัวใจระรัว
ชายหัวล้านอยู่ในบาร์ และคงอีกนานกว่าจะกลับขึ้นห้อง
คำพูดนั้นสั้นมาก แต่เพียงพอ
ชายหนุ่มวางเงินไว้บนโต๊ะโดยไม่พูดอะไร แล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องอาหารทันที
ทางเดินที่นำไปยังชั้นห้องพักเงียบกว่าด้านล่างมาก เสียงดนตรีและเสียงผู้คนจากบาร์ค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงเสียงเครื่องยนต์ของเรือที่สั่นเบา ๆ ผ่านผนังเหล็ก
เขาเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นที่ชายหัวล้านพักอยู่ โดยคอยสังเกตจังหวะการเดินของพนักงานทำความสะอาดและลูกเรือที่ผ่านไปมา เมื่อมีใครเดินผ่าน เขาก็เดินต่อเหมือนผู้โดยสารที่กำลังกลับห้องของตน

ในที่สุดเขาก็มาถึงประตูห้องที่ต้องการ ทางเดินว่างเปล่า
เขาหยุดฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเครื่องมือเล็ก ๆ ออกจากกระเป๋า มือของเขาทำงานอย่างรวดเร็วกับกลอนประตูที่ไม่ซับซ้อนนัก
ไม่กี่วินาทีต่อมา ประตูก็เปิดออก
เขารีบก้าวเข้าไปข้างในแล้วปิดประตูเบา ๆ
ห้องพักกว้างและตกแต่งอย่างหรูหราเหมือนห้องของผู้โดยสารชั้นดี กระเป๋าเดินทางวางอยู่ข้างเตียง เสื้อสูทหลายตัวแขวนอยู่ในตู้ ผ้าม่านบานใหญ่ปิดกระจกที่มองออกไปยังทะเล
ชายหนุ่มเริ่มค้นทันที !!
เขาเปิดลิ้นชักทุกช่อง พลิกเสื้อผ้าในตู้ เปิดกระเป๋าเดินทาง และตรวจดูแม้แต่ใต้เตียง เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วแต่เขายังไม่พบอะไรที่คล้ายเครื่องรางจากอียิปต์เลย
เขากำลังจะเปิดตู้เล็กข้างผนัง…แต่ต้องชงัก..เมื่อเสียงดังขึ้นจากด้านนอก…
ประตูค่อย ๆ เปิด ชายหนุ่มหยุดนิ่งทันที
มีคนกลับมา
เขากวาดสายตาไปทั่วห้องอย่างรวดเร็ว ทางเดียวที่เหลืออยู่คือระเบียงด้านนอก เขาเปิดประตูกระจกออกอย่างระมัดระวังแล้วก้าวออกไปอย่างรวดเร็ว
ลมทะเลยามค่ำพัดแรงจนหน้าชาและเสื้อของเขาปลิวกระพือ
ระเบียงแคบมาก และด้านข้างมีเพียงผนังเหล็กของเรือที่ทอดขึ้นไปยังชั้นบน
เขาไม่มีเวลาคิดมาก !!
ชายหนุ่มจับขอบระเบียงแล้วปีนขึ้นไปช้า ๆ มือเกาะตามรอยต่อของโครงเหล็ก ลมทะเลพัดแรงจนตัวเขาโคลงเคลงอยู่กลางความมืด
และทันใดนั้น..มือจับเหล็กลื่นจนหลุดทิ้งน้ำหนักไว้กับอีกมือหนึ่ง แข็งใจเหนี่ยวขึ้นอีกครั้งก่อนจะหลุดร่วงงลงกลางทะเล
ในที่สุดเขาก็ขึ้นไปถึงระเบียงของชั้นถัดไปด้วยเหงื่อและน้ำเค็มเต็มใบหน้า
เขาปีนข้ามราวแล้วเข้าไปยังทางเดินของชั้นนั้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ทันเดินพ้นหัวมุมทางเดิน พนักงานลูกเรือคนหนึ่งที่กำลังตรวจตราทางเดินก็เห็นเขาเข้า
ชายคนนั้นขมวดคิ้วทันที เข้ามาขวางไว้ แล้วถามว่าเขามาทำอะไรตรงนี้
คำถามยังไม่ทันจบ ชายหนุ่มก็พุ่งเข้าใส่ กระแทกลูกเรือคนนั้นเข้ากับผนัง ทั้งสองคนชุลมุนกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ชายหนุ่มจะหลุดออกมาได้ขณะลูกเรือร้องเอะอะกำลังจะลุกขึ่นอย่างลำบาก
เขารีบเดินจากไปตามทางเดินเหมือนผู้โดยสารที่กำลังรีบกลับห้องของตัวเอง
เมื่อเขาลงบันไดกลับสู่ชั้นล่างได้ในที่สุด ลมหายใจของเขายังหนักและมือยังสั่นเล็กน้อย
การเสี่ยงครั้งนั้นเกือบทำให้เขาถูกจับได้ และที่แย่กว่านั้นคือ
เขายังไม่ได้ “เหรียญวิเศษ” สิ่งที่ตามหาเลย
เช้าวันสุดท้ายของการเดินทางมาถึงพร้อมเสียงประกาศจากลำโพงของเรือ ขอให้ผู้โดยสารเตรียมตัวลงจากเรือและไปรับกระเป๋าเดินทางที่ล็อบบี้ นักท่องเที่ยวจำนวนมากเริ่มทยอยออกจากห้องพักของตน เดินไปตามทางเดินและบันไดเพื่อลงสู่ทางออก เสียงพูดคุยและเสียงล้อกระเป๋าดังสลับกันไปทั่ว

ชายหนุ่มเดินปะปนอยู่ในฝูงชนเหล่านั้นอย่างเงียบ ๆ การเดินทางที่สาหัสตลอดหลายคืนบนเรือลำนี้จบลงแล้ว และเขาก็ยอมรับกับตัวเองว่าการติดตามครั้งนี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ผู้โดยสารค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไปตามทางเดินที่นำไปสู่ประตูเรือ
ขณะเดินอยู่นั้น เขาเหลือบไปยังสะพานอีกด้านหนึ่งของทางออก สบตากับชายอ้วนหัวล้านคนนั้นพอดี
ชายอ้วนหันมามองเขาอย่างขึ้งโกรธ ปากขมุบขมิบก่อนจะชูกำปั้นเขย่าเหมือนพร้อมต่อสู้
ส่งเสียงลอยลมจนนักท่องเที่ยวหันมามอง
เขาหมดอาลัยตายอยากที่จะตอบโต้ เหมือนคนพ่ายแพ้ ก้าวเดินตามผู้โดยสารผ่านออกจากเรือ
พนักงานบริการยืนรอส่งผู้โดยสารก่อนพ้นลำเรือ คนเดียวกับที่เคยช่วยเหลือเขาระหว่างการเดินทาง ก้าวเข้ามาขวางหน้า พูดเสียงพอได้ยิน
“เห็นใจคุณนะ ที่ผิดหวัง …! “
ชายหนุ่มสบตา ยื่นมือจับเขย่าอำลาด้วยความซาบซึ้ง

“เก็บนี่ไว้คุ้มครองคุณ…. แม่ผมให้มานานแล้ว…”
พูดพลางดึงเชือกที่คล้องคออยู่ยื่นให้หนุ่มใหญ่
เขาเบิกตาโต…. จ้องเขม็ง…ปลายเชือก
มันคือเหรียญวิเศษที่เขาติดตามมาด้วยชีวิต !
“ชัยทัศน์”



