หน้าแรกINSIDE - INSIGHT“ศึกสันติภาพอาเซียน ใครได้ไครเสีย”

“ศึกสันติภาพอาเซียน ใครได้ไครเสีย”

เผยแพร่

spot_img

 เมื่อ”ทรัมป์” บีบ “ไทย-กัมพูชา” ลงนาม 

ใครคือผู้ชนะที่แท้จริง?

  การประชุมสุดยอดอาเซียนที่มาเลเซียปลายเดือนนี้ กำลังกลายเป็นเวทีประลองอำนาจทางการทูต เมื่อมีรายงานยืนยันว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเดินทางไปเป็นสักขีพยานในการลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์” หรือ “กรอบสันติภาพ” ระหว่างไทยกับกัมพูชา 

                           ข่าวดังกล่าวสร้างความสั่นสะเทือนทางการเมืองและตอกย้ำถึงบทบาทของทรัมป์ในฐานะ “กรรมการใหญ่” ที่ใช้ทั้งไม้แข็งและไม้อ่อน (เงื่อนไขทางการค้า) บังคับให้สองประเทศเพื่อนบ้านที่เพิ่งปะทะกันอย่างรุนแรงต้องมานั่งโต๊ะเจรจา 

                           การแทรกตัวเข้ามาของผู้เล่นนอกภูมิภาคอย่างสหรัฐฯ ในปัญหาที่ยาวนานนี้ ชี้ให้เห็นว่าทรัมป์มุ่งใช้เวทีเอเชียเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ “ผู้สร้างสันติภาพระดับโลก” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณอันทรงพลังต่อมหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนว่าสหรัฐฯ ยังคงมีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

                           การลงนามที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นผลจากความคืบหน้าสำคัญในการประชุมระดับคณะกรรมาธิการร่วม (JBC/GBC) ที่สามารถบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในหลายประเด็นเร่งด่วน เช่น การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และความร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของทั้งสองฝ่าย

                            ท่าทีของกัมพูชาก่อนหน้านี้ที่เคยประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่ยอมเจรจาหรือตกลงใดๆ กับไทย เนื่องจากมองว่าถูกรุกราน ได้ถูกผ่อนคลายลงอย่างมีนัยสำคัญ การตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการลงนามโดยมีทรัมป์เป็นพยาน จึงเป็นที่วิเคราะห์กันว่า เป็นไปได้ที่กัมพูชาได้แอบติดต่อขอความช่วยเหลือจากทรัมป์ เพื่อให้ผู้นำสหรัฐฯ เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่ทรงอำนาจและช่วยหา “ทางลงที่ไม่เสียหน้า” (Face-saving exit) จากสถานการณ์ที่ไม่มีหนทางเอาชนะในด้านใด ๆ ได้อีกแล้ว

                              ขณะที่ไทยเองก็ได้รับประโยชน์จากการลดความตึงเครียดด้านความมั่นคงในระยะยาวและรักษาความได้เปรียบในการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ

                             ขณะที่ทั้งไทยและกัมพูชาเข้าสู่พิธีลงนามด้วยเหตุผลและแรงจูงใจที่ซ่อนเร้น มาเลเซียในฐานะเจ้าภาพและประธานอาเซียนก็ได้รับบทบาทโดดเด่นในการฟื้นฟูแนวคิด “ความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน” ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง      

                            การที่มาเลเซียสามารถนำพาความขัดแย้งที่ใกล้จะบานปลายเป็นสงครามมาสู่โต๊ะเจรจาได้สำเร็จ ถือเป็นการเสริมสร้างความชอบธรรมให้กับกลไกการแก้ไขปัญหาภายในภูมิภาค 

                          อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงจะอยู่หลังจากพิธีการเสร็จสิ้นลง เนื่องจากประเด็นเขตแดนที่อ่อนไหวที่สุดยังคงต้องใช้เวลาในการเจรจาอย่างละเอียด และประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์บ่งชี้ว่า “ความไว้วางใจ” คืออุปสรรคสำคัญที่พร้อมจะบ่อนทำลายข้อตกลงนี้ได้ทุกเมื่อ

                        งานนี้เรียกได้ว่า “ไม่มีใครแพ้” บนเวทีพิธีลงนาม เพราะทุกคนได้สิ่งที่ต้องการ 

                        ทรัมป์ ได้ภาพผู้สร้างสันติภาพปูทางสู่โนเบล (ถ้าไม่พลาดท่าเสียก่อน), กัมพูชา ได้ทางลงจากความขัดแย้งโดยมีมหาอำนาจมาช่วยหนุนหลัง (แถมไม่ต้องเสียหน้าหลังเคยปฏิเสธเจรจาอย่างแข็งกร้าว), ไทย ได้ความสงบชายแดนชั่วคราวและอาจได้ต่อรองภาษีขาเข้าอเมริกา (อย่างน้อยก็ลดแรงกดดันจากวอชิงตัน) ส่วน มาเลเซีย ได้อานิสงส์ความโดดเด่นในฐานะเจ้าภาพที่ทำงานได้สำเร็จ … 

                         แต่คนที่อาจจะ “เสีย” จริงๆ คือ “สันติภาพที่แท้จริง” หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถสร้างความไว้วางใจและมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาเขตแดนที่ซ่อนอยู่ภายใต้พรมแห่งความตกลงนี้ให้สำเร็จลุล่วงได้ในอนาคตอันใกล้

ข่าวล่าสุด

วันนี้    “วิสาขบูชาสากลโลก”  2569  พลวัตแห่งศรัทธาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประชาคมโลกต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงภูมิรัฐศาสตร์อันสลับซับซ้อนและวิถีทุนนิยมที่เร่งรัด วันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2569 ยิ่งทวีความสำคัญในฐานะหมุดหมายเชิงอุดมการณ์ที่เตือนใจให้มนุษยชาติหันกลับมาพิจารณาถึงความสงบภายในอันเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่แท้จริง

“A Spectacular Convergence of Faith and Culture: Wat Sarod Celebrates New Preceptor”

"Bangkok’s historic Wat Sarod, located in the Rat Burana District, is set to host an extraordinary cultural and religious milestone on May 30, 2026.

โปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำเวียตนาม เข้าเฝ้าฯ  มุ่งเจรจาการค้าพลิกฟื้น…เสถียรภาพอินโดจีน

ในวโรกาสอันเป็นนิมิตหมายอันดีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายโต เลิม และคณะผู้แทนเวียดนาม เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

หรือ…ตราชั่งชำรุดที่จุดเริ่มต้น ?  เมื่อศาลตัดสินจำคุกอดีต ประธาน ปปช.กับพวก

วานนี้ คำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่สั่งจำคุกอดีตประธาน ปปช. และกรรมการ กรณีปกปิดข้อความเอกสารคดีนาฬิกาหรู แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวแรกของกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลต้นที่ยังไม่ถึงที่สุด

ข่าวอื่นๆ

วันนี้    “วิสาขบูชาสากลโลก”  2569  พลวัตแห่งศรัทธาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประชาคมโลกต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงภูมิรัฐศาสตร์อันสลับซับซ้อนและวิถีทุนนิยมที่เร่งรัด วันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2569 ยิ่งทวีความสำคัญในฐานะหมุดหมายเชิงอุดมการณ์ที่เตือนใจให้มนุษยชาติหันกลับมาพิจารณาถึงความสงบภายในอันเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่แท้จริง

โปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำเวียตนาม เข้าเฝ้าฯ  มุ่งเจรจาการค้าพลิกฟื้น…เสถียรภาพอินโดจีน

ในวโรกาสอันเป็นนิมิตหมายอันดีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายโต เลิม และคณะผู้แทนเวียดนาม เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

หรือ…ตราชั่งชำรุดที่จุดเริ่มต้น ?  เมื่อศาลตัดสินจำคุกอดีต ประธาน ปปช.กับพวก

วานนี้ คำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่สั่งจำคุกอดีตประธาน ปปช. และกรรมการ กรณีปกปิดข้อความเอกสารคดีนาฬิกาหรู แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวแรกของกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลต้นที่ยังไม่ถึงที่สุด