หน้าแรกเรื่องสั้น เรื่องสั้น   “คืน…ฝนตก”  | “ชัยทัศน์”

 เรื่องสั้น   “คืน…ฝนตก”  | “ชัยทัศน์”

เผยแพร่

spot_img

  เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มก่อนจะสำลักไอเสียออกมาเป็นจังหวะสุดท้ายแล้วดับสนิทลง   ท่ามกลางเสียงคำรามของท้องฟ้ากัมปนาททั่วหุบเขา 

                                “เอก” ทุบพวงมาลัยด้วยความโมโห เข็มความร้อนของรถคันเก่งพุ่งสูงจนมิดเกจ์แดงฉานเหมือนคำเตือนจากนรก 

                                 ภายนอกกระจกหน้า ฝนมหาศาลสาดซัดลงมาจนโลกทั้งใบกลายเป็นสีเทาหม่น ถนนลูกรังเส้นเล็กที่ถูกโอบล้อมด้วยแมกไม้รกชัฏในเขตป่ารอยต่อภาคตะวันออกดูเหมือนจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์

                                เขาตัดสินใจคว้ากระเป๋าคาดเอวใบเก่งและมือถือที่เหลือแบตเตอรี่ไม่มากนัก ก้าวลงจากรถไปเผชิญกับความเย็นเยียบที่บาดลึกถึงผิวหนัง แสงไฟฉายจากมือถือวูบวาบฝ่าม่านฝนไปกระทบกับเงาตะคุ่มของสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่เบื้องหน้า 

                              มันคือบ้านไม้ใต้ถุนสูงทรงโบราณที่ดูโอ่อ่าแต่กลับทรุดโทรมด้วยกาลเวลา ประตูรั้วเหล็กดัดที่ขึ้นสนิมจนเขรอะแง้มทิ้งไว้เหมือนเป็นกับดักที่รอคอยเหยื่อ

                             เอกไม่มีทางเลือก เขาต้องหาที่กำบังก่อนที่จะถูกพายุซัดจนสิ้นสติ

                            เมื่อก้าวพ้นชายคาบ้าน กลิ่นแรกที่ปะทะจมูกคือกลิ่นสาบสางของไม้ที่ผุพังผสมกับกลิ่นอับชื้นที่รุนแรงจนน่าคลื่นเหียน ความเงียบภายในบ้านหลังนี้ช่างน่าประหลาด มันเงียบสนิทจนเสียงฝนข้างนอกฟังดูเหมือนอยู่ไกลออกไปนับกิโลเมตร    

                            เอกกวาดไฟฉายสำรวจห้องโถงกว้าง พื้นไม้ปาเก้ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นหนาเตอะ    แต่ทว่า… ท่ามกลางฝุ่นเหล่านั้น กลับมี “รอยลาก” เป็นทางยาวตรงกลางโถงบ้าน มันสะอาดเกลี้ยงเกลาเหมือนมีวัตถุหนักๆ ถูกเคลื่อนย้ายผ่านไปมานับครั้งไม่ถ้วนจนฝุ่นไม่ทันได้เกาะตัว

                         “มีใครอยู่ไหมครับ?” 

                           เอกตะโกนถาม เสียงของเขาสั่นพร่าและถูกกลืนกินหายไปในความมืดที่ลึกเข้าไปในตัวบ้าน

                          เขาตัดสินใจทรุดตัวลงนั่งพิงผนังไม้ใกล้ประตูทางออกที่สุดเพื่อเตรียมตัวรอจนกว่าฝนจะซาลง 

                          ทันใดนั้นเอง เสียง “เอี๊ยด… ปัง!” 

ก็ดังก้องมาจากชั้นบน มันคือเสียงบานประตูไม้ลัดวงจรกับลมพายุ หรืออาจจะเป็นฝีมือของใครบางคน

                        ตามมาด้วยเสียงโหยหวนแผ่วเบาเหมือนคนกำลังสะอื้นไห้ด้วยความเจ็บปวด เอกรู้สึกสันหลังวาบ ใจหนึ่งสั่งให้เขาหนี แต่อีกใจหนึ่งในฐานะมนุษย์ที่ยังมีสำนึก เขาเกรงว่าจะมีใครได้รับอุบัติเหตุอยู่ด้านบน

        เขาพยุงร่างที่เปียกโชกขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงลั่นประท้วงในทุกฝีเท้า ชั้นสองของบ้านมืดมิดและเย็นยะเยือกกว่าชั้นล่าง ห้องในสุดมีแสงสลัวจากฟ้าแลบลอดผ่านรอยแตกของหลังคา เอกเดินไปผลักประตูห้องนั้นออก… 

                      มันว่างเปล่า มีเพียงหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ให้ม่านขาดวิ่นสะบัดเร่าเหมือนวิญญาณที่กำลังร่ายรำ

                      ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างบอกให้เขารีบกลับลงไปข้างล่างทันที แต่เมื่อแสงไฟฉายตกลงไปที่หน้าประตูทางออกซึ่งเขาเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครู่ เอกก็ต้องชะงักจนแทบหยุดหายใจ เลือดในกายเหมือนจะกลายเป็นน้ำแข็ง

                    วีลแชร์ไม้เก่าคร่ำครึตัวหนึ่ง… จอดสนิทอยู่กลางโถงบ้าน ขวางประตูทางออกไว้อย่างพอดิบพอดี ทั้งที่เมื่อสิบนาทีก่อน… 

                   ตรงนั้นไม่มีอะไรอยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว!

                             เอกยืนนิ่งแข็งเหมือนท่อนไม้ ลำคอแห้งผากจนแทบจะกลืนน้ำลายไม่ลง แสงไฟฉายสั่นระริกอยู่ในมือจดจ้องไปยังวีลแชร์ไม้ตัวนั้นที่จอดขวางทางออกอย่างเงียบเชียบ เงาซี่ล้อที่ทอดดยาวไปบนพื้นไม้ปาเก้ ดูเหมือนกรงเล็บปีศาจที่กำลังตะปบทางรอดของเขา

                           ทันใดนั้น ความตื่นตระหนกก็สั่งการให้เขากระโดดข้ามพนักพิงไม้ที่เย็นเยียบ พุ่งตัวฝ่าม่านฝนออกไปยังป้อมยามที่ประตูรั้วหน้าบ้านอย่างไม่คิดชีวิต

                        “ช่วยด้วย! มีใครอยู่ไหม!” เขาตะโกนลั่นจนเสียงแหบพร่า

                       “เฮ้ย! หยุดอยู่ตรงนั้นอย่าเข้ามานะ!”

                        แสงไฟฉายแรงสูงสาดสวนกลับมาใส่หน้าเอกจนเขาต้องยกมือขึ้นบัง ชายในชุด รปภ. สีน้ำเงินซีดก้าวออกมาจากมุมมืดข้างป้อมยาม ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรง ใบหน้าที่ซูบตอบแฝงไปด้วยความหวาดระแวงสุดขีด มือข้างหนึ่งกุมกระบองสั้นไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน

                     “ผมเอง… คนเดินทาง…รถผมเสีย ผมเข้าไปหลบฝน!” 

                       เอกละล่ำละลักบอกพลางหอบหายใจ “แต่ในบ้านนั่น… มีบางอย่างขยับได้เอง ผมไม่ปลอดภัยแล้ว!”

                      รปภ. ลดไฟฉายลงเล็กน้อย แววตาที่เต็มไปด้วยความวิตกจ้องมองเอกเหมือนเห็นคนเพิ่งรอดตายจากกิโยตีน 

                   “คุณเข้าไปในบ้านมาเหรอ? โธ่เอ๊ย… ผมก็นึกว่าพวกหัวขโมย ผมแอบอยู่ตรงนี้คนเดียวมาตั้วแต่ก่อนฝนตก ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองบ้านหลังนั้นด้วยซ้ำ”

                     “เราต้องหนีไปจากที่นี่!” เอกย้ำด้วยความกลัวที่ยังไม่จางหาย “รถผมพอจะสตาร์ทติดได้ ถ้าคุณช่วยผมดันรถออกไป…”

                      รปภ. ส่ายหน้าช้าๆ พลางทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งแคบๆ ในป้อมยามอย่างคนไร้เรี่ยวแรง แสงไฟสลัวในป้อมเผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดเผือด

                    “ผมทิ้งงานไม่ได้หรอกคุณ… ผมเพิ่งมาเข้าเวรแทนเพื่อนที่หายตัวไปได้สองวันแล้ว  ถ้าหายไปอีกคน ผมคงเดือดร้อนหนัก และที่สำคัญ… ฝนหนักขนาดนี้ ถนนดินลูกรังข้างหน้ามันลื่นจนเป็นโคลนดูด ถ้าออกไปตอนนี้เราอาจจะไปติดแหง็กกลางทางป่าที่มืดสนิทกว่านี้”

         “แต่ในนั้นมันมีคนอยู่!” เอกแย้งเสียงสูง “ผมได้ยินเสียงร้อง และเห็นวีลแชร์นั่นขยับ!”

                     รปภ. หน้าถอดสี….นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว

                  “เข้าเวรครั้งก่อน ผมก็เคยได้ยิน… เสียงลากของหนักๆ บนพื้นไม้ทั้งคืน บางครั้งผมเห็นเงาสูงทมิฬยืนนิ่งอยู่ที่หน้าต่างชั้นสองจ้องลงมาที่ผม ผมเลยต้องขังตัวเองอยู่ในป้อมนี่ไง…ผมไม่ออกจากป้อมไปไหนกับคุณหรอกนะ…“

                    ในขณะที่ทั้งคู่กำลังถกเถียงท่ามกลางเสียงฟ้าคะนอง เอกก็พลันนึกขึ้นได้ด้วยความตระหนก เขาคลำไปที่เอวแล้วพบเพียงความว่างเปล่า กระเป๋าคาดเอวใบสำคัญหายไป! ในนั้นมีทั้งเงิน กุญแจรถสำรอง และเอกสารสำคัญที่เขาถอดวางไว้บนโต๊ะไม้กลางห้องโถงตอนที่กำลังสำรวจในตอนแรก

                  “บ้าจริง! ผมลืมกระเป๋าไว้ในนั้น!” เอกอุทานอย่างหัวเสีย “ผมต้องกลับไปเอา”

                 “อย่าเลยคุณ! ทิ้งมันไปเถอะ ของนอกกายไม่คุ้มกับชีวิตหรอก” 

                   รปภ. เตือนด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนหวังดีอย่างสุดซึ้ง แววตาของเขาดูห่วงใยจนเอกรู้สึกว่านี่คือมิตรเพียงคนเดียวที่เขามีในคืนนี้

               “ไม่ได้ ในนั้นมีทุกอย่างของผม”

                  เอกตัดสินใจด้วยความรั้น เขามองว่าชายร่างสูงที่ รปภ. กลัวอาจจะเป็นแค่คนพิการหรือคนแก่ที่จิตไม่ปกติ

               “ผมไปครู่เดียว เดี๋ยวกลับมาหาคุณตรงนี้!”

                  เอกวิ่งฝ่าความมืดกลับไปที่บ้านไม้หลังใหญ่อีกครั้ง แสงไฟฉายส่องเข้าไปในโถงบ้านที่ดูมืดมิดและลึกลับกว่าเดิม เขาพุ่งไปที่โต๊ะไม้กลางห้อง คว้ากระเป๋ามาสวมเข้าที่เอวได้ทันที แต่ทันทีที่เขาจะหันหลังกลับ… 

                 เสียง “ครืด… ครืด…” ของวัตถุหนักๆ ที่ถูกลากผ่านไม้ปาร์เกต์ก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดสลัวที่เชื่อมไปยังห้องครัว มันไม่ใช่เสียงวีลแชร์ แต่เป็นเสียงฝีเท้าที่หนักหน่วง ลากกระเผลกตามมาติดๆ อยู่ในเงาลึกที่แสงไฟฉายของเขาเข้าไม่ถึง!

               เสียง “ครืด… ครืด…” นั้นดังใกล้เข้ามาทุกขณะ มันเป็นเสียงที่เกิดจากน้ำหนักตัวมหาศาลที่กดทับลงบนไม้ปาเก้เก่าๆ สลับกับเสียงลากเท้าที่ผิดจังหวะ เอกพยายามบังคับมือที่สั่นเทาให้ส่องไฟฉายไปยังต้นเสียง 

              แสงสว่างวูบวาบไปกระทบกับเงาร่างสูงตระหง่านที่ดูใหญ่โตเกินมนุษย์ 

             ชายร่างสูงใหญ่คนนั้นยืนอยู่สุดปลายทางเดิน ผิวหนังของเขาดูซีดเซียวราวกับซากศพภายใต้ชุดคลุมยาวสีเข้มที่เปียกชื้น

                         เอกไม่รอช้า เขาพุ่งตัวไปยังประตูทางออกที่เขาเพิ่งเข้ามา แต่ทันใดนั้นเอง ประตูไม้บานยักษ์ที่เคยเปิดแง้มไว้กลับถูกกระชากปิดลงดัง “ปัง!” ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระแทกมันจากด้านนอก 

                        เอกพยายามหมุนลูกบิดและกระชากบานประตูอย่างบ้าคลั่ง แต่มันกลับถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนา

           “เปิด! เปิดเดี๋ยวนี้!” เขาตะโกนจนสุดเสียง พลางใช้ไหล่กระแทกประตูหวังจะให้มันพังออกไป แต่มันกลับนิ่งสนิทเหมือนผนังคอนกรีต

                       เสียงลากเท้านั้นหยุดลง… ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงชั่วขณะก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจที่แหบพร่าและหนักหน่วงอยู่ทางด้านหลัง เอกหันขวับกลับไป แสงไฟฉายส่องไปพบว่าชายร่างสูงคนนั้นไม่ได้เดินตามมาอย่างที่คิด แต่กลับหายไปในความสลัว เหลือเพียงความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม

                      เขาตัดสินใจวิ่งหนีเข้าไปในส่วนลึกของบ้านเพื่อหาทางออกอื่น เอกผ่านห้องที่ดูเหมือนห้องรับแขกโบราณ กลิ่นสาบชื้นของผ้าเน่าและกระดาษเก่าโชยเข้าจมูกจนอยากจะอาเจียน เขาพยายามเปิดหน้าต่างทุกบานที่เห็น  แต่กลับต้องพบกับความจริงที่น่าขนลุก… 

                    หน้าต่างทุกบานถูกตอกตะปูปิดตายด้วยแผ่นไม้หนาจากด้านนอก นี่ไม่ใช่แค่บ้านที่ถูกทิ้งร้าง แต่มันถูกเตรียมไว้เพื่อเป็นกรงขังโดยเฉพาะ!

                    เขาวิ่งขึ้นไปที่ชั้นสอง หวังจะหาหน้าต่างที่พอจะกระโดดลงไปได้ ทุกย่างก้าวบนบันไดไม้ส่งเสียงลั่นประท้วงเหมือนเสียงกรีดร้องของวิญญาณ เอกเปิดประตูห้องทุกห้องด้วยความหวังที่ริบหรี่ 

                    จนกระทั่งถึงห้องริมสุด …..แสงสายฟ้าที่แลบแปลบเข้ามาเผยให้เห็นเงาของวีลแชร์ไม้ตัวนั้นจอดนิ่งอยู่กลางห้อง… มันขึ้นมาอยู่บนนี้ได้อย่างไร!

                   วีลแชร์….?

                    เสียงลากเท้าเริ่มดังขึ้นอีกครั้งที่หัวบันได เอกไม่มีเวลาคิด เขาพุ่งไปที่หน้าต่างบานหนึ่งที่กรอบไม้เริ่มผุพังจนมีช่องว่างพอให้มุดผ่าน เขาใช้กำลังทั้งหมดพังแผ่นไม้ที่ตอกไว้ออกมาอย่างไม่คิดชีวิต ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงกระหน่ำเหมือนน้ำป่าไหลหลาก 

                  เอกปีนออกไปที่ระเบียงไม้ที่ผุกร่อน มือของเขาถูเสี้ยนไม้บาดจนเลือดซึมแต่เขากลับไม่รู้สึกเจ็บ

                  เขามองลงไปข้างล่าง ลมพายุพัดจนร่างเขาแทบปลิว เอกตัดสินใจโหนตัวลงจากขอบระเบียงแล้วทิ้งตัวลงสู่พื้นเบื้องล่าง ร่างของเขากระแทกพื้นดินที่ชุ่มโคลนอย่างแรงจนความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วกระดูกสันหลัง เขาพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นท่ามกลางความมืดมิด

                 เมื่อเขามองกลับขึ้นไปยังหน้าต่างชั้นสอง… แสงสายฟ้าเผยให้เห็น ชายร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งสนิทจดจ้องลงมา 

                ตรงหน้าต่างนั้น….!!

                         ใบหน้าที่บิดเบี้ยวและดวงตาที่ไร้แววคู่นั้นดูเหมือนจะยิ้มเยาะให้กับความพยายามในการหนีของเขา เอกไม่รอช้า เขาฝืนความเจ็บปวดวิ่งกระเผลกกลับไปที่ประตูรั้วหน้าบ้านด้วยแรงเฮือกสุดท้ายในชีวิต!

                        เอกวิ่งกะโผลกกะเผลกฝ่าม่านฝนที่สาดซัดราวกระสุนน้ำ ความเจ็บปวดจากแรงกระแทกที่สะโพกและข้อเท้าแล่นริ้วเข้าสู่สมองทุกครั้งที่ฝ่าเท้าบดลงบนดินโคลนลื่นแฉะ ลมหายใจของเขาขาดช่วง หอบถี่จนแสบหน้าอกไปหมด

                  แสงไฟฉายริบหรี่จากป้อมยามเบื้องหน้าเปรียบเสมือนประภาคารเดียวในมหาสมุทรแห่งความมืดมิดที่กำลังจะกลืนกินเขา

                    “ช่วยผมด้วย! มันออกมาแล้ว! มันอยู่บนนั้น!” 

เอกตะโกนสุดเสียงจนเส้นเลือดที่ลำคอปูดโปน

                      รปภ. ที่ยืนรออยู่หน้าป้อมยามรีบเปิดประตูเหล็กดัดเล็กๆ ด้านข้างออกอย่างรวดเร็ว แววตาของเขาในตอนนี้ดูตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิมจนเห็นตาขาวเด่นชัดภายใต้หมวกแก๊ปที่เปียกโชก 

                    “ทางนี้คุณ! เร็วเข้า! อย่าไปที่ประตูใหญ่ มันมีดินถล่มปิดทางลัดเลาะไปที่ถนนไม่ได้แล้ว ตามผมมาทางด้านหลังนี่ มีทางเล็กๆ ลัดผ่านดงไม้ไปบ้านพักคนงานได้!”

                      ทั้งคู่ตกอยู่ในชตากรรมเดียวกัน  พากันวิ่งเลาะผ่านเงาไม้อันมืดครึ้มข้างป้อมยามไปเพียงไม่กี่เมตร ก่อนจะมาถึงลานกว้างใต้ต้นจามจุรียักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมจนพื้นที่ด้านล่างแทบจะไร้แสงสว่างและเย็นเยือกผิดปกติ

                    รปภ. หยุดฝีเท้าลงกะทันหันเหมือนมีอะไรข้างหน้าขวางกั้น จนเอกเกือบจะชนเข้าที่หลัง แสงไฟฉายที่สั่นพร่าจากในป้อมสาดส่องมาถึงจุดนี้เพียงแผ่วเบา เผยให้เห็นใครบางคนนั่งนิ่งสนิทรออยู่ก่อนแล้ว… 

                    เป็นชายร่างสูงใหญ่คนเดิม….ที่จ้องมองเขาจากหน้าต่างชั้นสอง นั่นเอง..!

                    แต่คราวนี้เขานั่งเด่นตระหง่านอยู่บน วีลแชร์ไม้ ตัวเดิมที่เคยขวางประตูบ้านไว้ ใบหน้าซีดเซียวที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความวิปริตนั้นนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินที่ไร้ความรู้สึก

                       “ทำไม… มันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!” 

                         เอกสบถออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เขาพยายามจะหันหลังกลับเพื่อวิ่งหนีไปอีกทาง แต่กลับชะงัก พบว่า รปภ. เดินไปยืนสงบนิ่งอยู่ข้างหลังวีลแชร์ตัวนั้นอย่างมั่นคง

                        อาการตัวสั่นเทาและความหวาดกลัวที่เคยแสดงออกมาหายไปสิ้น   เหลือเพียงใบหน้าที่เรียบเฉยและดวงตาเหม่อลอยเหมือนต้องมนต์สะกด 

                       เขาถลาไปคว้าแขวนกระชากให้วิ่งหนี…

                       รปภ. กลับสะบัด บรรจงจัดวางมือที่หยาบกร้านของชายร่างสูงบนที่พักแขนอย่างประณีตและนอบน้อม ก่อนจะหันมาสบตาเอกที่ยืนเบิกตาค้างท่ามกลางเสียงพายุฝนที่คำรามก้อง

                       รปภ.สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะก้มหัวเคารพชายบนวีลแชร์   แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่บาดลึกเข้าไปในกระดูกของคนฟัง

                    “ผมพาคนเข็นรถ..คนใหม่มาให้แล้วครับนาย !”

ข่าวล่าสุด

สะโตรก-“ภัยเงียบ” จากแรงขับ “หวาน-มัน-เค็ม”

ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่เกิดขึ้นราว 1.5 แสน ถึง 250,000 รายต่อปี และคร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ รองจากมะเร็งและโรคหัวใจตามบริบทปีนั้นๆ โดยมีผู้เสียชีวิตราว 30,000 - 50,000 คนต่อปี

รัฐบาลเจอ “ศึกหนัก” ทั้งใน-นอกสภา ปมทุจริต-ฮั้ว สว.-เขากระโดง-ชายแดนใต้

สถานการณ์การเมืองไทยในห้วงเวลานี้กำลังทวีความร้อนระอุขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากสารพัดปัญหารุมเร้า

ปริญญาตรีล้นตลาด พ่ายสมรภูมิ…เทคโนโลยี  เมื่อ AI “กำลังสอบ” ระบบการศึกษาไทย

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเปลี่ยนทั้งลักษณะงาน วิธีทำงาน และทักษะที่นายจ้างต้องการอย่างรวดเร็ว คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเด็กไทยเรียนจบอะไร แต่คือ สิ่งที่เรียนมานั้นยังมีมูลค่าในตลาดแรงงานวันพรุ่งนี้หรือไม่

ด่านตรวจผู้นำรัฐบาล  บทเรียนความอับอายของรัฐราชการที่ไร้ความเข้าใจวิธีปฏิบัติ

เข้าตรวจค้นรถยนต์ของนายกรัฐมนตรีโดยขาดความเข้าใจวิธีปฏิบัติ ไม่เพียงแต่มอบภาพลักษณ์ชวนหัวในโลกออนไลน์ แต่ยังเปิดแผลความบกพร่องเชิงโครงสร้างของรัฐราชการ

ข่าวอื่นๆ

เรื่องสั้น  “ตามล่า..มาเฟีย” |  “ชัยทัศน์”

เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มเงียบในป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยกิเลส ภารกิจขุดรากถอนโคนแก๊งยาเสพติดข้ามชาติที่ชื่อว่า "โทนี่" ลากยาวมาหลายเดือน ข้อมูลเดียวที่เขามีคือมันร่อนเร่ไปตามแหล่งบันเทิง และมี "นกต่อ" เป็นสาวสวยคอยกรองลูกค้าชั้นดี มันคือ “มาเฟีย..” ที่เขาต้องขจัดให้ได้

เรื่องสั้น   “ศิลาเทวาลัย”| ชัยทัศน์

“มันต้องเป็นของผม” เสียงนั้นไม่ได้ออกจากปาก แต่มันก้องสะท้อนอยู่ในกะโหลกศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเข็มนาฬิกาที่เดินอยู่ในห้องที่เงียบสงัด “ศิลาเทวาลัย”

เรื่องสั้น   “แก้วเดิม”

เสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่งดังสม่ำเสมอ ราวกับใครบางคนกำลังหายใจอยู่ในความมืด แสงไฟนีออนจากบาร์ริมชายหาดสาดกระทบผิวน้ำเป็นสีแดงสลับม่วง กลิ่นเกลือทะเลปนกับกลิ่นเหล้ารัมราคาถูกและควันบุหรี่ลอยคลุ้ง “คุณมาคนเดียวเหรอ” เสียงผู้หญิงดังขึ้นข้าง ๆ