หน้าแรกINSIDE - INSIGHTมายาคติ.. “มหาดไทย ใสสะอาด” จริงหรือ ?  ยุทธจักรใต้เงาตั๋วการเมืองและทุนข้ามชาติ

มายาคติ.. “มหาดไทย ใสสะอาด” จริงหรือ ?  ยุทธจักรใต้เงาตั๋วการเมืองและทุนข้ามชาติ

เผยแพร่

spot_img

บทพิสูจน์บารมี “อนุทิน” ในสมรภูมิผลประโยชน์ภาคใต้ เมื่อคำสั่งย้ายล้างบางไม่อาจดับไฟหลังกำแพงเหล็ก

                                ปรากฏการณ์เหมือนแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ไล่เรียงตั้งแต่วิกฤตการณ์ “ปีนเกลียวข้ามหัว” ของข้าราชการปกครองในภูเก็ต สู่เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองและผลประโยชน์ในสุราษฎร์ธานี จนลามไปถึงคำสั่งเด้งฟ้าผ่าระดับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เข้ากรุ ศปก.ตร. เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือความขัดแย้งส่วนบุคคล หากแต่เชื่อกันว่า เป็นภาพสะท้อนเชิงประจักษ์ของ “ภูเขาไฟผลประโยชน์” ที่ปะทุทะลุเปลือกนอกของสโลแกนสวยหรูอย่าง “มหาดไทย ใสสะอาด” ของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล เผยให้เห็นเนื้อในอันหมักหมมของขบวนการทุนข้ามชาติ นอมินี และโครงสร้างระบบอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกเกินกว่ากลไกอำนาจรัฐส่วนกลางจะควบคุมได้โดยง่าย

                                  ข้อเท็จจริงประการแรกที่สร้างความสั่นสะเทือนในเชิงยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว คือสถานการณ์ที่เรียกว่า “การรุกคืบยึดครองแผ่นดินเงียบ” โดยกลุ่มทุนต่างชาติหลากหลายสัญชาติในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งรุดหน้าเกินกว่าคำว่า “นักท่องเที่ยว” ไปไกลลิบ ข้อมูลเชิงลึกชี้ให้เห็นการจัดตั้งนอมินีคนไทยบังหน้าเพื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์ มูลค่ามหาศาล กว้านซื้อที่ดินสร้างวิลล่าหรู ร้านอาหาร ย่านบันเทิง ตลอดจนการสถาปนาโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมของตนเอง อาทิ สถานศึกษาในระบบปิด และโบสถ์หรือสถานประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเฉพาะกลุ่มแปรรูปพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของไทยให้กลายเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ที่กลไกการตรวจสอบปกติของเจ้าหน้าที่รัฐก้าวข้ามไม่พ้น

                                    ขยับมาที่ไข่มุกอันดามันอย่างจังหวัดภูเก็ต ปมผลประโยชน์ยิ่งซับซ้อนและมีมูลค่าสูงขึ้นเป็นทวีคูณ จนกลายสภาพเป็น “อาณาจักรนอมินีข้ามชาติ” ที่สร้างความอึดอัดใจให้แก่คนท้องถิ่นอย่างรุนแรง การเติบโตของธุรกิจสีเทาและกลุ่มทุนต่างด้าวที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย ตั้งแต่ธุรกิจรถเช่า การท่องเที่ยว ไปจนถึงการบุกรุกพื้นที่ชายหาดและป่าสาธารณะเพื่อสร้างอภิสิทธิ์เหนือราษฎร์ ล้วนเกิดขึ้นภายใต้ “การปิดตาข้างเดียว” ของผู้บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่

                                สรรพสิ่งเหล่านี้กลายเป็นแหล่งขุมทรัพย์มหาศาลที่ดึงดูดทั้งอาชญากรรมข้ามชาติและการจัดสรรผลประโยชน์ระดับท้องถิ่น เกิดเป็นเครือข่ายอุปถัมภ์ที่โยงใยข้าราชการประจำเข้ากับเงินทุนนอกระบบอย่างเหนียวแน่น

                             เม็ดเงินมหาศาลจากสองพื้นที่ทองคำนี้เอง ที่ถักทอเข้าด้วยกันจนเกิดเป็น “สามเหลี่ยมผลประโยชน์” ระหว่าง กลุ่มทุนต่างชาติ-นักการเมืองท้องถิ่น-และข้าราชการประจำ ซึ่งเป็นคำตอบสำเร็จรูปว่าเหตุใดโครงสร้างสายบังคับบัญชาในภูมิภาคจึงเผชิญภาวะวิกฤตความยำเกรง  ถึงขั้นที่ข้าราชการระดับรองกล้าแสดงท่าทีท้าทายผู้ว่าราชการจังหวัด เนื่องจากต่างฝ่ายต่างถือ “ตั๋วการเมือง” สายตรงจากมุ้งต่าง ๆ ในส่วนกลาง การเมืองท้องถิ่นที่ต้องพึ่งพาเม็ดเงินมหาศาลในการรักษาฐานเสียงขยายอิทธิพล แข่งขันแย่งชิงพื้นที่ภาคใต้ จึงเข้าครอบงำข้าราชการประจำและแปรสภาพผู้บังคับใช้กฎหมายให้กลายเป็น “ผู้พิทักษ์ทุน” เพื่อความอยู่รอดในเก้าอี้ตำแหน่ง

                          ความฟ่อนเฟะเชิงโครงสร้างนี้ลามปามจนระบบสีกากีทนไม่ไหว นำไปสู่คำสั่งด่วนที่สุดของ ผบ.ตร. ที่สั่งย้ายผู้บัญชาการตำรวจภูธรที่รับผิดชอบ ออกจากพื้นที่เซ่นปมข้อมูลประชุมบริหารหลุดว่อนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเนื้อแท้คือการส่งสัญญาณ “ล้างไพ่” ครั้งใหญ่ของส่วนกลาง คล้อยหลังการล้างบางสายปกครองของกระทรวงมหาดไทย 

                         การเลือกที่จะสอยเฉพาะ “ยอดปิรามิด” แต่ยังคง คาโทษ ผู้บังคับบัญชาลดหลั่นกันลงมาของจังหวัดภูเก็ตและสุราษฎร์ธานีเพื่อเอาไว้ใช้งานต่อนั้น สะท้อนถึงยุทธวิธีทางปกครองที่พยายามลดแรงปะทะกับเจ้าของโควตาทางการเมืองในพื้นที่ พร้อม ๆ กับการส่งสัญญาณเตือนขั้นสูงสุดว่า บัดนี้ผลประโยชน์ใต้พรมได้กลายเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำลายเสถียรภาพของรัฐบาลแล้ว

                           ในแง่ของสัจนิยมทางการเมือง  สิ่งที่น่ากังขาที่สุดคือ ลำพังความตั้งใจจริงของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่จะประกาศศึกกวาดล้างมาเฟียและทุนเทา จะสามารถยืนหยัดต้านทาน “พายุหมุนผลประโยชน์” รอบตัวได้นานมากน้อยแค่ไหน เพราะในฐานะ “มนุษย์การเมือง” มท.1 กำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่งที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก รวมทั้งการโจมตีรอบทิศ ด้านหนึ่งคือการรักษาภาพลักษณ์ความซื่อสัตย์โปร่งใสตามธงนโยบาย แต่อีกด้านหนึ่งคือความจำเป็นในการบริหารความสัมพันธ์และผลประโยชน์ร่วมของคนในปีกรัฐบาลเดียวกัน ที่อาจกำลังนั่งตากฝนอยู่ใจกลางพายุลูกนี้ การย้ายข้าราชการจึงอาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อลดอุณหภูมิทางสังคม มากกว่าการทลายต้นตอของระบบตั๋วและนอมินี

                              ความใสสะอาดที่ทุกฝ่ายวาดฝัน จึงยังคงเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่ท้าทายว่า จะสามารถแปรเปลี่ยนจากตัวอักษรบนแผ่นกระดาษนโยบาย ให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้ในทางปฏิบัติได้อย่างไร

2569-06-22  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

อิจฉา…“คนรวย”  และ สงสาร…”คนจน”   มายาคติบน “กระดานเอียง..” ที่ไร้กติกา

“คนราย” กับ “คนจน” ปมปัญหาที่แท้จริงหาใช่เรื่องของบุญวาสนาหรือความเกียจคร้านไม่ แต่คือ “ความอยุติธรรมของกติกาเชิงโครงสร้าง” ที่เอื้อให้เกิดการผูกขาด ขัดขวางการขยับสถานะทางสังคม (Social Mobility)

2572 คลื่นความถี่  ทำ ”จอดับ“ หรือไปต่อ !  “ลดช่องทีวี” หรือ   “เพิ่มมือถือ” ? 

นับถอยหลังอีกเพียงไม่ถึง 3 ปี ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดินประเภทธุรกิจทั้ง 15 ช่องที่เหลือรอด จะสิ้นสุดอายุลงพร้อมกันในอัสดงแห่งปี พศ. 2572

เปิดปฏิบัติการ ถอดเกล็ดมังกร ทลายขบวนการ “พ่อทิพย์”

​เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 กรมการปกครอง สนธิกำลังร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ป.ป.ท. และ ป.ป.ง. เปิดยุทธการเข้าจับกุมเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

สปสช.มีมติ ยาแก้มะเร็ง โครงการฟ้าหญิงฯ  เข้าบัตรทอง

บอร์ด สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มสิทธิประโยชน์ยารักษามะเร็งนวัตกรรมไทย ซึ่งเป็นยามะเร็งแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) เข้าสู่ระบบ "บัตรทอง 30 บาท"

ข่าวอื่นๆ

อิจฉา…“คนรวย”  และ สงสาร…”คนจน”   มายาคติบน “กระดานเอียง..” ที่ไร้กติกา

“คนราย” กับ “คนจน” ปมปัญหาที่แท้จริงหาใช่เรื่องของบุญวาสนาหรือความเกียจคร้านไม่ แต่คือ “ความอยุติธรรมของกติกาเชิงโครงสร้าง” ที่เอื้อให้เกิดการผูกขาด ขัดขวางการขยับสถานะทางสังคม (Social Mobility)

2572 คลื่นความถี่  ทำ ”จอดับ“ หรือไปต่อ !  “ลดช่องทีวี” หรือ   “เพิ่มมือถือ” ? 

นับถอยหลังอีกเพียงไม่ถึง 3 ปี ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดินประเภทธุรกิจทั้ง 15 ช่องที่เหลือรอด จะสิ้นสุดอายุลงพร้อมกันในอัสดงแห่งปี พศ. 2572

เสนอ“ยุบ กอ.รมน. ” เหมือนทิ้ง“เบาะรองรับวิกฤติ !“

ทางออกของ กอ.รมน. ท่ามกลางสมการความมั่นคงตามแนวตะเข็บชายแดนและ 3 จังหวัดภาคใต้ จึงอาจไม่ใช่การ “ทุบทำลาย” แต่คือการ “จัดระเบียบหน้าที่” เพื่อประสานงาน ทหาร ตำรวจ พลเรือน ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด