หน้าแรกINSIDE - INSIGHTถอดรหัสฟ้าผ่า! "อธิบดีฝนหลวง" ลาออก  ทิ้งทวนศักดิ์ศรีข้าราชการ !

ถอดรหัสฟ้าผ่า! “อธิบดีฝนหลวง” ลาออก  ทิ้งทวนศักดิ์ศรีข้าราชการ !

เผยแพร่

spot_img

ชนวนเหตุ  ย้าย..“เพราะแก่”  ใกล้เกษียณ  แน่หรือ ?

ปะทะนักการเมือง..กล่าวหาว่า“ล้วงลูก ?“

บทพิสูจน์ธรรมาภิบาลในโครงการพระราชดำริ

เปิดปูมฝูงบิน 77 ลำ กับงบประมาณปี 69 กว่า 2.7 พันล้าน 

เมื่อข้าราชการมืออาชีพถูกบีบให้เลือกระหว่าง “นโยบาย” หรือ “ความถูกต้อง”

                      กลายเป็นคลื่นใต้น้ำที่พัดถล่มกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างรุนแรง กรณีการตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกของ นายราเชน อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งสื่อทุกสำนักรายงานตรงกันว่าเป็นผลมาจากการเผชิญหน้ากับแรงกดดันทางการเมือง หลังมีกระแสข่าวการพยายามแทรกแซงงบประมาณซ่อมบำรุงอากาศยานมูลค่ามหาศาลจากบุคคลใกล้ชิดฝ่ายบริหาร ท่ามกลางภารกิจดูแล “มรดกพระราชทาน” ของในหลวง ร.9 ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญระดับสูง 

                      การลาออกครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสละตำแหน่งก่อนเกษียณ แต่คือการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในโครงการระดับยุทธศาสตร์ของชาติ ที่มีเดิมพันเป็นงบประมาณแผ่นดินปี 2569 สูงถึง 2,720 ล้านบาท

                    กระแสความร้อนแรงที่ปรากฏผ่านสื่อมวลชนทุกแขนงตลอดช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ต่างมุ่งเป้าไปที่การตัดสินใจสละตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงฯ   ของนายราเชน   ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะปมความขัดแย้งระหว่างข้าราชการระดับสูงและฝ่ายบริหารระดับนโยบาย ตามที่มีการเปิดเผยผ่านสื่อถึงมูลเหตุจูงใจที่เกี่ยวข้องกับการตั้งข้อสังเกตเรื่องความพยายามเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการงบประมาณและภารกิจการซ่อมบำรุงอากาศยานจากบุคคลภายนอก   สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นในระบบธรรมาภิบาลเท่านั้น แต่ยังทิ้งคำถามสำคัญถึงการรักษาบรรทัดฐานความถูกต้องในโครงการพระราชดำริ จนกลายเป็นแรงกดดันที่นำไปสู่การตัดสินใจทิ้งทวนตำแหน่งเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของวิชาชีพก่อนเกษียณอายุราชการ

                             หากจะเข้าใจนัยสำคัญของความขัดแย้งนี้ ต้องย้อนกลับไปดูหัวใจของ “กรมฝนหลวง ฯ” ซึ่งถือกำเนิดจากพระราชปณิธานของในหลวง ร.9 ทรงศึกษาค้นคว้าวิจัยยาวนานถึง 14 ปี จนเกิดการทดลองครั้งแรกในปี พศ. 2512 และยกระดับเป็นกรมในปี พศ. 2556   เพื่อทำหน้าที่ดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาภัยแล้งตามตำราฝนหลวงพระราชทานที่ทรงจดสิทธิบัตรไว้   ซึ่งเป็นพันธกิจที่ต้องอาศัยทั้งวิทยาศาสตร์และการบินชั้นสูงในการดูแลลมหายใจของเกษตรกรทั่วประเทศ

                            ปัจจุบันกรมแห่งนี้บริหารจัดการฝูงบินที่ถือเป็น “ห้องปฏิบัติการลอยฟ้า” รวมทั้งสิ้น 77 ลำ ประกอบด้วย เครื่องบินปีกติด 68 ลำ และปีกหมุนหรือเฮลิคอปเตอร์ 9 ลำ โดยมีเครื่องบินหลักอย่าง CASA CN-235 มูลค่าลำละกว่า 500-600 ล้านบาท 

                          ทรัพย์สินเหล่านี้ต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนและฤทธิ์กัดกร่อนของสารเคมีอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องใช้งบประมาณบำรุงรักษา สูงถึง ปีละประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อรักษาความปลอดภัยในทุกเที่ยวบิน

                        ในห้วง 3 ปีที่ผ่านมา กรมฝนหลวงฯ ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2569 คาดกันว่ามียอดสูงถึง 2,720 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงงบลงทุนจัดซื้อเครื่องบินใหม่มูลค่า 1,188 ล้านบาท ตัวเลขมหาศาลเหล่านี้คือจุดยุทธศาสตร์ที่ต้องการความโปร่งใสในระดับสูงสุดและเป็นที่จับจ้องของกลุ่มผลประโยชน์

                        ในวัฏจักรของระบอบราชการ ข้าราชการมืออาชีพย่อมมีหน้าที่สนองนโยบายเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งประวัติศาสตร์บอกเราเสมอว่าหากฝ่ายนโยบายยึดถือความโปร่งใสเป็นที่ตั้ง ข้าราชการย่อมทำงานได้อย่างเต็มภาคภูมิ แต่ในทางกลับกัน หากมีกระแสข่าวถึงการพยายามแทรกแซงโดยกลุ่มผลประโยชน์ บ้านเมืองก็มักจะตกอยู่ในสภาวะยากลำบาก

                        เป็นที่น่าสังเกตว่าในแวดวงการเมืองมักมีตัวละครที่วนเวียนอยู่กับอุตสาหกรรมการบินและการดูแลรักษาอากาศยานอย่างน่าสนใจ    จนกลายเป็นประเด็นที่สังคมมักจะนำมาฉายซ้ำเพื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต  คำถามที่เกิดขึ้นในใจของสาธารณชนจากข้อมูลที่สื่อนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพยายามเข้าถึงโครงสร้างงบประมาณ หรือความพยายามเข้ามาดูแลงานซ่อมบำรุงโดยอาศัยประสบการณ์จากภาคเอกชนนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องมีการพิสูจน์ความจริงภายใต้หลักธรรมาภิบาล

                          บทสรุปของการลาออกครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนบุคคล แต่มันคือ “เสียงสะท้อนจากห้องนักบิน” ที่ส่งถึงสังคมให้ร่วมกันเฝ้าระวังว่า เมื่อใดที่ความโปร่งใสถูกตั้งคำถาม เมื่อนั้นประสิทธิภาพของภารกิจพระราชดำริและเงินภาษีของประชาชนย่อมต้องการการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น

                          สุดท้ายแล้ว “วีรกรรม” หรือ “เกียรติประวัติ” ของนักการเมืองจะถูกจดจำในรูปแบบใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาได้วางตัวเหนือผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องได้จริงหรือไม่ เพราะรอยเท้าที่ทิ้งไว้ในหน้าประวัติศาสตร์จะเป็นเครื่องยืนยันว่า ใครคือผู้ที่เข้ามาสร้างสรรค์ และใครคือผู้ที่เข้ามาเพียงเพื่อแสวงหาโอกาสจากงบประมาณของแผ่นดิน

2569-05-02  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”

ข่าวอื่นๆ

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ 170 ปี “ไทย-ฝรั่งเศส”   “การทูตเชิงรุก”ต้องดับฝัน กัมพูชา-ใช้ปารีสเคลมพรมแดน

ยุทธศาสตร์การทูตครั้งนี้คือ "ปฏิบัติการเชิงรุก" เพื่อนำข้อเท็จจริงปมพรมแดนและพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ไปแสดงต่อประธานาธิบดี เอมานูเอล มาครง