หน้าแรกINSIDE - INSIGHTระบบราชการไทยบนทางแพร่ง   งบประมาณ 72% ถูกกลืน   

ระบบราชการไทยบนทางแพร่ง   งบประมาณ 72% ถูกกลืน   

เผยแพร่

spot_img

                      นักวิเคราะห์เตือน หากไม่ปฏิรูปเชิงโครงสร้างภายในทศวรรษนี้ งบบำนาญจะแซงงบเงินเดือนปี 2572  ขณะที่สิงคโปร์ใช้ข้าราชการน้อยกว่าครึ่งแต่ได้ผลลัพธ์เป็นสองเท่า

                     เมื่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฏหมายแถลงต่อสาธารณะว่ารัฐบาลมีนโยบายลดขนาดข้าราชการ โดยอ้างว่างบประมาณ “ไม่น้อยกว่า 72 เปอร์เซ็นต์” หมดไปกับเงินเดือนข้าราชการ จึงมอบหมายให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนได้พิจารณาแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนนั้น 

                  ตัวเลขดังกล่าวสร้างความสั่นสะเทือนในแวดวงการคลังสาธารณะ  ทว่าเมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสารงบประมาณปีงบประมาณ 2568 วงเงิน 3.752 ล้านล้านบาทอย่างละเอียด ภาพที่ปรากฏมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก งบประมาณรายจ่ายบุคลากรโดยตรงอยู่ที่ 800,969 ล้านบาท หรือ 21.4 เปอร์เซ็นต์ ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด ส่วนตัวเลข 72.1 เปอร์เซ็นต์นั้นหมายถึง “รายจ่ายประจำ” ซึ่งครอบคลุมทั้งดอกเบี้ยหนี้ ค่าบริหารงานทั่วไป และเงินบำนาญ  ความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารตัวเลขนี้เองที่สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ผู้กำหนดนโยบายอาจยังไม่เข้าใจโครงสร้างปัญหาอย่างแท้จริง

                            นักวิเคราะห์อธิบายว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง แต่อยู่ที่แนวโน้มที่ดำเนินมาต่อเนื่องโดยไม่มีการแก้ไข ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) เผยว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (2557–2566) กำลังคนภาครัฐโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 2.98 ล้านคน เป็น 3.04 ล้านคน โดยตัวเลขข้าราชการเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.67 เปอร์เซ็นต์ต่อปี กล่าวคือในทุกปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ได้รับการบรรจุใหม่มากกว่าจำนวนผู้เกษียณอายุอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ฐานภาษีของประเทศไม่ได้เติบโตในอัตราเดียวกัน วงจรนี้ได้กัดเซาะขีดความสามารถของรัฐในการลงทุนพัฒนาประเทศมาเป็นระยะเวลานาน และยิ่งเวลาผ่านไป แรงเหวี่ยงของระบบจะยิ่งรุนแรงขึ้น

                            สัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดปรากฏขึ้นแล้วในปีงบประมาณ 2567 เมื่อรัฐบาลต้องดึงเงินคงคลังกว่า 8 หมื่นล้านบาทมาใช้จ่ายค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่เกินกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ ครอบคลุมทั้งเงินบำนาญ ค่ารักษาพยาบาล และการขึ้นเงินเดือน ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่งบกลางสำรองฉุกเฉินไม่เพียงพอรองรับภาระบุคลากรที่พุ่งสูงเกินคาด สถานการณ์นี้ไม่ใช่อุบัติเหตุทางการคลัง แต่เป็นผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าจากโครงสร้างที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข และสำนักงาน กพ. เองได้ประมาณการไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า ภายในปี 2572 งบรายจ่ายบำนาญจะแซงหน้างบเงินเดือนข้าราชการที่ปฏิบัติงานอยู่จริง ซึ่งหมายความว่ารัฐจะต้องจ่ายเงินให้คนที่ไม่ได้ทำงานแล้วมากกว่าคนที่ยังทำงานอยู่

                             เมื่อเปรียบเทียบกับนานาประเทศในภูมิภาค ความแตกต่างที่ปรากฏยิ่งน่าวิตก สิงคโปร์บริหารประเทศด้วยข้าราชการในสัดส่วนเพียง 1.5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากร ขณะที่ไทยมีสัดส่วนอยู่ที่ราว 2.7 เปอร์เซ็นต์เฉพาะตัวข้าราชการ และพุ่งขึ้นเป็น 4.6 เปอร์เซ็นต์เมื่อรวมแรงงานภาครัฐทุกประเภท สิ่งที่ทำให้สิงคโปร์แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงไม่ใช่เพียงตัวเลขที่น้อยกว่า หากแต่เป็นปรัชญาการบริหาร กล่าวคือใช้คนน้อยกว่า แต่จ่ายค่าตอบแทนที่แข่งขันกับภาคเอกชนได้ จึงสามารถดึงดูดบุคลากรที่มีขีดความสามารถสูงสุดเข้าสู่ระบบ 

                          เกาหลีใต้และไต้หวันเดินตามแนวทางเดียวกัน ส่วนมาเลเซียที่มีสัดส่วนข้าราชการสูงถึง 4.3-5.3 เปอร์เซ็นต์ กลับกำลังเผชิญวิกฤตการคลังด้านบุคลากรในลักษณะเดียวกับไทย และเริ่มปฏิรูปอย่างเร่งด่วนแล้ว

                           สิ่งที่มักถูกมองข้ามในการอภิปรายสาธารณะคือ การลดขนาดระบบราชการด้วยการ “ดึงคนเก่งเข้า แล้วปล่อยคนที่เหลือ” นั้นไม่ใช่คำตอบ และมีความเสี่ยงทางสังคมสูงมาก ข้าราชการในระบบปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มตามความเป็นจริง ได้แก่ กลุ่มที่มีศักยภาพสูงแต่ถูกระบบบั่นทอนแรงจูงใจ กลุ่มที่ทำงานได้ตามมาตรฐานหากมีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม และกลุ่มที่ไม่เหมาะกับตำแหน่งอันเป็นผลจากกระบวนการสรรหาที่บกพร่อง ปัญหาสำคัญคือระบบราชการไทยไม่มีเครื่องมือประเมินผลงานที่น่าเชื่อถือเพียงพอที่จะแยกแยะสามกลุ่มนี้ออกจากกันได้อย่างยุติธรรม และในหลายกรณี “คนที่ดูด้อย” ในวันนี้ล้วนเป็นผลผลิตของระบบที่ไม่เคยให้โอกาสพัฒนา ไม่ใช่ความบกพร่องของตัวบุคคล

                           แนวทางการปฏิรูปที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากลจึงต้องดำเนินการอย่างน้อย 4 มิติพร้อมกัน ได้แก่ หนึ่ง การยุบรวมกรมและหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อน แล้วโอนกำลังคนไปสู่งานที่ขาดแคลนจริง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล สอง  การปฏิรูประบบบำนาญสำหรับผู้บรรจุใหม่จาก Defined Benefit มาเป็น Defined Contribution เพื่อหยุดยั้งภาระที่กำลังก่อตัว สาม การนำระบบ AI และดิจิทัลมาทดแทนงานธุรการซ้ำซาก เพื่อลดอัตรากำลังโดยธรรมชาติผ่านการไม่บรรจุทดแทนเมื่อเกษียณ และสี่ การ Reskill บุคลากรที่มีอยู่เดิมอย่างจริงจัง พร้อมเปิดโครงการเกษียณก่อนกำหนดโดยสมัครใจที่มีแรงจูงใจเพียงพอ ไม่ใช่การบังคับออกที่จะสร้างแรงต้านทางการเมืองจนปฏิรูปไม่สำเร็จ

                              รัฐบาลจะต้องยอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหาระบบราชการไทยไม่ใช่เพียงเรื่อง “จำนวนคน” แต่เป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานหลายทศวรรษ การแถลงนโยบายเพียงคำพูดโดยไม่มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน มีกรอบเวลา มีตัวชี้วัด และมีงบประมาณรองรับ จะไม่ต่างจากการปฏิรูปที่ล้มเหลวมาแล้วทุกครั้งในอดีต 

                            ทุกวันที่ผ่านไปโดยไม่มีการดำเนินการ ประเทศกำลังเดินเข้าใกล้จุดที่งบบำนาญแซงงบเงินเดือน หนี้สาธารณะเฉียดเพดาน และงบลงทุนพัฒนาชาติหดหายไปจากตาราง หากรัฐบาลประกาศว่านี่คือวาระแห่งชาติ ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการลงมือทำ  ไม่ใช่ด้วยการแถลงข่าว

2569-06-15 “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

กรุงเทพมหานครคว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย ประจำปี 2026 (Best Cities in Asia) 

ผลการประกาศรางวัล Readers' Choice Awards 2026 โดยนิตยสาร DestinAsianซึ่งสามารถเอาชนะเมืองท่องเที่ยวชั้นนำอย่างโตเกียว (อันดับ 2) และสิงคโปร์ (อันดับ 3) ได้สำเร็จ

ไทยชิง “จ้าวเวหา” Aviation Hub  เมื่อ AOT แบกรับความหวังรอบ 20 ปี 

การประชุมจัดสรรเวลาเที่ยวบินระดับโลกครั้งที่ 158 (158th IATA Slot Conference) ซึ่งจัดขึ้น ณ ใจกลางกรุงเทพมหานคร โดยมี บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ร่วมเป็นเจ้าภาพ

 อาบป่าฮีลใจ ให้ธรรมชาตินำทางสู่การฟื้นฟู 

"อาบป่า" (Forest Bathing) การใช้เวลาในธรรมชาติอย่างมีสติ เพื่อเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ช่วยผ่อนคลายร่างกาย จิตใจ ลดความเครียด และชาร์จพลังชีวิต

เส้นทางเคลื่อนพระศพ “พระองค์ภา”

สำนักพระราชวังประกาศ หมายกำหนดการเคลื่อนพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569

ข่าวอื่นๆ

ไทยชิง “จ้าวเวหา” Aviation Hub  เมื่อ AOT แบกรับความหวังรอบ 20 ปี 

การประชุมจัดสรรเวลาเที่ยวบินระดับโลกครั้งที่ 158 (158th IATA Slot Conference) ซึ่งจัดขึ้น ณ ใจกลางกรุงเทพมหานคร โดยมี บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ร่วมเป็นเจ้าภาพ

 อาลัย “เจ้าฟ้านักกฎหมาย”

ตามที่ สำนักพระราชวังได้ประกาศเรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เมื่อวันอังคารที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569

ทุนเอกชนแซงรัฐคว้าสิทธิ์ดู“บอลโลก”  ปลดแอก Must have ประชานิยมหน้าจอ

ในที่สุดมหากาพย์ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ของประเทศไทยก็สิ้นสุดลงอย่างหักปากกาเซียน เมื่อไทยสามารถคว้าสิทธิ์เข้ามาเป็นประเทศรายสุดท้ายในลำดับที่ 217 ของโลก