วันอาทิตย์, เมษายน 12, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTภายหลังไทยชี้กัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา เกิดลอบยิงทันทีแนวชายแดน ภูผาเหล็ก–พลาญหิน 

ภายหลังไทยชี้กัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา เกิดลอบยิงทันทีแนวชายแดน ภูผาเหล็ก–พลาญหิน 

เผยแพร่

spot_img

  การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 ณ นครเจนีวา ได้กลายเป็นเวทีที่ไทยประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนที่สุดในรอบหลายปี เมื่อคณะผู้แทนไทยเปิดหลักฐานเชิงประจักษ์ ทั้งภาพถ่าย วิดีโอ และคำยืนยันจากชุดสังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ชี้ให้เห็นว่ากัมพูชามีการวางทุ่นระเบิดใหม่ในพื้นที่ที่เคยเป็นเขตปลอดทุ่นระเบิด โดยเฉพาะบริเวณช่องบก ช่องอานม้า หลักฐานดังกล่าวทำให้ข้ออ้างเดิมของกัมพูชาว่าเป็น “ระเบิดเก่าตกค้าง” แทบไม่อาจยืนอยู่ได้อีกต่อไป ไทยจึงเสนอให้ตั้งคณะผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอิสระภายใต้ UN เพื่อยุติความคลุมเครือที่สะสมมานานบนแนวชายแดน

                            เพียงสองวันหลังการประชุม เหตุการณ์ชายแดนกลับทวีความตึงเครียดขึ้น เมื่อมีการยิงปะทะเข้ามาฝั่งไทยบริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหิน  ศรีสะเกษ ระหว่างที่ทหารไทยกำลังลาดตระเวน  จนกองทัพไทยยกระดับเตือนภัยทันที เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดในจังหวะที่หลายฝ่ายกำลังจับตาปฏิกิริยาของกัมพูชาหลังถูกเปิดโปงด้วยหลักฐานในเวทีระหว่างประเทศ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจำนวนหนึ่งประเมินว่า การยิงครั้งนี้เป็นสัญญาณตอบสนอง เพื่อสร้างแรงกดดันกลับไปยังไทย หรือเพื่อทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นก่อนการจัดตั้งทีมตรวจสอบจากภายนอก

                             ความท้าทายจึงย้ายจากห้องประชุมไปสู่พื้นที่ชายแดนจริง ไทยจำเป็นต้องเดินหน้าผลักดันคณะกรรมการตรวจสอบอิสระให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อป้องกันมิให้เหตุยิงครั้งนี้ถูกตีความเป็นเพียง “เหตุการณ์เฉพาะหน้า” ซึ่งจะทำให้สาระสำคัญของการละเมิดออตตาวาถูกกลบไป ขณะเดียวกันไทยต้องรักษาระดับความยับยั้งชั่งใจ ไม่เปิดช่องให้สถานการณ์ลุกลามหรือถูกดึงเข้าสู่เกมยั่วยุ ซึ่งอาจกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ที่ใช้ต่อรองในทางการทูตได้

                             ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น การยิงปะทะหลังการประชุมสองวันเหมือนเป็นข้อความที่ดังยิ่งกว่าถ้อยแถลงใดในเจนีวา ข้อความที่บอกเป็นนัยว่า แม้กติการะหว่างประเทศจะถูกหยิบขึ้นมาทบทวนอย่างจริงจัง แต่พฤติการณ์ของกัมพูชาในแนวชายแดนยังไม่เปลี่ยนไปตามนั้น การกระทำเช่นนี้จึงยิ่งทำให้สายตาของประชาคมโลกหันกลับมาตั้งคำถามกับกัมพูชาชัดขึ้นกว่าเดิมว่า หากความจริงไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ แล้วเหตุใดการใช้เสียงปืนจึงต้องรีบมาคั่นทันทีหลังวันประชุม

ข่าวล่าสุด

“เจริญนครกำลังจะเปลี่ยน!” มหาดไทยทุ่ม 5.5 พันล้าน สร้างศูนย์ราชการใหม่ รองรับคน 7,600 คน

ล่าสุด โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย มูลค่ากว่า **5,574 ล้านบาท** มีความคืบหน้าแล้ว **34.07%** และเดินหน้าต่อเนื่อง คาดเสร็จภายในปี **2570**

 “สีหศักดิ์” ยันไม่ร่วม JBC 17-15 เม.ย.รอตั้งกรรมการฝ่ายไทยก่อน 

“สีหศักดิ์” ย้ำไทยยังไม่พร้อม ประชุมเจบีซี 17-25 เม.ย. เผยฝรั่งเศสให้ความร่วมมือไทยเข้าถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พร้อมระบุยกเลิกเอ็มโอยู43 ต้องเป็นฉันทามติ

อิตาลี-สเปน เรียกทูตอิสราเอลประท้วงหลังยิงเตือนและกักขังทหารรักษาสันติภาพ UNIFILในเลบานอน

อิตาลีและสเปนเดินหน้ากดดันอิสราเอล โดยเรียกนักการทูตเข้าชี้แจงอย่างเป็นทางการ หลังเกิดเหตุสองกรณีที่เกี่ยวข้องกับทหารรักษาสันติภาพในภารกิจ United Nations Interim Force in Lebanon (UNIFIL) ในเลบานอน

อิสราเอลจะทำทุกวิถีทางเพื่อจุดชนวนสงครามขึ้นมาอีกครั้ง

การหยุดยิงในตะวันออกกลางและการเปิดช่องทางเดินเรือผ่าน Strait of Hormuz อีกครั้งนั้น อยู่บนพื้นฐานที่เปราะบางอย่างยิ่ง และอิสราเอลจะทำทุกอย่างเพื่อให้สงครามปะทุขึ้นอีก

ข่าวอื่นๆ

สงกรานต์หงอย-คนเดินทางน้อย

สงกรานต์ปี 2569 ถูกจารึกว่าเป็นเทศกาลที่ "เงียบเหงา" และ "แพง" ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อวิกฤตสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ฉุดราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูง ส่งผลให้ดีเซลในประเทศแตะเพดานลิตรละ 47-50 บาท

วิกฤต “บัตรทอง”  หนี้เน่า 6 หมื่นล้าน !  สั่นคลอนระบบสาธารณสุข

รูรั่วบริหารจัดการทำกองทุนส่อเค้า "ถังแตก"  รัฐบาลใหม่เผชิญบททดสอบหินกลางสภาฯ                             วงการสาธารณสุขไทยถึงคราวสั่นสะเทือน เมื่อการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร  9-10 เมษายน 2569 เปิดเผยตัวเลขหนี้ค้างชำระค่ายาและเวชภัณฑ์สะสมสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการงบประมาณ สปสช. ที่สวนทางกับต้นทุนจริง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ "อาการป่วย"...

แถลงนโยบาย  ชูยุทธศาสตร์ 5 เสาหลัก  เดิมพัน “รัฐบาลใหม่“ วัดใจเศรษฐกิจฐานราก

อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลวันแรกต่อรัฐสภา ชูยุทธศาสตร์ 5 เสาหลักยกระดับเศรษฐกิจ สังคม พร้อมเป้าหมายพาประเทศเข้าสู่ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ