หน้าแรกINSIDE - INSIGHTวิกฤตราคาน้ำมันเขย่าความเชื่อมั่น “จริยธรรม” รัฐบาล ถูกตั้งคำถามในยามวิกฤตพลังงาน

วิกฤตราคาน้ำมันเขย่าความเชื่อมั่น “จริยธรรม” รัฐบาล ถูกตั้งคำถามในยามวิกฤตพลังงาน

เผยแพร่

spot_img

                            ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง บางพื้นที่ขาดตลาด จุดชนวนข้อสงสัยโครงสร้างพลังงานและความเป็นกลางของผู้กำหนดนโยบาย

                            สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล กับ  อิหร่าน ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569  ได้ผลักดันราคาพลังงานโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนส่งผลกระทบมายังประเทศไทยทั้งในด้านราคาขายปลีกและการกระจายสินค้า โดยล่าสุด “เมื่อวานนี้” ราคาน้ำมันปรับขึ้นอีกลิตรละ 6 บาท ทำให้รวมการปรับขึ้นในช่วงเวลาไม่นานเกือบ 10 บาทแล้ว

                         ขณะเดียวกัน ข้อร้องเรียนเรื่องน้ำมันขาดตลาดในบางพื้นที่ และข้อสงสัยต่อโครงสร้างราคาพลังงาน ได้ขยายไปสู่ประเด็นที่ลึกกว่านั้น คือ “จริยธรรมของผู้กำหนดนโยบาย”

                               แรงกดดันด้านราคาน้ำมันในรอบนี้มีจุดเริ่มจากปัจจัยภายนอกประเทศอย่างชัดเจน โดยความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านอุปทานพลังงานในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นภายในประเทศกลับมีความซับซ้อนมากกว่าเพียงการปรับขึ้นของราคา เมื่อประชาชนในบางพื้นที่สะท้อนตรงกันว่า “น้ำมันไม่มีขาย” หรือมีไม่เพียงพอในบางช่วงเวลา

                              ในเชิงโครงสร้าง ราคาน้ำมันขายปลีกของไทยสามารถแตกต่างกันได้ตามองค์ประกอบ เช่น ภาษีและค่าการตลาด ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงวิกฤต เช่น การเร่งเติมน้ำมัน อาจทำให้สถานีบริการบางแห่งมีสินค้าหมดเร็วกว่าปกติ อย่างไรก็ดี การที่ข้อมูลด้านปริมาณสำรองและการกระจายสินค้าไม่ได้ถูกเปิดเผยอย่างเป็นระบบ ทำให้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกของประชาชนได้อย่างเพียงพอ

                           อีกด้านหนึ่ง บทบาทของ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อพยุงราคา กลับกลายเป็นอีกจุดที่ถูกตั้งคำถาม เนื่องจากโครงสร้างการบริหารและข้อมูลที่เข้าถึงได้จำกัด ทำให้ประชาชนไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่า กลไกดังกล่าวช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากน้อยเพียงใด หรือกำลังสร้างภาระในรูปแบบอื่น

                          ภายใต้สถานการณ์ “ราคาสูง-ของขาด-ข้อมูลไม่ชัด” ประเด็นจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงถูกหยิบยกขึ้นมาโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกรณีรัฐมนตรีบางรายที่เคยมีบทบาทในธุรกิจน้ำมันขนาดใหญ่ แม้จะไม่มีข้อบ่งชี้ว่ามีการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย แต่ความเชื่อมโยงดังกล่าวย่อมทำให้เกิดคำถามต่อ “ความเป็นกลาง” ในการกำหนดนโยบาย

                          ในทางจริยธรรมทางการเมือง หลักสำคัญไม่ได้อยู่ที่การพิสูจน์ว่ามีความผิดหรือไม่ แต่คือการหลีกเลี่ยง “ภาพของความขัดกันแห่งผลประโยชน์” ซึ่งเป็นมาตรฐานที่หลายประเทศใช้เป็นเกณฑ์ ตัวอย่างเช่น Tom Price อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขของ สหรัฐอเมริกา ที่ลาออกจากตำแหน่งในปี 2017 จากกรณีการใช้เครื่องบินเช่าเหมาลำด้วยงบประมาณรัฐ แม้ไม่ใช่ความผิดทางอาญาร้ายแรง แต่ถูกมองว่าไม่เหมาะสมทางจริยธรรม หรือกรณีของ Isshu Sugawara อดีตรัฐมนตรีของ ญี่ปุ่น ที่ลาออกจากตำแหน่งจากข้อกล่าวหาเรื่องการให้ของขวัญแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมมองว่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่ง

                         แม้กรณีในประเทศไทยจะยังไม่มีข้อเท็จจริงในลักษณะเดียวกัน แต่ตัวอย่างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ในระบบการเมืองสมัยใหม่ “ความน่าเชื่อถือ” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากรวมถึงการรักษาระยะห่างจากผลประโยชน์ และการไม่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจถูกตั้งคำถามได้

                     ผู้เชี่ยวชาญพลังงานเสนอแนะให้รัฐบาบเปิดเผยโครงสร้างราคาน้ำมันให้ครอบคลุมทุกองค์ประกอบ รายงานสถานการณ์สต็อกและการกระจายน้ำมันอย่างสม่ำเสมอ  แลเให้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดข้อมูลต่อสาธารณะ

                  วิกฤตราคาน้ำมันในครั้งนี้อาจเริ่มต้นจากปัจจัยภายนอกประเทศ แต่ได้พัฒนาไปสู่ความท้าทายภายในที่สำคัญ คือการรักษาความเชื่อมั่นของสาธารณะ ซึ่งมี “จริยธรรม” เป็นแกนกลางของปัญหา

2569-03-27   ผู้เขียน  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

“ผักกาดขาว”…อาบฟอร์มาลดีไฮด์

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2569 จากคลิปไวรัลในจีน สู่คำถามใหญ่เรื่องความปลอดภัยอาหารข้ามพรมแดน                             เมื่อสารเคมีต้องห้ามถูกนำมาใช้ยืดอายุผัก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “กินแล้วอันตรายหรือไม่” แต่คือระบบตรวจสอบสามารถสกัดความเสี่ยงได้ก่อนถึงจานอาหารหรือไม่                             กรณีการใช้สารละลายฟอร์มาลดีไฮด์กับผักกาดขาวในมณฑลเหอเป่ยของจีน กลายเป็นประเด็นความปลอดภัยอาหารที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง หลังมีการเผยแพร่คลิปแสดงภาพการนำผักกาดขาวไปจุ่มสารละลายก่อนขนส่งเพื่อรักษาความสด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่ากำลังเกิดการกระทำดังกล่าวและมีการดำเนินการตามกฎหมาย...

“ใข่ไก่”..แพง… แซงหน้า “นำ้มัน”   วิกฤตปากท้องชนกำแพงอำนาจ

ล่าสุดเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่งปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจาก 3.80 บาท เป็น 4.00 บาทต่อฟอง มีผลตั้งแต่ 7 สิงหาคม 2569 ขณะที่ข้อมูลราคาขายปลีกที่อัปเดต 24 สิงหาคม พบว่าไข่เบอร์ 4 อยู่ราว 4.05 บาท และเบอร์ 3 ราว 4.35 บาทต่อฟอง

สะโตรก-“ภัยเงียบ” จากแรงขับ “หวาน-มัน-เค็ม”

ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่เกิดขึ้นราว 1.5 แสน ถึง 250,000 รายต่อปี และคร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ รองจากมะเร็งและโรคหัวใจตามบริบทปีนั้นๆ โดยมีผู้เสียชีวิตราว 30,000 - 50,000 คนต่อปี

 เรื่องสั้น   “คืน…ฝนตก”  | “ชัยทัศน์”

เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มก่อนจะสำลักไอเสียออกมาเป็นจังหวะสุดท้ายแล้วดับสนิทลง ท่ามกลางเสียงคำรามของท้องฟ้ากัมปนาททั่วหุบเขา “เอก” ทุบพวงมาลัยด้วยความโมโห เข็มความร้อนของรถคันเก่งพุ่งสูงจนมิดเกจ์แดงฉานเหมือนคำเตือนจากนรก

ข่าวอื่นๆ

“ผักกาดขาว”…อาบฟอร์มาลดีไฮด์

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2569 จากคลิปไวรัลในจีน สู่คำถามใหญ่เรื่องความปลอดภัยอาหารข้ามพรมแดน                             เมื่อสารเคมีต้องห้ามถูกนำมาใช้ยืดอายุผัก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “กินแล้วอันตรายหรือไม่” แต่คือระบบตรวจสอบสามารถสกัดความเสี่ยงได้ก่อนถึงจานอาหารหรือไม่                             กรณีการใช้สารละลายฟอร์มาลดีไฮด์กับผักกาดขาวในมณฑลเหอเป่ยของจีน กลายเป็นประเด็นความปลอดภัยอาหารที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง หลังมีการเผยแพร่คลิปแสดงภาพการนำผักกาดขาวไปจุ่มสารละลายก่อนขนส่งเพื่อรักษาความสด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่ากำลังเกิดการกระทำดังกล่าวและมีการดำเนินการตามกฎหมาย...

“ใข่ไก่”..แพง… แซงหน้า “นำ้มัน”   วิกฤตปากท้องชนกำแพงอำนาจ

ล่าสุดเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่งปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจาก 3.80 บาท เป็น 4.00 บาทต่อฟอง มีผลตั้งแต่ 7 สิงหาคม 2569 ขณะที่ข้อมูลราคาขายปลีกที่อัปเดต 24 สิงหาคม พบว่าไข่เบอร์ 4 อยู่ราว 4.05 บาท และเบอร์ 3 ราว 4.35 บาทต่อฟอง

สะโตรก-“ภัยเงียบ” จากแรงขับ “หวาน-มัน-เค็ม”

ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่เกิดขึ้นราว 1.5 แสน ถึง 250,000 รายต่อปี และคร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ รองจากมะเร็งและโรคหัวใจตามบริบทปีนั้นๆ โดยมีผู้เสียชีวิตราว 30,000 - 50,000 คนต่อปี