INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 21 สิงหาคม 2569
สทนช. ต้องเป็น “แม่ทัพข้อมูล” เปลี่ยนการเตือนภัยจากรายงาน…สู่การสั่งการ
น้ำป่าจากพื้นที่ดอยภูคาไหลหลากเข้าท่วมอำเภอปัว จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 จนบ้านเรือนบางพื้นที่ถูกน้ำท่วมสูง ถนนและสะพานได้รับความเสียหาย กลายเป็นภาพสะท้อนอีกครั้งว่า ความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วกำลังเกิดขึ้นเร็วและรุนแรงกว่าระบบรับมือของหลายพื้นที่จะตั้งตัวทัน
รายงานในพื้นที่ระบุปริมาณฝนราว 108-110 มิลลิเมตร ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้เตือนล่วงหน้าถึงฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคเหนือช่วง 18-21 สิงหาคม และความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ฝนตกมากแค่ไหน” แต่คือ เมื่อรัฐรู้ว่าฝนกำลังมา ระบบบริหารจัดการน้ำสามารถเปลี่ยนข้อมูลนั้นเป็นการเตือนและการอพยพได้เร็วเพียงใด
เหตุการณ์ปัวจึงควรถูกมองเกินกว่าคำว่า “น้ำท่วมเฉพาะพื้นที่” เพราะจังหวัดน่านอยู่ในระบบลุ่มน้ำน่าน ซึ่งเชื่อมโยงกับโครงข่ายน้ำของภาคเหนือตอนล่างและลุ่มน้ำเจ้าพระยา ความเสี่ยงจึงต้องวิเคราะห์ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงพื้นที่ปลายน้ำ กรมชลประทานเองมีสถานีติดตามระดับน้ำในลุ่มน้ำน่านหลายจุด รวมถึงสถานี N.49 บ้านน้ำยาว อำเภอปัว และสถานีในพื้นที่เมืองน่าน ซึ่งสะท้อนว่ารัฐมีโครงสร้างตรวจวัดอยู่แล้ว ปัญหาสำคัญจึงอาจไม่ใช่ “ไม่มีข้อมูล” แต่เป็น ข้อมูลจากหลายหน่วยงานถูกนำมาประมวลผลและสั่งการร่วมกันได้เร็วพอหรือไม่
นี่คือจุดที่ระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศต้องถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง เพราะปัจจุบัน สทนช. มี National ThaiWater ซึ่งรวบรวมข้อมูลฝน ระดับน้ำ แหล่งน้ำ คุณภาพน้ำ รวมถึงระบบเตือนภัยน้ำหลากและดินถล่มไว้ในระบบแล้ว
ขณะเดียวกัน กรมชลประทานก็มีข้อมูลสถานีวัดน้ำและการบริหารจัดการลุ่มน้ำของตนเอง คำถามจึงเปลี่ยนจาก “เรามีเทคโนโลยีหรือไม่” เป็น “ใครเป็นผู้แปลข้อมูลให้เป็นคำสั่งเดียว และใครรับผิดชอบเมื่อสัญญาณเตือนเกิดขึ้นแล้ว แต่การตอบสนองไม่ทัน” เพราะในภาวะน้ำป่าไหลหลาก เวลาที่ประชาชนมีสำหรับตัดสินใจอาจเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่สิบนาที
ตัวเลขสถานการณ์ในปีนี้ยิ่งทำให้เรื่องนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเหตุการณ์โดดเดี่ยว รายงานของกรมชลประทานระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2569 มีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 25 จังหวัด ก่อนที่หลายจังหวัดจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ นั่นหมายความว่าโจทย์ของประเทศไม่ใช่เพียงการสร้างเขื่อนหรือเพิ่มทางระบายน้ำ แต่ต้องบริหาร “ความเสี่ยง” ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ การใช้ที่ดิน พื้นที่รับน้ำ ทางน้ำธรรมชาติ ระบบระบายน้ำเมือง ไปจนถึงการเตือนภัยประชาชน ขณะที่ สทนช. เองมีระบบติดตามสถานการณ์ที่แยกข้อมูลน้ำในอ่างเก็บน้ำ ทั้งปริมาตรน้ำและน้ำใช้การได้ ซึ่งสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การมีข้อมูลมาก ไม่เท่ากับการมีความมั่นคงด้านน้ำ
ผู้เชี่ยวชาญ “น้ำ” ระบุว่า ดังนั้น สิ่งที่ควรเกิดขึ้นไม่ใช่การเรียกร้องให้ สทนช. มี “อำนาจเบ็ดเสร็จ” จนทับซ้อนหน่วยงานอื่น แต่ควรทำให้ สทนช. เป็น “แม่ทัพด้านข้อมูลและการบูรณาการ” อย่างแท้จริง ภายใต้กลไกตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พศ. 2561 ซึ่งกำหนดบทบาทของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. ในการบูรณาการแผนและการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ สิ่งที่ประชาชนควรเห็นจึงไม่ใช่เพียง “ประกาศ” ที่สวยงาม แต่เป็นระบบที่ตอบได้ทันทีว่า ฝนจะตกที่ไหน น้ำจะไหลไปทางใด จุดใดจะวิกฤต ใครต้องเตือน ใครต้องอพยพ ใครต้องเปิด–ปิดประตูน้ำ และใครเป็นผู้ตัดสินใจในนาทีวิกฤต
น้ำท่วมปัวจึงไม่ควรถูกจดจำเพียงในฐานะภัยพิบัติอีกครั้งหนึ่งของจังหวัดน่าน แต่ควรถูกใช้เป็น “บททดสอบระบบครั้งใหญ่ Stress Test ของระบบบริหารน้ำประเทศไทย เพราะประเทศมีทั้งดาวเทียม เรดาร์ สถานีวัดฝน สถานีวัดน้ำ แบบจำลอง และคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติอยู่แล้ว สิ่งที่ยังต้องพิสูจน์คือ เมื่อธรรมชาติส่งสัญญาณเตือน ระบบราชการจะสามารถส่ง “คำสั่งเดียว” ไปถึงประชาชนได้เร็วพอหรือไม่ เพราะในวิกฤตน้ำ ข้อมูลที่มาช้า แม้จะถูกต้อง ก็อาจไม่ต่างจากข้อมูลที่ไม่มีอยู่เลย



