วันพฤหัสบดี, เมษายน 16, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHT”วันนี้“ 8 กพ. ทั้ง  “เลือกตั้ง”  “ประชามติ”  บททดสอบของ “เจตจำนง” กับ “การจัดการ”

”วันนี้“ 8 กพ. ทั้ง  “เลือกตั้ง”  “ประชามติ”  บททดสอบของ “เจตจำนง” กับ “การจัดการ”

เผยแพร่

spot_img

                           “ต่อเนื่องจากบทวิเคราะห์ถึงความรับผิดชอบของ กกต. ในระดับนโยบาย เมื่อมองลึกลงไปในทางปฏิบัติหน้าคูหา โจทย์ใหญ่ที่ กกต. ต้องตีให้แตกคือการเปลี่ยนความซับซ้อนของ ‘บัตร 3 สี’ ให้กลายเป็นความราบรื่น เพื่อไม่ให้เจตจำนงของประชาชนกลายเป็นบัตรเสีย…”

 สามบัตร สามสี ในสถานที่เดียวกัน

 ความชัดเจนของ กกต. คือกุญแจป้องกันบัตรเสียและวิกฤตศรัทธา

                             การเลือกตั้งทั่วไปสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติว่าด้วยรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นครั้งแรกที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. จัดให้มีการลงคะแนนทั้งสองกระบวนการพร้อมกันในสถานที่เดียวกัน แม้จะแยกเป็นคนละส่วนอย่างชัดเจน แต่ความซับซ้อนของขั้นตอนและจำนวนบัตรลงคะแนนถึง 3 ใบ ทำให้การบริหารจัดการของ กกต. และความเข้าใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อความเรียบร้อย ความสุจริต และความเชื่อมั่นต่อผลการเลือกตั้งทั้งระบบ

บทเรียนจากเลือกตั้งล่วงหน้าและรอยรั่วที่ไม่ควรมองข้าม

                            การเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้ กกต. จะสรุปภาพรวมว่าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากหลายพื้นที่ ทั้งปัญหาเอกสารประกาศรายชื่อผู้สมัคร การสื่อสารข้อมูลคลาดเคลื่อน และความสับสนในขั้นตอนบางช่วง สะท้อนว่า “ความบกพร่องทางธุรการ” แม้จะไม่กระทบสาระสำคัญของการลงคะแนนโดยตรง แต่หากปล่อยให้สะสมโดยไม่จัดการเชิงระบบ อาจถูกนำไปขยายผลเป็นข้อร้องเรียนเรื่องความไม่สุจริตและความไม่เป็นธรรมในการเลือกตั้งได้ในภายหลัง

กกต. ในฐานะ “คณะ” ไม่ใช่ภาระของฝ่ายธุรการเพียงลำพัง

                          หัวใจของปัญหาไม่ได้อยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากแต่อยู่ที่บทบาทของ กกต. ในฐานะ “คณะกรรมการ” ซึ่งมีการแบ่งความรับผิดชอบเป็นด้าน ๆ อย่างชัดเจน รวมถึง “ด้านบริหารจัดการเลือกตั้ง”  โดยตรง เมื่อเกิดปัญหาเชิงระบบหรือขั้นตอน กรรมการ กกต. ที่รับผิดชอบด้านนั้นควรเป็นผู้ลงมาคลี่คลายและสื่อสารกับสาธารณะด้วยตนเอง การปล่อยให้เลขาธิการ กกต. ซึ่งทำหน้าที่ฝ่ายธุรการ ต้องออกมารับหน้าแทบทุกกรณี อาจทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนถึงโครงสร้างความรับผิดชอบ และกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรอิสระในระยะยาว

“3 บัตร”  “3 สี”  “2 จังหวะ”  ความเสี่ยงที่ต้องบริหาร

                            ในวันเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิจะต้องลงคะแนนภายใต้กฎหมายสองฉบับ ด้วยบัตรลงคะแนน 3 ใบ เริ่มจากการเลือกตั้ง สส. ซึ่งใช้ บัตรสีเขียว สำหรับแบบแบ่งเขต และ บัตรสีชมพู สำหรับแบบบัญชีรายชื่อ หย่อนลงใน 2 หีบ ตามลำดับ จากนั้นจึงต้องแสดงตัวตนอีกครั้งเพื่อรับ บัตรสีเหลือง สำหรับออกเสียงประชามติ และหย่อนลงในอีกหีบหนึ่ง แม้ทั้งหมดจะอยู่ในสถานที่เดียวกันแต่แยกเป็นคนละส่วน ขั้นตอนลักษณะนี้ หากขาดการอธิบายและการดูแลอย่างใกล้ชิด ย่อมมีความเสี่ยงต่อความสับสนและการเกิดบัตรเสียจำนวนมากโดยไม่จำเป็น

เจตจำนงของประชาชน ต้องมาก่อนการจับผิด

                              สิ่งที่ กกต. ไม่ควรมองข้ามคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เดินทางออกจากถิ่นฐานไปใช้สิทธิ คือผู้ที่แสดง “เจตจำนง” อย่างชัดเจนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งจึงควรตั้งอยู่บนหลักการอำนวยความสะดวกและการแนะนำอย่างทันท่วงที มากกว่าการ“เฝ้าจับตา” ทุกอิริยาบถด้วยมุมมองทางกฎหมายเพียงด้านเดียว หากเกิดความผิดพลาดโดยไม่มีเจตนาทุจริต การชี้แนะในจังหวะที่เหมาะสมย่อมป้องกันปัญหาได้ดีกว่าการปล่อยให้บัตรเสียแล้วค่อยอธิบายภายหลัง

บทเรียนจากต่างประเทศ และโจทย์การฟื้นศรัทธา

                              หลายประเทศที่มีระบบเลือกตั้งซับซ้อน เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี หรือออสเตรเลีย ใช้หลักการเดียวกันคือ “ลดภาระการตัดสินใจของผู้ใช้สิทธิ และเพิ่มบทบาทเจ้าหน้าที่อธิบายขั้นตอน” พร้อมทั้งให้ผู้กำหนดนโยบายลงมาควบคุมภาพรวมอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเพียงลำพัง บทเรียนเหล่านี้คือสิ่งที่ กกต. ไทยซึ่งเดินทางไปศึกษาดูงานหลากหลายประเทศ ต้องนำมาปรับใช้จริง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนในช่วงเวลาที่องค์กรถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างต่อเนื่อง

                                ท้ายที่สุด การเลือกตั้งไม่ควรเป็นสนามทดสอบว่าใครจะ “พลาด” มากกว่ากัน ระหว่าง “ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง” กับ “เจ้าหน้าที่” ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งออกมาเพราะอยากใช้เสียง ไม่ใช่มาเพื่อถูกจ้องจับผิด ขณะเดียวกัน กกต. ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้ง ต้องแสดงให้เห็นว่าความรับผิดชอบไม่ได้กระจุกอยู่ที่โต๊ะธุรการ แต่กระจายอยู่ในมือของกรรมการทุกคนที่สังคมมอบอำนาจให้ 

                              หากทั้งสองฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน วันนี้  วันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะไม่ใช่แค่วันเลือกตั้ง แต่จะเป็นวันที่ศรัทธาต่อ“กระบวนการประชาธิปไตย” ได้ถูกนับคะแนนไปพร้อมกับบัตรเลือกตั้ง

2569-02-08  “ชัยทัศน์”  ผู้เขียน

ข่าวล่าสุด

เปลี่ยนบรรยากาศการประชุมให้มีพลัง

เปลี่ยนบรรยากาศการประชุมให้มีพลัง พร้อมบริการระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์ทุกฟังก์ชัน ในราคาที่ควบคุมงบประมาณได้จริง!

“ญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์”

สัมผัสความสงบท่ามกลางธรรมชาติ และรับฟังธรรมบรรยายโดยเมตตาจาก: พระครูบรรพตภาวนาวิธาน (เจ้าคณะตำบลเขาพระ เขต 2 และเจ้าอาวาสวัดเขาพระ)

ความตายที่ทรมานที่สุดในมหาสมุทร

ความจริงคือมันไม่ใช่เรื่องของ การกิน ครับ แต่มันคือเรื่องของ วิธีการ ที่โหดร้ายจนคุณอาจจะจินตนาการไม่ออกเลยว่า ในโลกที่เจริญแล้ว ยังมีวิธีการฆ่าสัตว์ที่เลือดเย็นขนาดนี้เหลืออยู่อีกเหรอ

“ฟรีวีซ่า 93 ประเทศ ดันเศรษฐกิจไทยฟื้น แต่ความเสี่ยงอาชญากรรมข้ามชาติท้าทายระบบคัดกรอง”

“สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime ) และ INTERPOL เริ่มสะท้อนแนวโน้มที่ต้องจับตา โดยระบุว่าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ มีการปรับรูปแบบและเคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการไปยังประเทศที่มีมาตรการเข้าเมืองผ่อนคลายมากขึ้น

ข่าวอื่นๆ

“ฟรีวีซ่า 93 ประเทศ ดันเศรษฐกิจไทยฟื้น แต่ความเสี่ยงอาชญากรรมข้ามชาติท้าทายระบบคัดกรอง”

“สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime ) และ INTERPOL เริ่มสะท้อนแนวโน้มที่ต้องจับตา โดยระบุว่าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ มีการปรับรูปแบบและเคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการไปยังประเทศที่มีมาตรการเข้าเมืองผ่อนคลายมากขึ้น

จาก One Bangkok ถึง Dusit Central Park ไทยประกาศศักดามหาอำนาจไลฟ์สไตล์โลก

การเกิดขึ้นของอภิมหาโครงการอย่าง One Bangkok และการกลับมาของ Dusit Central Park ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่ค้าปลีก แต่คือการประกาศชัดว่ากรุงเทพฯ ได้วิวัฒนาการสู่ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับโลกที่นานาชาติยอมรับในเชิงรสนิยม

อย่าปล่อย ..“คนแก่ 14 ล้าน”  ในกรงขังดิจิทัล

“วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” ประจำปี 2569 ข้อมูลระบุชัดว่าไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์โดยมีประชากรอายุเกิน 60 ปี กว่า 14 ล้านคน หรือร้อยละ 20 ของประเทศ