วิวัฒนาการ สสส. ใช้ “เสียงคนตาย” เตือนเรื่องอาหารใส่บาตรพระ
คนไทยสับสน กลัวสะแกมเมอร์ หรือชื่นชม “ความลวงเสมือนจริง”
ในขณะที่สังคมไทยกำลังหวาดผวาและตื่นกลัวกับวิกฤตโจรกรรมออนไลน์จากกลุ่มสแกมเมอร์,คอลเซ็นเตอร์ ที่ระบาดหนัก จนสร้างความสับสนระแวงสงสัยในหมู่ประชาชนต่อทุกเสียงที่ได้ยินผ่านปลายสาย เมื่อแคมเปญรณรงค์ “เสียงเตือนจากสวรรค์” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่นำเอาคลังเสียงของศิลปินผู้ล่วงลับ ทั้ง เศรษฐา ศิรฉายา, สรพงษ์ ชาตรี, ยอดรัก สลักใจ, มาสังเคราะห์คำพูดใหม่เพื่อเตือนเรื่องอาหารใส่บาตรพระสงฆ์ กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเรื่องกาลเทศะ ในการสร้าง “ความลวงเสมือนจริง” ท่ามกลางภาวะที่คนไทยกำลังสับสนและหวาดกลัวการหลอกลวงทางเสียงเช่นนี้ สะท้อนถึงวิวัฒนาการย้อนศรของการสื่อสารเพื่อสังคม ที่ยิ่งมีเครื่องมือล้ำสมัยมากเท่าใด ภูมิปัญญาในการประเมินผลกระทบต่อจิตวิทยาของประชาชนกลับยิ่งดูลดน้อยลงเท่านั้น
กลายเป็น “สปอตประชาสัมพันธ์” ที่สร้างความสะดุดใจและเพิ่มความสับสนให้กับผู้รับสารในสังคมปัจจุบัน กับเสียงที่คุ้นเคยของดารา นักร้อง ชั้นครูที่จากโลกนี้ไปแล้ว กลับมาโลดแล่นและพูดประโยคเดียวกันในบริบทเตือนใจเรื่องสุขภาวะพระสงฆ์
แคมเปญนี้แม้ข้อเท็จจริงจะจัดทำขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ที่ดีเพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยจากกลุ่มโรค NCDs ในหมู่สงฆ์ และได้รับการอนุญาตจากครอบครัวและทายาทของผู้ล่วงลับอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อเป็นวิทยาทาน แต่ในเชิงจิตวิทยาการสื่อสาร ท่ามกลางสถานการณ์ที่คนไทยกำลังตื่นกลัวแก๊งสแกมเมอร์ที่คอยปลอมเสียงหลอกลวงต้มตุ๋น การที่หน่วยงานรัฐลุกขึ้นมาสร้างสารปรุงแต่งที่จงใจให้คนฟังรู้สึกคล้าย “คนตายกลับมาพูดจริง” ย่อมซ้ำเติมความสับสนและลดทอนความระมัดระวังของประชาชนต่อเทคโนโลยีที่มิจฉาชีพใช้ในการหลอกลวง
ย้อนกลับไปดู “พิมพ์เขียว” ความสำเร็จในยุคบุกเบิกอันรุ่งโรจน์ของ สสส. จะพบภาพสะท้อนขององค์กรที่ขับเคลื่อนสังคมด้วย “ปัญญานำหน้าเทคโนโลยี” อย่างแท้จริง ในยุคที่ไร้เครื่องมือไฮเทค งานสื่อสารมวลชนเพื่อสังคมสามารถกลั่นอินไซต์ มนุษย์ออกมาเป็นวาจาเชือดเฉือนอย่างแคมเปญ “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” ที่เปลี่ยนค่านิยมการให้ของขวัญของคนไทย หรือแคมเปญระดับตำนานอย่าง “จน เครียด กินเหล้า” ที่ใช้เพียงฉากพื้น ๆ กับนักแสดงนิรนามแต่เข้าถึงจิตวิญญาณรากหญ้า สิ่งเหล่านั้นประสบความสำเร็จและยั่งยืนเพราะทำงานกับ “ความจริง” (Reality) และความจริงใจอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเล่ห์กลเชิงเทคโนโลยีมาดัดแปลงตัวตนของบุคคลในอดีตให้เกิดความพร่าเลือน
ถัดมาในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล สสส. เริ่มนำเทคโนโลยีและระบบข้อมูลมาผสมผสานกับการสื่อสารเชิงบวก เช่น แคมเปญ “ลดพุงลดโรค” หรือ “งดเหล้าเข้าพรรษา” ที่ปรับเปลี่ยนจากการสั่งสอนมาเป็นการสร้างแรงบันดาลใจผ่านบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงและอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพ ซึ่งนับว่าเป็นยุคที่คนทำสื่อยังควบคุมทิศทางให้เทคโนโลยีรับใช้ “สาร” ได้อย่างมีกาลเทศะ
ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคปัจจุบันที่เครื่องมือล้ำสมัยถึงขีดสุด แนวทางการทำงานกลับตกหลุมพรางความง่ายเชิงกลยุทธ์ เมื่อขาดทิศทางใหม่ในการควานหาความจริงในใจมนุษย์ จึงเลือกทางลัดด้วยการป้อนข้อความใหม่ให้ระบบ AI ทำหน้าที่จำลองเสียงคนตายขึ้นมาพูดแทนการทำงานเชิงรุกในโครงสร้างจริง สารสาระที่ควรเน้นย้ำเรื่องโภชนาการพระสงฆ์จึงถูกกลืนหายไปกับข้อถกเถียงเรื่องความเหมาะสมและวิกฤตความระแวงทางสังคม
เมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรสร้างเสริมสุขภาพในต่างประเทศที่มีลักษณะทางกฎหมายและที่มาของเงินทุนจากภาษีเฉพาะคล้ายคลึงกัน อาทิ VicHealth ของประเทศออสเตรเลีย หรือ Health Promotion Board (HPB) ของสิงคโปร์ จะพบความแตกต่างในการเลือกใช้กลยุทธ์สื่อสารอย่างชัดเจน องค์กรสากลเหล่านี้มักหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งจำลองบิดเบือนบริบท (Manipulation of Reality) โดยเฉพาะเรื่องเสียงสังเคราะห์ เนื่องจากให้ความสำคัญกับจริยธรรมข้อมูลและแนวป้องกันภัยไซเบอร์ของประชาชนในยุคที่สแกมเมอร์ระบาด แต่พวกเขาเลือกใช้กลยุทธ์ความจริงใจที่จับต้องได้ เช่น การดึงคนในครอบครัวหรือผู้สูญเสียตัวจริงมาเล่าด้วยน้ำเสียงจริง หรือการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเชิงโครงสร้างร่วมกับร้านค้าในชุมชน ซึ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับพฤติกรรมได้จริงและไม่ซ้ำเติมความสับสนให้สังคม
ปรากฏการณ์ “เสียงเตือนจากสวรรค์” จึงเป็นกรณีศึกษาชิ้นสำคัญที่ฟ้องว่า ยิ่งผู้ผลิตสื่อมีงบประมาณและเครื่องมือล้ำสมัยมากขึ้นเท่าใด ภูมิปัญญาและกาลเทศะในการสื่อสารกับมนุษย์ในยุคที่สังคมไทยกำลังหวาดกลัวความลวงกลับดูตีบตันลงเท่านั้น ในยุคที่ผู้คนต้องคอยจับผิดปลายสายอยู่ทุกวัน บรรทัดฐานของหน่วยงานรัฐควรเป็นการส่งเสริมความโปร่งใสและปกป้องพื้นที่แห่งความจริง ไม่ใช่ลงมาผลิตซ้ำเครื่องมือจำลองเสียงเลียนแบบบุคคลเสียเอง
การปล่อยให้ “เครื่องมือครอบงำปัญญา” เช่นนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ความน่าเชื่อถือของแนวทางประชาสัมพันธ์ลดลง แต่ยังเป็นการสร้างความพร่าเลือนทางความคิดให้กับประชาชนในยามที่ต้องการเกราะป้องกันทางดิจิทัลมากที่สุด
ต้องขอบคุณในความปรารถนาดีของ สสส. ที่ช่วยตอกย้ำจากแคมเปญนี้เหมือนจะให้คนไทยเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ยุคนี้อย่าไปมัวตื่นกลัวหรือระแวงแค่เสียงแก๊งสแกมเมอร์คอลเซ็นเตอร์ปลายสายเลย เพราะแม้กระทั่งสปอตประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานรัฐแท้ ๆ ก็ยังอุตส่าห์ไปนำเสียงคนตายมาประดิษฐ์สคริปต์พูดเรื่องใหม่สร้างความสับสนได้หน้าตาเฉย
ต่อไปนี้หากมีใครโทรมาอ้างชื่อคนรู้จักด้วยน้ำเสียงสังเคราะห์ ก็คงไม่ต้องตกใจกลัวจนปวดสมองแยกแยะให้เสียเวลา คิดเสียว่าเป็นแคมเปญใหม่ของภาครัฐที่ขยายขอบเขตจากเรื่องอาหารใส่บาตร ไปรณรงค์เรื่องการทำบุญโอนเงินด่วนก็แล้วกัน… ช่างเป็นความล้ำสมัยทางนวัตกรรมที่ท้าทายระบบประสาทและการรับรู้ของสังคมไทยได้อย่างคุ้มค่าเม็ดเงินภาษีจริง ๆ !
2569-06-19 “ชัยทัศน์”



