“มันต้องเป็นของผม”
เสียงนั้นไม่ได้ออกจากปาก แต่มันก้องสะท้อนอยู่ในกะโหลกศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเข็มนาฬิกาที่เดินอยู่ในห้องที่เงียบสงัด
“ศิลาเทวาลัย”
ชื่อที่ฟังดูเหมือนบทสวดอันศักดิ์สิทธิ์ แต่มันกลับปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวผมให้ตื่นขึ้น หินที่จะบันดาลโชคลาภ ความมั่งคั่ง และอำนาจที่อยู่เหนือคำอธิบาย
ผมยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองมัน แม้ต้องแลกด้วยวิญญาณก็ตาม
ผมเหลียวหลังกลับไปมองเบื้องล่าง ทางลาดต่ำชันที่เพิ่งผ่านมาดูเหมือนปากเหวที่อ้าคอยท่า หากก้าวพลาดแม้เพียงเซนติเมตรเดียว ร่างของผมคงแหลกเหลวอยู่ใต้โคนไม้ทึบที่มองเห็นเป็นสีเขียวทะมึนน่าเกรงขามจากมุมนี้
กร๊อบ!
รองเท้าเดินป่าพื้นหนาเหยียบลงบนเศษกิ่งไม้แห้งและโขดหินขรุขระที่วางตัวสลับซับซ้อนราวกับจงใจจัดวางเพื่อทดสอบผู้มาเยือน เส้นทางวกวนซ้ายขวาเลื้อยขึ้นไปเหมือนงูยักษ์ที่กำลังนำทางผมไปสู่… “เทวาลัย”
ผมนึกถึงแผนที่เก่าคร่ำคร่าและการดั้นด้นจากเมืองโบราณที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเสียงแตร รถไฟที่พาผมข้ามผ่านมาหลายเมือง มีความลำบากที่เคยทำให้ผมเกือบถอดใจกลางทางในป่าทึบ แต่ตำนานเกี่ยวกับเทวาลัยในหุบเขาแห่งหมู่บ้านนี้ มันรุนแรงเกินกว่าจะเพิกเฉย
ตอนนี้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ที่นักแสวงโชคดั้นด้นมากันตลอด แต่อารยธรรมที่รุ่งเรืองเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของผม สิ่งเดียวที่ผมต้องการคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในซอกหลืบของซากศิลาแลงเหล่านั้น
ผมหยิบกิ่งไม้ท่อนเขื่องขึ้นมา กวัดแกว่งมันเยี่ยงดาบเพื่อเปิดทางท่ามกลางเถาวัลย์ที่ย้อยลงมาหยิบยืดเหมือนหนวดของสัตว์ประหลาดที่พยายามจะฉุดรั้งผมไว้ พื้นหินตะปุ่มตะป่ำใต้ฝ่าเท้าชื้นแฉะด้วยน้ำขังและตะไคร่น้ำลื่นปรื๊ด ทุกก้าวคือการพนันด้วยชีวิต
ผมแหงนหน้าขึ้นจนคอตั้งบ่าอีกครั้ง พยายามมองหาแนวกำแพงศิลาแลงเก่าคร่ำคร่าที่เป็นจุดหมาย เหงื่อเม็ดเป้งไหลเข้าตาจนแสบพร่า แต่ผมไม่หยุด… เพราะผมรู้ว่าไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่ดั้นด้นมาที่นี่ เพื่อตามหา “ศิลาเทวาลัย” ที่มีเพียงไม่กี่ชิ้นในโลก

หินที่บ้างก็ว่ามันงอกขึ้นมาเองตามธรรมชาติ… หรือบ้างก็ว่ามันถูกสร้างขึ้นด้วยฤทธิ์เดชของบางสิ่งที่ลี้ลับและเก่าแก่เกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจ
ความเงียบในป่าแห่งนี้ไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความเงียบที่ข่มขวัญ ราวกับธรรมชาติกำลังกลั้นหายใจดูว่าผมจะไปได้ไกลแค่ไหน
เหงื่อโทรมกายจนเสื้อผ้าแนบเนื้อเหมือนผิวหนังชั้นที่สองที่ชุ่มไปด้วยน้ำเกลือ แสงแดดที่เคยสว่างจ้าเริ่มอ่อนแรงลง แผ่รัศมีสีส้มหม่นที่ดูเหมือนสีของสนิมเหล็กจับไปทั่วทุกหนแห่ง
ผมหยุดชะงัก… หัวใจกระตุกวูบเมื่อพบว่าเบื้องหน้าไม่มีทางไปต่อ!
“ตายล่ะซี…!” ผมสบถออกมาเบาๆ เสียงนั้นสะท้อนก้องอยู่ในลำคอ
ผมใช้กิ่งไม้ท่อนเขื่องในมือค้ำยันพื้นหินที่ลื่นแฉะ พยายามโหย่งตัวขึ้นสู่ชะง่อนหินสูงชันเบื้องหน้า แต่มันสูงเกินไป ร่างกายที่รอนแรมมานานเริ่มประท้วงด้วยความล้า ผมอาจจะมาผิดทาง… หรือไม่ก็ป่าแห่งนี้กำลังเล่นตลก สับเปลี่ยนเส้นทางเพื่อลวงให้ผมหลงตายอยู่ในกงล้อของมัน
ผมลองฝืนปีนอีกสองครั้ง แต่เท้ากลับลื่นไถลจนหน้าแข้งกระแทกกับขอบหินคมกริบ ความเจ็บปวดแล่นแปล๊บเข้าสู่สมองจนต้องล้มลงนั่งหอบหายใจบนพื้นดินดาน แหงนมองขึ้นไปพบเพียงเรือนยอดไม้ที่หนาทึบจนแทบปิดบังแสงอาทิตย์ที่เหลือเพียงน้อยนิด

ทางซ้ายคือดงไม้ใบหนาที่มืดครึ้มจนดูเหมือนอุโมงค์สู่ขุมนรก ส่วนทางขวาเป็นป่าโปร่งที่มีโขดหินตะปุ่มตะป่ำวางเรียงรายระเกะระกะ แต่มันดูไม่ใช่ทางเดินของผู้คน… ไม่มีรอยเท้า ไม่มีร่องรอยของการมีอยู่ของมนุษย์คนไหน
ผมถอนหายใจแรงจนอกกระเพื่อม ความหวาดระแวงเริ่มเกาะกุมจิตใจ หรือว่าสิ่งที่ผมดั้นด้นมาตามหานั้นเป็นเพียงเรื่องลวงโลก? หรือว่าผมกำลังจะเดินไปเป็นเหยื่อให้เสือสางช้างป่าในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้?
“ถอยกลับดีไหม?”
สัญชาตญาณความกลัวกระซิบถาม…
แต่แล้วผมก็สะดุดกึก… แสงแดดที่ร่วงโรยกำลังจะตกดินในไม่ช้า และถ้าความมืดมาถึง ผมจะกลายเป็นคนตาบอดในกรงขังสีเขียวแห่งนี้ทันที ความตายรอผมอยู่ที่นี่แน่ๆ ถ้าผมยังหาทางออกไม่พบ
ในวินาทีที่ความท้อแท้กำลังจะเอาชนะความโลภ ผมก็ได้ยินเสียง…
สวบ… สวบ…!!
ผมสะดุ้งสุดตัว ผุดลุกขึ้นยืนพลางกระชับกิ่งไม้ในมือจนเส้นเลือดหลังมือปูดโปน จ้องเขม็งไปทางต้นเสียงที่ดังมาจากพุ่มไม้หนาทางซ้ายมือ มันไม่ใช่เสียงลมพัด แต่มันคือเสียงฝีเท้าที่เหยียบลงบนใบไม้แห้งอย่างจงใจ
สัตว์ร้าย? หรือ… บางอย่าง..ที่ร้ายยิ่งกว่า?
หัวใจผมเต้นรัวเป็นกลองรบในอก เมื่อร่างในชุดเดินป่าสีดำสนิทสามร่างพรวดพราดออกมาจากม่านใบไม้ทางซ้ายมือ!

ผมกระชับกิ่งไม้ในมือแน่นจนง่ามมือสั่นสะท้าน เตรียมพร้อมจะฟาดใส่ใครก็ตามที่ก้าวเข้ามาใกล้กว่านี้ แต่พวกเขากลับหยุดชะงัก หนึ่งในนั้นเอียงคอจ้องมองผมด้วยแววตาที่ว่างเปล่าจนน่าขนลุก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนซับซ้อนจนเลือดไหลซึมเป็นทางยาว
“คุณ… คุณลงมาจากข้างบนใช่ไหม? เทวาลัยอยู่ไกลไหม บอกผมที!” ผมตะโกนถาม เสียงสั่นพร่า
ชายคนนั้นไม่ตอบ เขาเพียงแค่จ้องหน้าผมชั่วอึดใจ ก่อนจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นมา ไขว้ทับกันเป็นรูปกากบาท ตรงหน้าอก…
มันไม่ใช่แค่ท่าทางห้าม แต่มันดูเหมือนการสะกดกลั้นความสยองบางอย่างที่ติดตามา เขาผละจากผมทันทีแล้วพากันเดินลงเนินหายไปในเงามืดอย่างเร่งรีบ ทิ้งให้ผมยืนงงอยู่ท่ามกลางความเงียบที่หนาวเหน็บกว่าเดิม
“กากบาท… หมายความว่าห้ามงั้นเหรอ?”
ผมคิดในใจ หรือพวกเขากำลังส่งสัญญาณให้กันว่า “ของ” ชิ้นนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่?
หรือพวกเขาได้มันไปแล้ว และกำลังหนีอะไรบางอย่างลงมา?

ความระแวงทำเอาผมเลือดขึ้นหน้า ผมเริ่มวิ่ง… ไม่ใช่เพื่อหนี แต่เพื่อไปให้ถึงก่อนที่ใครคนอื่นจะชิงตัดหน้า กิ่งไม้ดีดกระทบใบหน้าจนแสบไหม้ เลือดเริ่มไหลซึมออกมาจากแขนทั้งสองข้าง แต่ผมไม่สน!
นั่นไง! ขอบกำแพงหินศิลาแลงเก่าคร่ำคร่าปรากฏรำไรอยู่ท่ามกลางทิวไม้ด้านบน แสงสว่างสุดท้ายของวันจับต้องยอดซากปรักหักพังนั้นจนดูเหมือนทองคำที่อาบไปด้วยเลือด ผมหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ความเหนื่อยล้าปลิดทิ้งหายไปเป็นปลิดทิ้ง
แต่แล้ว… สวบ! เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นตามหลังมาติดๆ คราวนี้มันกระชั้นชิดจนผมสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบนพื้นหิน
ผมหันขวับไปมอง เห็นเงาดำตะคุ่มอีกร่างหนึ่งโผล่ออกมาจากซอกผาด้านข้าง เขาแซงหน้าผมขึ้นไปทางชะง่อนหินอย่างรวดเร็วราวกับปีศาจ!
“เฮ้! หยุดนะ!”
ผมตะโกนลั่น ทิ้งกิ่งไม้แล้วกระโจนตามไปอย่างไม่คิดชีวิต ผมจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาชิง “ศิลาเทวาลัย” ไปต่อหน้าต่อตา!
ผมเหนี่ยวรากไม้ขรุขระเพื่อดีดตัวขึ้นชะง่อนผาชั้นสุดท้าย แต่รากไม้นั้นกลับหักกร๊อบจนผมร่วงหล่นลงมาที่พื้น ขากระแทกหินจนเลือดซึมออกมาเป็นทางยาว ผมเห็นร่างชายชุดดำคนนั้นปีนขึ้นไปถึงลานเทวาลัยแล้วหายลับเข้าไปในซากตึก

“มันต้องเป็นของผม… ไม่ใช่ของแก!”
ผมรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้าย คว้าเถาวัลย์ที่ห้อยย้อยลงมา กระชากจนมือห้อเลือดแต่ผมไม่ปล่อย ผมถีบตัวยันซอกหิน โหนตัวขึ้นสู่ลานราบด้านบนได้สำเร็จ… ผมยืนอยู่หน้าซากปรักหักพังของเทวาลัยที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำและกลิ่นอายของความศักดิ์สิทธิ์ที่บิดเบี้ยว
ชายชุดดำคนนั้นหายไปไหน? ผมกวาดสายตามองไปรอบบริเวณที่เงียบสงัด…
และนั่นเอง… ท่ามกลางซากหินขรุขระที่มีธูปปักอยู่ตามมุมต่างๆ มีวัตถุชิ้นหนึ่งตั้งเด่นอยู่เพียงชิ้นเดียว มันสะท้อนแสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงจนดูเหมือนมีรัศมีเรืองรองกระจายออกมา… มันคือของจริง!
หัวใจของผมเต้นระรัวจนแทบระเบิดออกมานอกอก ลานเทวาลัยแห่งนี้ดูเหมือนสุสานโบราณที่ถูกทิ้งร้างมานานนับศตวรรษ กลิ่นอับชื้นของตะไคร่น้ำคละคลุ้งไปกับกลิ่นธูปที่มอดไหม้เหลือเพียงก้านแดงก่ำปักอยู่ตามซอกหินรอบทิศทาง

ผมกวาดสายตาหาชายชุดดำคนนั้น…
เขาหายไปไหน?
เขาขึ้นมาถึงก่อนผมน่าจะคว้ามันไปแล้วสิ! หรือว่าเขาถูกความมืดของป่ากลืนกินไปแล้ว?
“ไม่มีใครแย่งผมได้… ไม่มีใคร!”
ผมพึมพำกับตัวเองด้วยความบ้าคลั่ง ผมกระโจนข้ามซากปรักหักพังไปที่ลานกลางเทวาลัย
ตรงนั้นเอง… บนพื้นหินราบเรียบที่ดูเหมือนแท่นบูชา มีหินขรุขระสีเขียวมรกตก้อนหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว มันเรืองรองสว่างไสวผิดธรรมชาติ ราวกับมันกำลังดูดซับแสงอาทิตย์ดวงสุดท้ายเข้าไปขังไว้ภายในรัศมีวงกลมที่แผ่ออกมา
“ศิลาเทวาลัย”

สองมือที่สั่นเทาของผมค่อยๆ ยื่นออกไปประคองมันขึ้นมาอย่างทะนุถนอม น้ำหนักของมันหนักอึ้งและเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย ผมชูมันขึ้นเหนือศีรษะด้วยความปิติอย่างที่สุด บาดแผลที่ขาทั้งเจ็บทั้งลึก และเลือดที่ไหลซึมตามร่างกายดูเป็นราคาที่แสนถูกเมื่อเทียบกับ “ศิลาเทวาลัย” ก้อนนี้
ผมรีบประคองใส่ในเสื้อที่อกซ้าย ปิดทับด้วยเสื้อคลุม กุมมันไว้แน่นพลางหันหลังกลับ วิ่งกระโจนลงจากเทวาลัยอย่างไม่คิดชีวิต
กิ่งไม้ฟาดหน้า เสื้อผ้าขาดวิ่นจนกลายเป็นเศษผ้าพันกาย ผมไม่สนใจว่าใครจะเจ็บตายอยู่ในป่านี้ ขอแค่ผมหนีออกไปให้พ้นก่อนความมืดมิดจะปกคลุมทุกอย่าง
เหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ จนลงมาถึงพื้นราบชายป่า… แสงสุดท้ายลับขอบฟ้าไปแล้ว เหลือเพียงสีเทาสลัวที่น่าอึดอัด
ผมหยุดชะงัก…ทันที !
เมื่อเห็นร่างหนึ่งยืนพิงโคนไม้ใหญ่ ชายชุดดำคนนั้นนั่นเอง! เสื้อผ้าของเขาขาดรุ่งริ่งยิ่งกว่าผม ใบหน้ามีรอยแผลเหวอะหวะราวกับถูกเล็บของบางสิ่งที่มองไม่เห็นข่วนจนยับเยิน เลือดไหลโทรมกายหยดย้อยทั่วท้องแขน
เขาจ้องมองผมด้วยสายตาที่เหนื่อยล้าและเวทนา
จนทำให้ผมต้องรีบทัก
“ผมเห็นใจนะ…ที่คุณโชคไม่ดี แม้จะไปถึงแท่นวางศิลาเทวาลัยแล้ว“
พูดจบกระชับมือที่กุมศิลาเทวาลัยในเสื้อแล้วดึงออกมาชูเหนือศีรษะให้ชายโชคร้ายเห็นแล้วพูดต่อ
“แต่ไม่เป็นไร…ด้วยอิทธิฤทธิ์ของหินศักดิ์สิทธิ์นี้ ผมจะโบกสะบัดให้ปลดความทุกข์ทั้งมวลให้คุณเดี๋ยวนี้”
พูดจบล้วงหินศักดิ์สิทธิขึ้นมากวัดแกว่งให้ลมกระพือ’’
ชายชุดดำยกมือห้าม พลางส่ายหน้า เลือดยังไหลย้อยมุมปาก ฝืนยิ้มอย่างสิ้นหวัง…
“เรา…เรา เพิ่งเอาไปวางคืนไว้เอง…!“



