หน้าแรกINSIDE - INSIGHTปปช. ชู…"ไม่รับ ไม่ให้ ไม่สน" 

ปปช. ชู…”ไม่รับ ไม่ให้ ไม่สน” 

เผยแพร่

spot_img

                               ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวเรื่องความโปร่งใสในระเบียบราชการไทย แคมเปญประชาสัมพันธ์และกองทุนล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ภายใต้คำขวัญอันเฉียบคมว่า “ไม่รับ ไม่ให้ ไม่สน” กำลังกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่จุดประกายความหวังให้แก่สาธารณชน ในฐานะที่ ปปช. เป็นกลไกหลักอันทรงเกียรติในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน

                              หากแต่ในมุมมองของนักวิเคราะห์และการรับรู้ของประชาชน ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ถ้อยคำรณรงค์ทางการเมือง หากแต่เป็นเสมือน “กระจกเงา” บานใหญ่ที่สะท้อนดุลยภาพระหว่างผลงานการชี้มูลความผิดในคดีสำคัญที่ผ่านมา กับพฤติการณ์เชิงโครงสร้างในระยะหลัง ซึ่งกำลังถูกท้าทายด้วยบรรทัดฐานและความรู้สึกร่วมของสังคมไทยอย่างมีนัยสำคัญ

                         กาลเวลาที่ผ่านมาของ ปปช. มีผลงานเชิงประจักษ์มากมายที่สมควรได้รับการชื่นชมและบันทึกไว้ในฐานะเสาหลักด้านกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการใช้อำนาจตามหน้าที่ไต่สวน ชี้มูลความผิด และส่งฟ้องต่ออัยการสูงสุดจนนำไปสู่การลงโทษในคดีทุจริตระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นการกวาดล้างสัญญามิชอบในคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ การทุจริตโครงการสนามฟุตซอลโรงเรียน ตลอดจนการเดินหน้าสืบสวนคดีร่ำรวยผิดปกติของอดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงและอดีต สส. ดังที่ปรากฏมติเอกฉันท์ในการอายัดทรัพย์สินและส่งฟ้องต่อศาลฎีกาฯ หลายระลอก ควบคู่ไปกับผลงานชิ้นเอกในการเช็คบิลขบวนการทุจริตเชิงนโยบายและงบประมาณแผ่นดินอีกหลายหลากคดี ทั้ง คดีทุจริตระบายมันสำปะหลัง (มันเส้น) แบบจีทูจีภาคสอง ที่สร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาล คดีทุจริตจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT200 และ Alpha 6 ในหน่วยงานราชการ คดีรุกป่าและที่ดินอุทยานแห่งชาติของอดีตแกนนำนักการเมือง หลายสังกัด คดีทุจริตเงินทอนวัด ที่สะเทือนวงการสงฆ์ ตลอดจนการชี้มูลความผิดอดีตบิ๊กข้าราชการและนักการเมืองใน คดีทุจริตโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ (โรงพักทดแทน) ทั่วประเทศ ผลงานอันเด็ดขาดเหล่านี้คือเครื่องพิสูจน์ว่า เมื่อใดที่ ปปช. ขับเคลื่อนกลไกอย่างตรงไปตรงมา องค์กรนี้ย่อมสามารถปกป้องเงินภาษีของประชาชนได้เสมอและสร้างประโยชน์แก่วงราชการได้อย่างมหาศาล

                                 เมื่อนำเจตนารมณ์ของคำขวัญ “ไม่รับ ไม่ให้ ไม่สน” มาวางทาบกับข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ คำว่า “ไม่สน” ในมิติการปฏิบัติหน้าที่ย่อมหมายถึง “ความเด็ดเดี่ยวสัตย์ซื่อ โดยไม่พะวงต่ออิทธิพลหรือสถานภาพทางการเมืองของผู้ถูกกล่าวหา” ซึ่งเป็นคุณธรรมขั้นสูงขององค์กรตรวจสอบ ทว่าในทางปฏิบัติระยะหลัง สังคมและนักกฎหมายกลับเฝ้ามองดุลยพินิจในคดีสำคัญบางกรณีด้วยความสนใจเป็นพิเศษ อาทิ บรรทัดฐานการพิสูจน์เจตนาและจริยธรรมในการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงการวินิจฉัยกรณีการครอบครองทรัพย์สินมูลค่าสูงที่มีการอ้างอิงเรื่องการหยิบยืมในลักษณะหนี้สิน ซึ่งเมื่อผลแห่งคดีสิ้นสุดลงในชั้นพิจารณาขององค์กรตรวจสอบ ผู้วิเคราะห์และสาธารณชนจำนวนไม่น้อยจึงเกิดข้อปุจฉาว่า มาตรฐานการพิสูจน์เจตนาตามเทคนิคกฎหมายดังกล่าว มีความสอดคล้องกับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการตรวจสอบความโปร่งใส และความคาดหวังของสังคมที่มุ่งเห็นบรรทัดฐานอันเข้มงวดเพียงใด

                             พฤติการณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความเด่นชัดและกลายเป็นประเด็นศึกษาเชิงวิชาการ เมื่อกลไกไต่สวนพิเศษภายนอกที่ตั้งขึ้นตามช่องทางกฎหมายเฉพาะ อันประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูงเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ได้ทำการสรุปพยานหลักฐานและมีมติร่วมกันเป็นเอกฉันท์ 9-0 ในกรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการรับสินบนมูลค่าสูง ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงอันน่าสะเทือนใจว่ามีรายชื่อของบุคคลระดับสูงในแวดวงกระบวนการยุติธรรมรวมถึงกรรมการขององค์กรตรวจสอบหลักพัวพันอยู่ด้วย

                          ปรากฏการณ์ที่กลไกภายนอกต้องเข้ามาทำหน้าที่ชี้มูลความผิดคนในองค์กรปราบโกงเสียเองเช่นนี้ แม้ในแง่หนึ่งจะสะเทือนความเชื่อมั่นต่อตัวบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในอีกแง่หนึ่ง ความไม่สอดประสานกันระหว่างพฤติกรรมของบุคลากรภายใน กับบรรทัดฐานความซื่อสัตย์สุจริตที่องค์กรพยายามรณรงค์ผ่านแคมเปญต่างๆ ย่อมกลายเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่สังคมและผู้ทรงคุณวุฒิต่างเห็นพ้องว่า จำเป็นต้องมีการทบทวนมาตรการคัดกรองและการตรวจสอบถ่วงดุลภายในองค์กรอิสระอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของระบบปราบปรามการทุจริตในภาพรวม

                                ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาเรื่อง “เงื่อนเวลา” และกฎหมายอายุความในคดีทุจริตคอร์รัปชัน ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ลดทอนประสิทธิภาพของการปราบปรามความผิดลงอย่างน่าเสียดาย แม้ว่าความพยายามในการแสวงหาข้อเท็จจริงในหลายกรณีจะเป็นไปด้วยความละเอียดรอบคอบ ซึ่งยากลำบาก แต่อุปสรรคในเรื่องความล่าช้าและการรอคอยพยานหลักฐานจากทั้งในและต่างประเทศ ได้ส่งผลให้คดีความของบุคคลระดับผู้บริหารหรือผู้ทรงอิทธิพลหลายคนต้องสิ้นสุดลงด้วยเหตุผลทางเทคนิคว่า “ขาดอายุความ” มากกว่าการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามเนื้อผ้าในชั้นศาล ปรากฏการณ์ “เวลาหมด” เช่นนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้กระบวนการเอาผิดทางอาญาต้องชะงักงัน แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในศักยภาพและความรวดเร็วของระบบยุติธรรมต้นน้ำของไทย

                                ในภูมิภาคอาเซียน เช่น สำนักงานสืบสวนการทุจริต (CPIB) ของสิงคโปร์ หรือคณะกรรมการปราบปรามการทุจริต (KPK) ของอินโดนีเซีย จะพบจุดร่วมที่น่าสนใจว่า ความสำเร็จและอำนาจต่อรองขององค์กรเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากแต่ผูกโยงอยู่กับ “ความรวดเร็วดั่งสายฟ้า” และ “ความเป็นอิสระอย่างเด็ดขาดจากฝ่ายบริหาร” ชนิดที่ไม่มีข้อยกเว้นทางเทคนิคดุลยพินิจให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง มาตรฐานสากลในลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งยืนยันว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของการปราบโกงมิอาจเกิดขึ้นได้เลย หากปราศจากการยอมรับและศรัทธาอย่างหมดหัวใจจากสาธารณชนผู้เฝ้ามอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่องค์กรตรวจสอบทั่วโลกจำเป็นต้องยึดถือเป็นบรรทัดฐาน

                             แคมเปญ “ไม่รับ ไม่ให้ ไม่สน” จึงอาจเปรียบเสมือนวรรณกรรมของทางราชการที่เขียนไว้อย่างสละสลวยและสมบูรณ์แบบในตัวเอง และคงจะเป็นความสัตย์ซื่อต่อหน้าที่อย่างที่สุด หากกลไกในระบบจะสามารถรักษาความสงบนิ่งในหลักการนั้นไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะการ “ไม่สน” ต่อเสียงเรียกร้องแห่งความกังขาของประชาชนที่ดังอยู่วงนอก 

                           การบริหารงานภายใต้ดุลยพินิจอันลุ่มลึกที่สามารถอธิบายกฎหมายให้วิจิตรพิสดารจนหลุดพ้นจากข้อสงสัยทั้งปวงได้นั้น นับเป็นความสามารถเชิงเทคนิคราชการที่น่ายกย่อง  เพราะหากเจ้าหน้าที่ตงฉินในอดีตได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ดุลยพินิจอันยืดหยุ่นในยุคนี้ พวกเขาคงไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเร่งรัดสำนวนคดีให้ทันอายุความ หรือต้องกังวลใจกับการตีความเรื่องการหยิบยืมทรัพย์สินให้ยากลำบากเหมือนวันวานอีกต่อไป

2569-06-23  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ พุ่งสูง

สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันในประเทศไทยรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พศ. 2566 - 2568) แสดงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 700,000 ราย ขยับขึ้นเป็น 750,000 ราย และแตะระดับ 800,000 รายในปีล่าสุด

7 ชั่วโคตร..จากถนน  “ธนบุรี-ปากท่อ” สู่ “พระราม 2”

ส้นทางคมนาคมขนส่งสายหลักลงสู่ภาคใต้ หรือทางหลวงหมายเลข 35 ที่รู้จักกันในนาม "ถนนพระราม 2" กำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอย่างรุนแรง จากกรณีอุบัติเหตุในพื้นที่ก่อสร้างที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ไทยสู่ยุคดิจิทัล แต่ผจญภัย “ระบบล่ม”

เจาะปมระบบหลังบ้านคลาดเคลื่อนจากกรณีศึกษา “รถโอนลอย-รายได้ทิพย์” สู่ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ ถึงเวลาแปรเปลี่ยนงบประมาณดิจิทัลบางส่วน มาล้างฐานข้อมูลกลางระดับชาติก่อนสายเกินแก้

รถกระบะขนผัก = คนรวย ? รัฐตัดสิน “จน-รวย” ตรงไหนแน่ !

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 พิษเกณฑ์คัดกรองแข็งทื่อ บทเรียน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 69” กับปรากฏการณ์คนจนหายวับ 9.3 ล้านคน                                   นโยบาย “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”...

ข่าวอื่นๆ

โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ พุ่งสูง

สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันในประเทศไทยรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พศ. 2566 - 2568) แสดงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 700,000 ราย ขยับขึ้นเป็น 750,000 ราย และแตะระดับ 800,000 รายในปีล่าสุด

7 ชั่วโคตร..จากถนน  “ธนบุรี-ปากท่อ” สู่ “พระราม 2”

ส้นทางคมนาคมขนส่งสายหลักลงสู่ภาคใต้ หรือทางหลวงหมายเลข 35 ที่รู้จักกันในนาม "ถนนพระราม 2" กำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอย่างรุนแรง จากกรณีอุบัติเหตุในพื้นที่ก่อสร้างที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ไทยสู่ยุคดิจิทัล แต่ผจญภัย “ระบบล่ม”

เจาะปมระบบหลังบ้านคลาดเคลื่อนจากกรณีศึกษา “รถโอนลอย-รายได้ทิพย์” สู่ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ ถึงเวลาแปรเปลี่ยนงบประมาณดิจิทัลบางส่วน มาล้างฐานข้อมูลกลางระดับชาติก่อนสายเกินแก้